ประสบการณ์จากชีวิตจริง ที่ต้องกลายเป็นลูกอกตัญญูหลังจากมีครอบครัว
สวัสดีชาวพันทิพย์ทุกคนที่เข้ามาอ่านกระทู้นี้นะคะ เราขอเล่าเรื่องจริงเรื่องนึงที่เราประสบมาจากการใช้ชีวิตครอบครัว แน่นอนว่ามันต้องมีปัญหาสารพัดในกระทู้นี้ แต่ที่เราอยากจะเล่าให้ฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์ในการเตรียมใจสำหรับคนที่กำลังจะเริ่มต้นชีวิตคู่และมีครอบครัว
เราอายุ 25 ปี เรียนไม่จบ ปัจจุบันมีลูก1คน และไม่ได้ทำงานใดๆตั้งแต่มีลูก สาเหตุขออธิบายเป็นข้อๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายนะคะ
1.เราต้องทำงานประจำตั้งแต่จบม.6 เพราะทางบ้านไม่กำลังส่งให้เรียนต่อมหาลัย
2.พ่อเราออกจากงานด้วยสาเหตุใดทุกวันนี้เรายีงไม่ทราบได้ จึงเป็นสาเหตุอีกข้อที่เราต้องทำงานประจำ
3.แม่ทิ้งเราไปตั้งแต่2ขวบ มีติดต่อกันบ้าง นานๆมาหาที แต่ไม่เคยส่งค่าเล่าเรียนใดๆ ให้เราตลอด10กว่าปีที่เรียนหนังสือมา
4.เราทำงานเป็นพนักงานขายในห้าง เลิกงานเย็น บางวันเลิกห้างปิด แล้วแต่กะ
5.เราส่งตัวเองเรียนรามฯ แต่ไม่เคยไปสอบเลย เพราะไม่เคยอ่านหนังสือ
6.เราไม่มีเงินเก็บ มีแค่พอใช้แต่ละเดือน บางเดือนมีเหลือ จะส่งให้พ่อ เดือนละ500บ้าง 1000บ้าง เท่าทีมี บางเดือนก็ไม่ส่ง
7.เงินเดือนส่วนใหญ่ของเรา ถูกใช้ไปกับการกิน เที่ยว ช้อป เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าและเครื่องสำอางค์
8.ช่วงที่เราทำงาน พ่อเราว่างงาน เลยไปอาศัยอยู่บ้านพี่ชายเรา ซึ่งอยู่ชานเมือง
9.แต่ตัวเรามาอาศัยบ้านญาติอยู่ เพราะใกล้ห้างที่เราทำงาน
10.ทำงานได้สักพัก เรามีแฟนที่รู้จักกันจากที่ทำงานห้างด้วยกัน เรียนรู้กันได้ไม่ได้เราตัดสินใจย้ายออกจากบ้านญาติเพื่อไปเช่าห้องอยู่กับแฟน
11.สาเหตุที่รีบย้ายออกเพราะ ยังเด็กและคิดน้อยเกินไป หลงในความรักบวกกับเบื่อญาติๆที่ชอบคอยจะจ้องจับผิดอยู่ตลอดเวลา
12.พอย้ายมาอยู่ด้วยกัน ดีกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง ตามประสารักวัยรุ่น แล้วก็ท้อง
13.ดันมาท้องตอนแฟนตกงาน ไม่มีเงินจ่ายค่าห้อง เลยหาวิธีเซฟเงินด้วยการย้ายไปอยู่บ้านญาติแฟน(เจ้าของบ้านที่ไปอาศัยอยู่เป็นลูกพี่ลูกน้องของแฟนเรา)แล้วไปเริ่มหางานใหม่
