"กัมมุนา วัตตติ โลโก" สัตว์โลกทั้งหลายล้วนต้องไปลงโลง


สวัสดีครับ  ไม่รู้ว่าจะยังมีคนจำผมได้บ้างไหม  ผมคือคนที่พยายามหาวิธีเพื่อจะมองเห็นแฟนที่เสียชีวิตไป  ที่เคยเล่าไว้ในกระทู้ก่อนๆ
มีหลังไมค์มาให้กำลังใจผมเยอะแยะ  บางคนก็มาชวนผมขอเอาเรื่องของผมไปทำหนังสั้น  บางคนก็มาขอเฟส  แต่ผมปฏิเสธไปทั้งหมด
เพราะผมไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร  และบางคนก็คงแค่อยากเห็นหน้าของผมเพราะความหมั่นไส้เท่านั้น
ทุกวันนี้ผมก็ยังทำหน้าที่เป็นลูกที่ดีของแม่อยู่ตลอด  ผมยังมุ่งมั่นกับการเรียน  ถึงแม้ผมจะยังมีความเศร้าหมองในหัวใจ

เพื่อนใกล้ๆตัวผมน้อยคน  เขารู้ว่าผมมาเขียนกระทู้ลงพันทิป  เพราะเขาคุ้นๆว่าจะเป็นผม  เขาก็แวะมาหาที่บ้าน  มาถามผม  ซึ่งผมก็ไม่ปฏิเสธ
พวกเขาแสดงความเป็นห่วงผมกันถ้วนหน้า  แต่ก็ค่อนข้างมีความระแวง  ไม่กล้าเข้าไปใช้ห้องน้ำในบ้านผม  เพราะเขาได้อ่านเรื่องของผมแล้วกลัว
มันดีบ้างตรงที่ในยามเศร้าๆ  เรายังมีเพื่อนแวะมาปลอบใจ  ชวนผมไปนู่นมานี่ทั่วหาดใหญ่และใกล้เคียง  เหล่านี้มันช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นเยอะ
ผมออกไปเจอโลก  เจอคนมากมายตามตลาดค่ำ  หาดใหญ่มีคนสวยมากมายจริงๆ  เพื่อนผมคนหนึ่ง แนะนำผมว่า

"วิธีที่จะไม่ต้องหมกมุ่นคิดถึงคนที่จากไปได้ดีที่สุด  คือการเปิดใจคุยกับคนใหม่ไวๆ"

.เพื่อนผมขะยั้นขะยอ  พาผมไปนั่งร้านเหล้า  แล้วนัดรุ่นน้องที่มันรู้จักมานั่งด้วยกัน  พยายามเชียร์ให้ผมจีบน้องคนนั้น  น้องเขาก็เป็นผู้หญิงที่สวยใสตามสมัยนิยม  ผมเพียงแต่คุยด้วยตามมารยาท  เป็นการพยายามที่จะคุย  แต่ลึกๆในใจผมนั้นก็ไม่กล้าบอกไปตรงๆว่า  ยังไงก็ไม่ใช่อยู่ดี ผมยังคงทำบุญตักบาตรและแวะเวียนไปหาพ่อแม่แพรว  ยังเอาข้าวของไปฝาก  ผมนั่งคุยกับแม่ของแพรวได้มากกว่าพ่อของแพรว  เพราะพ่อของแพรวเขาไม่ค่อยพูด
และจะหน้านิ่งทุกครั้งที่เราพูดกันเรื่องแพรว  แม่ของแพรวบอกว่า  พ่อแพรวรักแพรวมากๆ  ไม่ใช่มีแต่ผมที่เสียใจ  พ่อแพรวก็นอนร้องไห้บ่อยๆเหมือนกัน
เรื่องที่แพรวไปปรากฏตัวให้คนแถวบ้านผมเห็นหลายครั้งนั้น  ผมก็เล่าสู่ครอบครัวแพรวเสมอที่มีการพบเจอ  ยกเว้นผม
แม่ของแพรว  ก็เล่าให้ฟังว่า  ไม่ใช่แค่บ้านผมหรอกนะที่แพรวมาปรากฏตัว   คนแถวบ้านแพรวที่บ้านพรุ
ก็มีคนเห็นแพรวมายืนข้างบ้านหลายครั้งเหมือนกัน  

