นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนกรกฎาคม 2560 ปรับลดลงทุกตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ลดลงอยู่ที่ 73.9 จากเดือนมิถุนายน 2560 ซึ่งอยู่ที่74.9 ซึ่งลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และต่ำสุดในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบัน ลดลงอยู่ที่ 51.7 จาก 52.9 และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคต ลดลงอยู่ที่ 83.1 จาก 84.1ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ลดลงอยู่ที่ 62.2 จากเดือนมิถุนายน 2560 ซึ่งอยู่ที่ 63.3 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน ลดลงอยู่ที่ 69.1 จาก 70.0 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ลดลงอยู่ที่ 90.4 จาก 91.5
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ดัชนีที่ลดลง เนื่องจากผู้บริโภคกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือที่ส่งผลเชิงลบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ และราคาพืชผลทางการเกษตรยังอยู่ในระดับต่ำ และปรับลดลงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และสับปะรดโรงงาน เป็นต้น ทำให้กำลังซื้อทั่วไปในต่างจังหวัดไม่คล่องและขยายตัวต่ำ ประกอบกับผู้บริโภคกังวลว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยอาจจะยังไม่ฟื้นตัวดีขึ้นมากอย่างที่คาดการณ์ไว้ และยังกังวลถึงปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง รายได้ไม่สอดคล้องค่าใช้จ่าย บวกกับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น
“การลดลงของดัชนี 3 เดือนติด เป็นการลดลงจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ แต่น้ำท่วมเกิดผลระยะสั้น เกิดในวงจำกัดไม่บานปลาย ไม่น่าจะมีผลต่อดัชนีฯในเดือนสิงหาคมนี้ แม้ภาพเศรษฐกิจมหภาคหลายฝ่ายปรับเพิ่มตัวเลข แต่มุมมองและความรู้สึกของผู้บริโภคโดยเฉพาะชนชั้นกลางและฐานรากยังไม่รับรู้ว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ราคาสินค้าเกษตรยังอยู่ระดับต่ำส่งผลกำลังซื้อฐานรากซึมตัว ยอดขายธุรกิจหายไปซึ่งน่ากังวล ประกอบกับภาคธุรกิจมีความกังวลการจ้างแรงงานต่างด้าว ว่าจะส่งผลกับธุรกิจและการส่งออกอย่างไร อีกทั้งมียอดการว่างงานที่ 1.2% ซึ่งเกินค่าเฉลี่ย ส่งผลให้ผู้บริโภคมองเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่โดดเด่นและไม่เร็ว เพราะไม่มีปัจจัยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจขยายตัว ภาครัฐควรเร่งกระตุ้นการใช้จ่ายและเร่งรัดการลงทุน และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากเพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน”นายธนวรรธน์กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวถึงผลกระทบจากน้ำท่วมว่า ได้รวบรวมข้อมูลและประเมินผลกระทบความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ เบื้องต้นมีความเสียหายรวม 9,574 ล้านบาท ซึ่งมีผลกระทบต่อการขยายตัวจีดีพีเพียง 0.064% ทำให้ศูนย์ฯยังคาดการณ์จีดีพีปีนี้ขยายตัว 3.6% มูลค่าความเสียหายดังกล่าวแยกเป็น ความเสียหายของภาคการเกษตร 4,774 ล้านบาท ความเสียหายของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม 3,434 ล้านบาท และความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และทรัพย์สินต่างๆ เช่น บ้านเรือน ถนน สะพาน ยานพาหนะ รวม 1,366 ล้านบาท ขณะเดียวกันสถานการณ์น้ำท่วมได้คลี่คลายจึงมองว่ายังไม่มีผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่ววงครึ่งหลังปีนี้ อย่างไรก็ตามหากมีน้ำท่วมเพิ่มและบานปลาย คาดว่ามูลค่าความเสียหายคงไม่เกิน 15,000 ล้านบาท
JJNY : น้ำท่วมอีสาน-เหนือฉุดดัชนีเชื่อมั่นก.ค.วูบหนัก-หอค้าเผยเสัยหายแล้วเกือบหมื่นล.
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ดัชนีที่ลดลง เนื่องจากผู้บริโภคกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือที่ส่งผลเชิงลบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ และราคาพืชผลทางการเกษตรยังอยู่ในระดับต่ำ และปรับลดลงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และสับปะรดโรงงาน เป็นต้น ทำให้กำลังซื้อทั่วไปในต่างจังหวัดไม่คล่องและขยายตัวต่ำ ประกอบกับผู้บริโภคกังวลว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยอาจจะยังไม่ฟื้นตัวดีขึ้นมากอย่างที่คาดการณ์ไว้ และยังกังวลถึงปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง รายได้ไม่สอดคล้องค่าใช้จ่าย บวกกับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น
“การลดลงของดัชนี 3 เดือนติด เป็นการลดลงจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ แต่น้ำท่วมเกิดผลระยะสั้น เกิดในวงจำกัดไม่บานปลาย ไม่น่าจะมีผลต่อดัชนีฯในเดือนสิงหาคมนี้ แม้ภาพเศรษฐกิจมหภาคหลายฝ่ายปรับเพิ่มตัวเลข แต่มุมมองและความรู้สึกของผู้บริโภคโดยเฉพาะชนชั้นกลางและฐานรากยังไม่รับรู้ว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ราคาสินค้าเกษตรยังอยู่ระดับต่ำส่งผลกำลังซื้อฐานรากซึมตัว ยอดขายธุรกิจหายไปซึ่งน่ากังวล ประกอบกับภาคธุรกิจมีความกังวลการจ้างแรงงานต่างด้าว ว่าจะส่งผลกับธุรกิจและการส่งออกอย่างไร อีกทั้งมียอดการว่างงานที่ 1.2% ซึ่งเกินค่าเฉลี่ย ส่งผลให้ผู้บริโภคมองเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่โดดเด่นและไม่เร็ว เพราะไม่มีปัจจัยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจขยายตัว ภาครัฐควรเร่งกระตุ้นการใช้จ่ายและเร่งรัดการลงทุน และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากเพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน”นายธนวรรธน์กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวถึงผลกระทบจากน้ำท่วมว่า ได้รวบรวมข้อมูลและประเมินผลกระทบความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ เบื้องต้นมีความเสียหายรวม 9,574 ล้านบาท ซึ่งมีผลกระทบต่อการขยายตัวจีดีพีเพียง 0.064% ทำให้ศูนย์ฯยังคาดการณ์จีดีพีปีนี้ขยายตัว 3.6% มูลค่าความเสียหายดังกล่าวแยกเป็น ความเสียหายของภาคการเกษตร 4,774 ล้านบาท ความเสียหายของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม 3,434 ล้านบาท และความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และทรัพย์สินต่างๆ เช่น บ้านเรือน ถนน สะพาน ยานพาหนะ รวม 1,366 ล้านบาท ขณะเดียวกันสถานการณ์น้ำท่วมได้คลี่คลายจึงมองว่ายังไม่มีผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่ววงครึ่งหลังปีนี้ อย่างไรก็ตามหากมีน้ำท่วมเพิ่มและบานปลาย คาดว่ามูลค่าความเสียหายคงไม่เกิน 15,000 ล้านบาท