EARTH ยื่นศาลฯฟ้องแบงก์ธนชาต 6 หมื่นลบ. ฐานเอาข้อมูลบริษัทเปิดเผยต่อบุคคลอื่น “ขจรพงศ์” ยืนยันไม่ได้ล้มบนฟูก

“ขจรพงศ์” เหลืออดออกมาพูดความจริงเรื่อง EARTH ให้สังคมรู้
ยืนยันไม่ได้ล้มบนฟูก-ถูกต้อนให้จนมุม-ตกเป็นจำเลยสังคม
EARTH ยื่นศาลฯ ฟ้องแบงก์ธนชาต 60,000 ลบ.
ฐานเอาข้อมูลบริษัทเปิดเผยต่อบุคคลอื่น
ทำให้ถูกอายัดเงินในบัญชี มัดมือเท้าไม่ให้ทำธุรกิจที่จีน


     บมจ.เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ (EARTH) ยื่นต่อศาลฟ้อง “บมจ.ธนาคารธนชาต” เรียกค่าเสียหายมูลค่า 60,000 ล้านบาท เหตุกระทำผิด โดยการนำข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินของ EARTH ไปเปิดเผยต่อ “บมจ.ธนาคารกรุงไทย” จนเป็นเหตุให้ถูกอายัดเงิน ล่าสุดศาลประทับรับฟ้องเป็นคดีดำหมายเลข พ.1552/2560 “ขจรพงศ์ คำดี”สุดจะทน! ระบุหมดทางเลือกแล้ว เพราะถูกตัดช่องทางทำมาหากิน โดยเฉพาะการขายถ่านหินในประเทศจีน ซึ่งเป็นความหวังที่เหลืออยู่ในการฟื้นฟูกิจการให้กลับมาแข็งแกร่งได้เช่นเดิม ทำให้วันนี้ธุรกิจเดินต่อไม่ได้และผู้บริหารมีสิทธิโดนฟ้องคดีอาญาเพราะเช็คเด้งจากการถูกอายัดเงิน ขอเรียกร้องผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ EARTH ทุกรายมาร่วมมือกัน หากประสงค์จะฟ้องร่วมยินดีเป็นตัวกลางให้ ระบุผิดหวังกับการกระทำของสถาบันการเงินดังกล่าวเพราะควรเก็บข้อมูลของลูกค้าไว้เป็นความลับ แต่กลับกระทำผิดเสียเอง จนทำให้ EARTH มาถึงทางตัน พร้อมยืนยันผู้บริหาร “EARTH” ไม่มีใครล้มบนฟูก เดินมาถึงทางตันเพราะเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน ย้ำ!ไม่ได้ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ ทุกบาทที่ได้มาเอามาทำธุรกิจขายถ่านหินอย่างเดียว ส่วนการขอมาร์จิ้นนำมาซื้อหุ้น เพราะต้องการรักษาสถานภาพการเป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เพื่อให้การบริหารกิจการมีเสถียรภาพ แต่ถูกฟอร์ซเซลจากราคาหุ้นดิ่งหนักทำให้มีหนี้สินส่วนตัวหลายร้อยล้านที่อยู่ระหว่างการเจรจาและขอผ่อนชำระหนี้กับโบรกเกอร์ ชี้ทางออกเดียวที่มองเห็นว่าจะแก้ไขปัญหาและทำให้บริษัทฯ รอดได้ คือ การยื่นขอฟื้นฟูกิจการ ซึ่งจะเข้าสู่กระบวนการเจรจาหนี้ได้อย่างเป็นระบบ ที่สำคัญเจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกันก็มีสิทธิได้รับหนี้คืนเท่าเทียมกับเจ้าหนี้ที่มีหลักประกัน และไม่เคยคิดขอแฮร์คัทหนี้ ขอเพียงแค่โอกาสและเวลาในการทำธุรกิจต่อไป เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ เชื่อใช้เวลาไม่นาน EARTH จะกลับมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง


    นายขจรพงศ์ คำดี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) (EARTH) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ตัดสินใจฟ้องร้องดำเนินคดี ข้อหาละเมิดต่อ บมจ.ธนาคารธนชาต  เรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 60,000 ล้านบาท  โดยศาลแพ่งได้ประทับรับฟ้องเป็นคดีดำ เลขที่ พ.1552/2560 สืบเนื่องมาจาก บมจ.ธนาคารธนชาต ได้นำข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินของบริษัทฯ ไปเปิดเผยกับ บมจ.ธนาคารกรุงไทย จนเป็นเหตุให้ บมจ.ธนาคารกรุงไทยยื่นรื่องต่อศาลเพื่อขออายัดเงินของ บมจ.เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ที่อยู่ในบัญชีเงินฝากของ บมจ.ธนาคารธนชาต ซึ่งเป็นเงินที่บริษัทเตรียมที่จะโอนไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อใช้สำหรับดำเนินธุรกิจซื้อขายถ่านหินให้กับคู่ค้าในจีนและขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้  ซึ่งได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารแห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้วเช่นกัน