14.ด้วยความที่บ้านญาติแฟน(ขอเรียกว่าพี่เอละกัน ง่ายดี) อยู่ไกลจากห้างที่เราทำงาน จึงเป็นสาเหตุให้เราออกจากงานตั้งแต่ตอนนั้น
15.พี่เอ และ คนอื่นๆในบ้าน ต้อนรับเราดีมาก เราอาศัยอยู่กับเค้าจนคลอดลูก
16.ไม่มีพิธีแต่งงานใดๆ เพราะเรากับแฟนมองว่ามันเป็นแค่กฎทางสังคม ซึ่งเงินที่จัดงานแต่ง เก็บไว้ให้ลูกกินดีกว่า
17.พ่อแม่เรารับได้ แต่ไม่ได้มีการช่วยเหลือใดๆ อันนี้เจ้าใจได้ เพราะทางบ้านเราไม่ได้ร่ำรวย
18.ลูกเริ่มโต เราเริ่มมองหาช่องทางขยับขยาย ย้ายไปเช่าห้องคอนโดบ้าง อะไรบ้าง สุดท้ายมาลงเอยด้วยการผ่อนทาวน์เฮาส์หลังนึง
19.ตลอดระยะเวลาชีวิตคู่ของเราทะเลาะกันบ่อยมาก หนักถึงขั้นหอบลูกเต้าหนีก็เคยมี แต่สุดท้ายก็มาคิดได้ว่าสิ่งที่สำคัญกว่าความง้องแง้งของสองผัวเมียก็คือลูก
20.ประคับประครองครอบครัวมาเรื่อยๆ ชีวิตอยู่ในเกณปกติค่อนไปทางลำบาก เพราะผ่อนบ้านค่อนข้างหนัก รายจ่ายทุกอย่างสามีแบกคนเดียว แต่อดทน เพื่ออีก30ปีผ่อนบ้านหมดจะได้มีสมบัติให้ลูก อย่างน้อยก็บ้านล่ะ
21.เราไม่ได้ทำงานเลยตั้งแต่ออกจากงานล่าสุด จนปัจจุบันลูกชาย3ขวบ เราก็ยังคงเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก
22.สาเหตุที่เราไม่ทำงานเพราะมันคือการตกลงร่วมกันของเรากับแฟน ว่าจะเลี้ยงลูกเอง ไม่ให้พ่อแม่ หรือใครก็แล้วแต่มาช่วยเลี้ยง เพื่อตัดปัญหาในการควบคุมและอบรมลูกจะได้ง่ายขึ้นหากไม่มีปู่ย่าตายาย คอยให้ท้ายหรือตามใจ
23.นั่นหมายความว่าตลอดเวลา4ปี เราไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง จึงไม่สามารถจะส่งให้พ่อหรือแม่ได้เหมือนเมื่อก่อน เพราะเงินทุกบาทที่สามีเราหามา ก็คือรายจ่าย80%ของเงินเดือน อีก20%คือส่วนที่ใช้ได้ รัดเข็มขัดกันมาตลอด4ปี เครื่องสำอางค์โบกมือลากันอย่างถาวร
24.จากการที่เรามีครอบครัว และไม่มีรายได้ เริ่มกลายเป็นปัญหา
25.จำได้ไหมคะว่าพ่อเราว่างงานและอาศัยอยู่กับพี่ชาย และช่วยพี่ชายเลี้ยงลูกๆ
26.เราคุยกับพ่อตลอด และนานๆจะไปหาแก แต่พ่อเราเข้าใจทุกอย่างว่าที่เราไม่ได้ช่วยดูแลพ่อเพราะเหตุใด พ่อยังสอนหลักการใช้ชีวิตคู่อยู่เสมอว่าผช.คือช้างเท้าหน้า เราคือช้างเท้าหลัง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือลูก คิดจะทำอะไร ให้นึกถึงลูกเป็นคนแรก