    การกระทำของ บมจ.ธนาคารธนชาต เข้าข่ายความผิดพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.๒๕๕๑ โดยถูกระบุไว้ในคำฟ้องของธนาคารกรุงไทย ตามคดีดำเลขที กค.129/2560 และ กค.131/2560

    “ความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินคือเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง การกระทำของบมจ.ธนาคารธนชาตครั้งนี้เรียกได้ว่าไม่มีจรรยาบรรณ เพราะไม่ยอมเก็บรักษาความลับของลูกค้า นั่นคือผู้บริหาร บมจ.ธนาคารธนชาต ได้แจ้งข้อมูลธุรกรรมทางการเงินของ บมจ.เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ต่อผู้บริหาร บมจ.ธนาคารกรุงไทย  จนนำไปสู่การถูกสั่งอายัดเงินฝาก บริษัทฯ รู้สึกผิดหวังและเสียความรู้สึกต่อการกระทำของบมจ.ธนาคารธนชาต อย่างที่สุด เพราะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจในสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นความหวังที่เหลืออยู่ในการที่จะฟื้นกิจการและธุรกิจให้กลับมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง ซึ่งทำให้มีสภาพคล่องหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ มีศักยภาพในการทำกำไรและชำระหนี้ในอนาคตได้”

    ภายหลังจากที่มีคำสั่งอายัดในบัญชีเท่ากับเป็นการตัดเส้นทางทำมาหากินของ บมจ.เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ เพราะทำให้บริษัทฯ ไม่มีเงินมาใช้จ่ายหรือทำธุรกรรมใดได้เลย แม้แต่การจ่ายเงินเดือนของพนักงาน สิ้นสุดเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีการจ่ายเงินให้กับพนักงานเพียงบางส่วนเท่านั้น ขณะที่พนักงานในระดับบริหารขึ้นไปทุกคนยังไม่ได้รับเงินเดือน นอกจากนี้ผู้บริหารของบริษัทฯ มีสิทธิที่จะถูกดำเนินคดีอาญา เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้มีการเซ็นเช็คไปแล้ว โดยจ่ายให้กับกรมสรรพากร จ่ายค่าระวางเรือ เป็นต้น ซึ่งเช็คที่จ่ายออกไปเด้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา ดังนั้นจึงถือว่า บมจ.เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ เดินมาถึงทางตันแล้วจริงๆ ไม่สามารถดำเนินธุรกรรมใดได้เลย จึงอยากจะเรียกร้องของความเป็นธรรมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ให้เห็นแก่พนักงานบริษัทที่มีจำนวนกว่า 100 คน และผู้ถือหุ้นที่มีกว่า 18,000  ราย เพราะหากธุรกิจไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนและความเสียหายอย่างร้ายแรงกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้หากว่าผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้รายใดอยากจะฟ้องร่วม บมจ.ธนาคารธนชาต บริษัทฯ พร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงานและดำเนินการให้

    นายขจรพงศ์ กล่าวต่อถึงประเด็นที่ว่าผู้บริหารของ บมจ.เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ล้มบนฟูกนั้น ขอยืนยันว่าไม่มีผู้บริหารบริษัทฯ รายใดล้มบนฟูกเลย แต่สาเหตุที่ทำให้เดินมาถึงทางตันในวันนี้เพราะเกิดจากปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงิน เนื่องจากถูกระงับวงเงินแบบทันทีทันใด ทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้และสุดท้ายอันดับเครดิตเรทติ้งที่เคยอยู่ในระดับ BBB¬- ซึ่งเป็น Investment Grade ร่วงลงสู่ระดับ D ทันทีทำให้บริษัทฯ ไม่มีช่องทางในการหาเงินเพื่อมาชำระหนี้ที่เหลือ ทั้งนี้ขอยืนยันว่า  บมจ.เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ไม่ได้ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ โดยเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับมาจากสถาบันการเงินนำไปลงทุนทำธุรกิจถ่านหินอย่างเดียวเท่านั้น ไม่เคยเอาไปใช้เพื่อการลงทุนในรูปแบบอื่นใดเลย