27.เรารักพ่อเรามาก ก่อนที่เราจะมามีครอบครัว เราดูแลท่านตลอด หาข้าวหาปลา ซักผ้า รีดผ้า ทำหน้าที่ของลูกเท่าที่ทำได้ อาจจะสร้างเรื่องให้ท่านปวดหัวบ่อยกว่าที่ดูแลท่านซะอีก
ขอย้อนเหตุการณ์ฉบับเพิ่มเติม
28.เราเคยพาพ่อมาอยู่ด้วยกันครั้งนึง แต่อยู่ด้วยกันไม้ได้เพราะ สามีเราเป็นคนที่เข้ากับคนยาก (ตอนที่เราพาพ่อมาอยู่ด้วย ตอนนั้นเช่าห้องอยู่) ยิ่งพอมาอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมๆด้วยกัน ทำให้ต่างคนต่างอึดอัด จนเรากับแฟนทะเลาะกันบ่อยในเรื่องนี้
29.ทะเลาะกันหนักจนเรากับพ่อหนีออกจากห้อง ทิ้งลูกเราไว้กับสามี แล้วไปตามทางพ่อลูก สุดท้ายไปลงเอยที่บ้านป้า(พี่สาวพ่อ)
30.ด้วยความที่ห่วงลูกตลอดเวลา พอไปถึงบ้านป้าเราให้พ่อรออยู่ที่นั่น แล้วเราก็รีบไปหาแม่ผัวทันที(เพราะเราเชื่อสนิทใจว่าสามีเราต้องเอาลูกไปฝากแม่มันเลี้ยง เพราะตัวมันเองต้องทำงาน)
31.พอไปถึงบ้านแม่ผัว เห็นหน้าลูกแล้วร้องไห้หนักมาก ลูกดูซึมและเศร้าอย่างที่ไม่เคยเป็น
32.คุยกับแม่ผัวอยู่นาน จนผัวมา เลยมีการแย่งลูกกัน สุดท้ายแม่ผัวก็ไกล่เกลี่ยให้ปรับความเข้าใจกัน และย้ำให้นึกถึงลูกมากๆ
33.เรากลับมาบ้านป้า พร้อมกับคุยกับพ่อว่าเรากลับบ้านกันนะ เริ่มต้นกันใหม่ แต่ป้าเราไม่เห็นด้วย ป้าบอกว่าให้พ่ออยู่กับป้านี่แหละ พร้อมบอกกับพ่อเราว่าให้กลับไปทำงาน จะได้เป็นที่พึ่งพาให้ลูกได้ในวันที่ลูกล้ม พ่อเราก็เลยกลับไปทำงาน และไปอยู่กับพี่ชายเหมือนเดิม
ปัจจุบัน
34.พ่อเราทำงาน มีเงินเดือนพ่ออยู่พอใช้ แต่เราไม่เคยขอพ่อเลยสักบาท เราบอกพ่อตลอดว่าให้ท่านเก็บไว้ใช้เอง ไม่ต้องมาให้ เพราะเราไม่เคยส่งเงินให้ท่านเลยตลอดหลายปี
35.พ่ออยู่กับพี่ชาย และหลาน3คน ช่วยเหลือพึ่งพากัน ครอบครัวสุขสันต์
36.แฟนเราตกงานอีกครั้ง ลำบากหนักถึงขั้นไม่มีเงินจะกิน เราบากหน้าโทรไปขอยืมเงินพ่อ (ไม่ส่งเสียเลี้ยงดูยังไปเบียดเบียน ลูกอกตัญญูจริงๆ)
37.หลังจากยืมพ่อมาไม่นาน พี่ชายเราคงโทรไปเล่าให้แม่ฟัง แล้วแม่เรามาต่อว่าเราต่างๆนาๆ บอกว่าไล่พ่ออย่างหมูอย่างหมา แล้วยังมีหน้ามียืมเงินพ่อ
38.หน้าชา ใจสั่น นั่งคิดอยู่นานว่าเราไปไล่พ่อตอนไหน ถึงบางอ้อ สงสัยตอนที่ไปบ้านป้า แล้วป้าเสนอให้พ่ออยู่ที่นั่นเพราะป้าไม่อยากพ่อกลับมาอยู่กับเราเพราะกลัวปัญหาเดิมคือบ้านเราต้องทะเลาะกัน เรื่องทั้งหมดเลยกลายเป็นเราไล่พ่อ เราอกตัญญู
39.เราจะกตัญญูพ่อแม่ได้อย่างไร หากทุกวันนี้ชีวิตเรายังต้องลำบากดิ้นรน ทุกคนต่างต้องดิ้นรนเพื่อลูกทั้งนั้น
สุดท้ายเราขอพูดในฐานะที่เราเป็นแม่ ที่ต้องเลี้ยงลูกเองมาตลอดหลายปี เราไม่เคยหวังอะไรจากตัวลูกเลย ไม่หวังว่าวันนึงลูกต้องมาหาเลี้ยงพ่อแม่ เราจะไม่ขอสิ่งนั่นจากลูกเด็ดขาด เราจะสอนลูกให้ดูแลตัวเอง และวันนึงถ้าลูกมีครอบครัว ก็ดูแลครอบครัวของลูกให้ดี ไม่ต้องมาดูแลแม่หรอก กว่าชีวิตคนจะตั้งตัวได้มันไม่ง่าย ยิ่งถ้าเกิดมาต้นทุนชีวิตต่ำแล้ว ลูกหลานของเราจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร ถ้าต้องแบกรับภาระหนักอึ้งขนาดนั้น เราคิดว่า คนเป็นพ่อเป็นแม่นี่แหละ คือคนที่ต้องยอมอุทิศและเสียสละทุกๆอย่าง ถ้าเป็นเรา เราจะเลือกขอสู้ชีวิตเก็บเงินไว้สักก้อนไว้ใช้ยามแกเฒ่ากันสองคนผัวเมีย ถึงจะไม่มีสมบัติเงินทองให้ลูกมากมาย แต่เราจะไม่ยอมเป็นภาระลูกเด็ดขาด หรือที่เราคิดแบบนี้ เราอาจจะเป็นลูกอกตัญญูจริงๆก็ได้
ใครมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นลูกอกตัญญูหลังจากแต่งงานมีครอบครัวบ้าง...
สวัสดีชาวพันทิพย์ทุกคนที่เข้ามาอ่านกระทู้นี้นะคะ เราขอเล่าเรื่องจริงเรื่องนึงที่เราประสบมาจากการใช้ชีวิตครอบครัว แน่นอนว่ามันต้องมีปัญหาสารพัดในกระทู้นี้ แต่ที่เราอยากจะเล่าให้ฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์ในการเตรียมใจสำหรับคนที่กำลังจะเริ่มต้นชีวิตคู่และมีครอบครัว
เราอายุ 25 ปี เรียนไม่จบ ปัจจุบันมีลูก1คน และไม่ได้ทำงานใดๆตั้งแต่มีลูก สาเหตุขออธิบายเป็นข้อๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายนะคะ
1.เราต้องทำงานประจำตั้งแต่จบม.6 เพราะทางบ้านไม่กำลังส่งให้เรียนต่อมหาลัย
2.พ่อเราออกจากงานด้วยสาเหตุใดทุกวันนี้เรายีงไม่ทราบได้ จึงเป็นสาเหตุอีกข้อที่เราต้องทำงานประจำ
3.แม่ทิ้งเราไปตั้งแต่2ขวบ มีติดต่อกันบ้าง นานๆมาหาที แต่ไม่เคยส่งค่าเล่าเรียนใดๆ ให้เราตลอด10กว่าปีที่เรียนหนังสือมา
4.เราทำงานเป็นพนักงานขายในห้าง เลิกงานเย็น บางวันเลิกห้างปิด แล้วแต่กะ
5.เราส่งตัวเองเรียนรามฯ แต่ไม่เคยไปสอบเลย เพราะไม่เคยอ่านหนังสือ