    ส่วนประเด็นการขอมาร์จิ้นเพื่อนำมาซื้อหุ้น EARTH นั้น มีเป้าหมายเพื่อจะดำรงสถานะการเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ เอาไว้ เพื่อให้การบริหารกิจการเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ โดยที่ผ่านมาสามารถที่จะไปค้นข้อมูลย้อนหลังได้เลยว่าผู้บริหารของ EARTH ไม่มีพฤติกรรมการเล่นหุ้นแบบเทรดดิ้งหรือเก็งกำไรเลย แต่เนื่องจากราคาหุ้นที่รูดลงอย่างรุนแรงในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และปรากฎรายชื่อผู้บริหารโดนฟอร์ซเซล ส่งผลให้ทุกคนที่มีรายชื่อเหล่านั้นต้องตกเป็นลูกหนี้ของโบรกเกอร์คิดเป็นมูลค่ากว่าร้อยล้านบาท และขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อขอผ่อนชำระหนี้ และที่สำคัญผู้บริหาร EARTH ได้เสียสละนำหุ้นส่วนตัวไปเป็นหลักประกันให้แก่บริษัทและค้ำประกันส่วนตัวเต็มวงเงินให้กับสถาบันการเงิน เมื่อหุ้นราคาตก ผู้บริหารมีหน้าที่ต้องจัดหาหุ้นมาเพิ่มเติมให้กับสถาบันการเงิน จึงไม่มีเหตุผลที่จะล้มบนฟูก

    เขากล่าวต่อในช่วงท้ายว่า ที่สุดแล้วคณะกรรมการบริหารของ บมจ.เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ได้ตัดสินใจ เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้โดยอาศัยวิธีการฟื้นฟูกิจการ โดยได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทต่อศาลล้มละลายกลางในวันที่  24 กรกฎาคม 2560 และขออนุมัติให้บริษัทเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ โดยมีเป้าประสงค์เพื่อเป็นการรักษาธุรกิจของบริษัทให้สามารถดำเนินการต่อเนื่องได้ตามปกติ และเพื่อรักษามูลค่าทางธุรกิจของบริษัทไว้และเพื่อป้องกันให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดต่อผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้หุ้นกู้ เจ้าหนี้ตั๋วแลกเงิน เจ้าหนี้สถาบันการเงิน เจ้าหนี้อื่น บรรดาพนักงาน ลูกค้าและคู่ค้า ของบริษัท

    สำหรับการเลือกเข้าสู่กระบวนการศาลเพื่อฟื้นฟูกิจการ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้ เพราะหลังจากที่ถูกระงับสินเชื่อจากสถาบันเงินที่ใช้อยู่ทั้งหมด ทำให้การประกอบธุรกิจของ บมจ.เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ชะลอตัวอย่างมาก ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้รับหนังสือทวงถามจากเจ้าหนี้หลายราย และได้รับแจ้งจากคู่ค้าของบริษัทฯ ว่าได้ยื่นฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเป็นยอดหนี้รวมกว่า 26,000 ล้านบาท ซึ่งหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่ไม่ปรากฎในงบเฉพาะกิจการของ บมจ.เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ในไตรมาส 1 ปี 2560  แต่จัดไว้เป็นประมาณการหนี้สินที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ขณะที่หนี้ในบัญชีสิ้นสุดไตรมาส 1/2560 อยู่ที่ 21,480 ล้าน เมื่อนำยอดหนี้ทั้งสองรวมกันจะเท่ากับ 47,480.01 ล้านบาท

    “การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูจะทำให้ บมจ.เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ มีเวลาสำหรับการเจรจากับเจ้าหนี้  เพื่อทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ และเชื่อว่าจะเกิดผลดีกับทุกฝ่าย อาทิ เจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกันก็มีสิทธิได้รับหนี้คืนเท่าเทียมกับเจ้าหนี้ที่มีหลักประกัน ทั้งนี้เราไม่เคยคิดที่จะแฮร์คัทเจ้าหนี้รายใด แต่ที่ต้องการคือขอเวลาและโอกาสเท่านั้น เพราะเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพ ประสบการการณ์ทำงาน ความเชี่ยวชาญและคอนเน็คชั่นที่มีในการทำธุรกิจถ่านหินเพราะคลุกคลีอยู่วงการนี้มามากกว่า 10 ปี จะทำให้ บมจ.เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ฟื้นธุรกิจกลับมาได้ในระยะเวลาที่ไม่นานเกินไปนัก จะสามารถสร้างผลประกอบการที่ดีได้อีกครั้งและมีเงินมาชำระหนี้กับเจ้าหนี้ทุกราย” ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ กล่าวในที่สุด

    อนึ่ง บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) ในอดีตที่ผ่านมา  มีกำไรมาโดยตลอด ปันผลต่อเนื่อง ไม่เคยมีปัญหาผิดนัดชำระหนี้แม้แต่ครั้งเดียว บริษัทฯ เคยได้รับการจัดอันดับเครดิต BBB-  เคยได้รับรางวัลบริษัท mai ยอดเยี่ยมแห่งปี 2556 และเป็นบริษัทเดียวในประเทศไทยที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แฟรงก์เฟิร์ต แต่จากปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ปัจจุบัน EARTH กลายเป็นบริษัทฯ ที่ต้องเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่