6.เราไม่มีเงินเก็บ มีแค่พอใช้แต่ละเดือน บางเดือนมีเหลือ จะส่งให้พ่อ เดือนละ500บ้าง 1000บ้าง เท่าทีมี บางเดือนก็ไม่ส่ง
7.เงินเดือนส่วนใหญ่ของเรา ถูกใช้ไปกับการกิน เที่ยว ช้อป เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าและเครื่องสำอางค์
8.ช่วงที่เราทำงาน พ่อเราว่างงาน เลยไปอาศัยอยู่บ้านพี่ชายเรา ซึ่งอยู่ชานเมือง
9.แต่ตัวเรามาอาศัยบ้านญาติอยู่ เพราะใกล้ห้างที่เราทำงาน
10.ทำงานได้สักพัก เรามีแฟนที่รู้จักกันจากที่ทำงานห้างด้วยกัน เรียนรู้กันได้ไม่ได้เราตัดสินใจย้ายออกจากบ้านญาติเพื่อไปเช่าห้องอยู่กับแฟน
11.สาเหตุที่รีบย้ายออกเพราะ ยังเด็กและคิดน้อยเกินไป หลงในความรักบวกกับเบื่อญาติๆที่ชอบคอยจะจ้องจับผิดอยู่ตลอดเวลา
12.พอย้ายมาอยู่ด้วยกัน ดีกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง ตามประสารักวัยรุ่น แล้วก็ท้อง
13.ดันมาท้องตอนแฟนตกงาน ไม่มีเงินจ่ายค่าห้อง เลยหาวิธีเซฟเงินด้วยการย้ายไปอยู่บ้านญาติแฟน(เจ้าของบ้านที่ไปอาศัยอยู่เป็นลูกพี่ลูกน้องของแฟนเรา)แล้วไปเริ่มหางานใหม่
14.ด้วยความที่บ้านญาติแฟน(ขอเรียกว่าพี่เอละกัน ง่ายดี) อยู่ไกลจากห้างที่เราทำงาน จึงเป็นสาเหตุให้เราออกจากงานตั้งแต่ตอนนั้น
15.พี่เอ และ คนอื่นๆในบ้าน ต้อนรับเราดีมาก เราอาศัยอยู่กับเค้าจนคลอดลูก
16.ไม่มีพิธีแต่งงานใดๆ เพราะเรากับแฟนมองว่ามันเป็นแค่กฎทางสังคม ซึ่งเงินที่จัดงานแต่ง เก็บไว้ให้ลูกกินดีกว่า
17.พ่อแม่เรารับได้ แต่ไม่ได้มีการช่วยเหลือใดๆ อันนี้เจ้าใจได้ เพราะทางบ้านเราไม่ได้ร่ำรวย
18.ลูกเริ่มโต เราเริ่มมองหาช่องทางขยับขยาย ย้ายไปเช่าห้องคอนโดบ้าง อะไรบ้าง สุดท้ายมาลงเอยด้วยการผ่อนทาวน์เฮาส์หลังนึง
19.ตลอดระยะเวลาชีวิตคู่ของเราทะเลาะกันบ่อยมาก หนักถึงขั้นหอบลูกเต้าหนีก็เคยมี แต่สุดท้ายก็มาคิดได้ว่าสิ่งที่สำคัญกว่าความง้องแง้งของสองผัวเมียก็คือลูก
20.ประคับประครองครอบครัวมาเรื่อยๆ ชีวิตอยู่ในเกณปกติค่อนไปทางลำบาก เพราะผ่อนบ้านค่อนข้างหนัก รายจ่ายทุกอย่างสามีแบกคนเดียว แต่อดทน เพื่ออีก30ปีผ่อนบ้านหมดจะได้มีสมบัติให้ลูก อย่างน้อยก็บ้านล่ะ
21.เราไม่ได้ทำงานเลยตั้งแต่ออกจากงานล่าสุด จนปัจจุบันลูกชาย3ขวบ เราก็ยังคงเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก
22.สาเหตุที่เราไม่ทำงานเพราะมันคือการตกลงร่วมกันของเรากับแฟน ว่าจะเลี้ยงลูกเอง ไม่ให้พ่อแม่ หรือใครก็แล้วแต่มาช่วยเลี้ยง เพื่อตัดปัญหาในการควบคุมและอบรมลูกจะได้ง่ายขึ้นหากไม่มีปู่ย่าตายาย คอยให้ท้ายหรือตามใจ
23.นั่นหมายความว่าตลอดเวลา4ปี เราไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง จึงไม่สามารถจะส่งให้พ่อหรือแม่ได้เหมือนเมื่อก่อน เพราะเงินทุกบาทที่สามีเราหามา ก็คือรายจ่าย80%ของเงินเดือน อีก20%คือส่วนที่ใช้ได้ รัดเข็มขัดกันมาตลอด4ปี เครื่องสำอางค์โบกมือลากันอย่างถาวร
24.จากการที่เรามีครอบครัว และไม่มีรายได้ เริ่มกลายเป็นปัญหา
25.จำได้ไหมคะว่าพ่อเราว่างงานและอาศัยอยู่กับพี่ชาย และช่วยพี่ชายเลี้ยงลูกๆ
26.เราคุยกับพ่อตลอด และนานๆจะไปหาแก แต่พ่อเราเข้าใจทุกอย่างว่าที่เราไม่ได้ช่วยดูแลพ่อเพราะเหตุใด พ่อยังสอนหลักการใช้ชีวิตคู่อยู่เสมอว่าผช.คือช้างเท้าหน้า เราคือช้างเท้าหลัง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือลูก คิดจะทำอะไร ให้นึกถึงลูกเป็นคนแรก
27.เรารักพ่อเรามาก ก่อนที่เราจะมามีครอบครัว เราดูแลท่านตลอด หาข้าวหาปลา ซักผ้า รีดผ้า ทำหน้าที่ของลูกเท่าที่ทำได้ อาจจะสร้างเรื่องให้ท่านปวดหัวบ่อยกว่าที่ดูแลท่านซะอีก
ขอย้อนเหตุการณ์ฉบับเพิ่มเติม
28.เราเคยพาพ่อมาอยู่ด้วยกันครั้งนึง แต่อยู่ด้วยกันไม้ได้เพราะ สามีเราเป็นคนที่เข้ากับคนยาก (ตอนที่เราพาพ่อมาอยู่ด้วย ตอนนั้นเช่าห้องอยู่) ยิ่งพอมาอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมๆด้วยกัน ทำให้ต่างคนต่างอึดอัด จนเรากับแฟนทะเลาะกันบ่อยในเรื่องนี้
29.ทะเลาะกันหนักจนเรากับพ่อหนีออกจากห้อง ทิ้งลูกเราไว้กับสามี แล้วไปตามทางพ่อลูก สุดท้ายไปลงเอยที่บ้านป้า(พี่สาวพ่อ)
30.ด้วยความที่ห่วงลูกตลอดเวลา พอไปถึงบ้านป้าเราให้พ่อรออยู่ที่นั่น แล้วเราก็รีบไปหาแม่ผัวทันที(เพราะเราเชื่อสนิทใจว่าสามีเราต้องเอาลูกไปฝากแม่มันเลี้ยง เพราะตัวมันเองต้องทำงาน)
31.พอไปถึงบ้านแม่ผัว เห็นหน้าลูกแล้วร้องไห้หนักมาก ลูกดูซึมและเศร้าอย่างที่ไม่เคยเป็น
32.คุยกับแม่ผัวอยู่นาน จนผัวมา เลยมีการแย่งลูกกัน สุดท้ายแม่ผัวก็ไกล่เกลี่ยให้ปรับความเข้าใจกัน และย้ำให้นึกถึงลูกมากๆ
33.เรากลับมาบ้านป้า พร้อมกับคุยกับพ่อว่าเรากลับบ้านกันนะ เริ่มต้นกันใหม่ แต่ป้าเราไม่เห็นด้วย ป้าบอกว่าให้พ่ออยู่กับป้านี่แหละ พร้อมบอกกับพ่อเราว่าให้กลับไปทำงาน จะได้เป็นที่พึ่งพาให้ลูกได้ในวันที่ลูกล้ม พ่อเราก็เลยกลับไปทำงาน และไปอยู่กับพี่ชายเหมือนเดิม
ปัจจุบัน
34.พ่อเราทำงาน มีเงินเดือนพ่ออยู่พอใช้ แต่เราไม่เคยขอพ่อเลยสักบาท เราบอกพ่อตลอดว่าให้ท่านเก็บไว้ใช้เอง ไม่ต้องมาให้ เพราะเราไม่เคยส่งเงินให้ท่านเลยตลอดหลายปี
35.พ่ออยู่กับพี่ชาย และหลาน3คน ช่วยเหลือพึ่งพากัน ครอบครัวสุขสันต์
36.แฟนเราตกงานอีกครั้ง ลำบากหนักถึงขั้นไม่มีเงินจะกิน เราบากหน้าโทรไปขอยืมเงินพ่อ (ไม่ส่งเสียเลี้ยงดูยังไปเบียดเบียน ลูกอกตัญญูจริงๆ)
37.หลังจากยืมพ่อมาไม่นาน พี่ชายเราคงโทรไปเล่าให้แม่ฟัง แล้วแม่เรามาต่อว่าเราต่างๆนาๆ บอกว่าไล่พ่ออย่างหมูอย่างหมา แล้วยังมีหน้ามียืมเงินพ่อ
38.หน้าชา ใจสั่น นั่งคิดอยู่นานว่าเราไปไล่พ่อตอนไหน ถึงบางอ้อ สงสัยตอนที่ไปบ้านป้า แล้วป้าเสนอให้พ่ออยู่ที่นั่นเพราะป้าไม่อยากพ่อกลับมาอยู่กับเราเพราะกลัวปัญหาเดิมคือบ้านเราต้องทะเลาะกัน เรื่องทั้งหมดเลยกลายเป็นเราไล่พ่อ เราอกตัญญู
39.เราจะกตัญญูพ่อแม่ได้อย่างไร หากทุกวันนี้ชีวิตเรายังต้องลำบากดิ้นรน ทุกคนต่างต้องดิ้นรนเพื่อลูกทั้งนั้น
สุดท้ายเราขอพูดในฐานะที่เราเป็นแม่ ที่ต้องเลี้ยงลูกเองมาตลอดหลายปี เราไม่เคยหวังอะไรจากตัวลูกเลย ไม่หวังว่าวันนึงลูกต้องมาหาเลี้ยงพ่อแม่ เราจะไม่ขอสิ่งนั่นจากลูกเด็ดขาด เราจะสอนลูกให้ดูแลตัวเอง และวันนึงถ้าลูกมีครอบครัว ก็ดูแลครอบครัวของลูกให้ดี ไม่ต้องมาดูแลแม่หรอก กว่าชีวิตคนจะตั้งตัวได้มันไม่ง่าย ยิ่งถ้าเกิดมาต้นทุนชีวิตต่ำแล้ว ลูกหลานของเราจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร ถ้าต้องแบกรับภาระหนักอึ้งขนาดนั้น เราคิดว่า คนเป็นพ่อเป็นแม่นี่แหละ คือคนที่ต้องยอมอุทิศและเสียสละทุกๆอย่าง ถ้าเป็นเรา เราจะเลือกขอสู้ชีวิตเก็บเงินไว้สักก้อนไว้ใช้ยามแกเฒ่ากันสองคนผัวเมีย ถึงจะไม่มีสมบัติเงินทองให้ลูกมากมาย แต่เราจะไม่ยอมเป็นภาระลูกเด็ดขาด หรือที่เราคิดแบบนี้ เราอาจจะเป็นลูกอกตัญญูจริงๆก็ได้