ตัวผมหลังจากซินแสเอากระดูกของแพรวไปจากห้องผมแล้ว  ผมก็เอารูปที่ผมแอบถ่ายแพรว  ตอนเธอนอนหลับอัดใส่กระดาษโปสเตอร์
แล้วเอาไปแปะไว้ที่ผนังห้องเต็มไปหมด  เพราะผมจะได้มองเห็นแพรวทุกๆครั้งที่ผมกลับมาจากข้างนอก  ผมเลิกร้องไห้แล้ว
ผมชอบเปิดเพลงที่แพรวชอบ  แล้วยืนมองรูปแพรวที่ผนังห้อง  ผมบอกกับเธอผ่านรูปภาพ  ว่าผมไม่ร้องแล้วนะ  ผมยิ้มให้เธอ  ผมเชื่อว่าเธอคงดีใจที่ผมหายเศร้าและทำใจยอมรับกับสิ่งที่เจอได้มากขึ้น  และเธอคงจะยิ้มให้ผมเช่นกัน  แพรวเธอชอบฟังเพลง  "ใครคนนั้น" ของ Bedroom Audio
กับตราบธุลีดิน  ของปู่จ้านมาก   ผมจะเปิดมันซ้ำมันซ้ำมา  บางครั้งผมก็ร้องมันเองแม้เสียงจะเพี้ยนบ้างในบางท่อน
มันน่าเสียดายนะ  ที่ผมไม่ได้อยู่กับแพรวจนแก่เฒ่าหรือฝังร่างไปพร้อมกันตามเพลง  

ผมพูดกับรูปของแพรวที่ผนังเสมอ ว่า

"ไม่เป็นไรนะ  ไม่ต้องเห็นกันก็ได้  พี่รู้ว่าแพรวคงจะเห็น  สิ่งที่พี่ทำให้เสมอมา"

จนช่วงนั้น  เป็นช่วงวันหยุด  เพื่อนผมก็คุยกันว่า

"ไปเที่ยวคีรีวง ที่นครกันมั้ย"

ทุกคนบอก O.K. จะได้เปลี่ยนบรรยากาศกันบ้าง  เบื่อรถติดในหาดใหญ่เต็มทน  ผมก็ไป
ผมลืมแพรวไปชั่วขณะ  เพราะเพลินและสนุกไปกับบรรยากาศการเที่ยว  จุดหมายปลายทางที่คีรีวงไม่สำคัญหรอก
ความสำคัญคือ  บรรยากาศระหว่างการนั่งรถเพื่อไปที่นั่นต่างหาก   เราเหมารถตู้ไป  เพราะไปกันหลายคน
คนขับรถตู้ก็เป็นคนอารมณ์ดี  คุยเล่นคุยหัวกับพวกเราตลอดทาง  เราเปิดเพลงแล้วปรบมือร้องเพลงร่วมกันไป
เป็นความรู้สึกสนุกสนานที่ผมไม่ได้สัมผัสมานาน แต่จู่ๆพี่คนขับรถตู้ ก็พูดขึ้นว่า

"นั่งนิ่งเลยน๊า น้องสาวนั้น"

เพื่อนผมนั่งข้างๆ มันก็พูดว่า  " ไหน ใครอู้ ไม่ปรบมือวะ"

แล้วเราก็หัวเราะใส่กัน  เพราะเข้าใจว่ามีคนนั่งอู้ไม่ช่วยกันร่วมสนุก  เพื่อนสาวก็พูดขึ้นว่า

"อ๊ะ  ปรบมือ ร้องเพลงเพ ไม่มีใครอู้ ถ้าอู้... โด้  ต้องคนเหนือโด้"  

เราก็ไม่ได้สนใจอีก  จนไปถึงคีรีวง  เราแยกย้ายกันจะเข้าที่พัก  พี่คนขับรถตู้บอกว่า จะเข้าไปนอนในเมือง  เพราะบ้านญาติอยู่นั้น  ตอนเช้าจะมารับที่จุดนัด
พวกผมก็นอนพักที่คีรีวง1คืน พอตอนเช้า รถตู้มารับ  พวกเราก็ขึ้นรถ  พี่คนขับรถตู้ก็ถาม
"สนุกไหมเที่ยวกัน" พวกผมบอกสนุกและประทับใจมาก  แต่พอขึ้นนั่งรถเสร็จ พี่คนขับก็ไม่ยอมออกรถ
เพื่อนผมถาม "ไม่ออกรถล่ะพี่"
"เอ้า  แล้วเพื่อนอีกคนล่ะ"
"ใคร  ครบแล้วพี่"
พี่คนขับรถตู้  เขาก็ชะเง้อมองคนในรถ แล้วบอก  แกจำได้ว่า  น้องคนที่นั่งนิ่งๆตอนขามา  ยังไม่มาเลย  ครบได้ไง
เพื่อนถาม  ว่าคนไหนอีก  ไม่มีแล้ว
"มีดิ พี่จำได้ ร่างบางๆผิวเหลืองๆผมยาว  หน้านิ่งๆนั้น"
พวกผมมองหน้ากันไปมา  ต่างบอกว่าใครวะ  เพราะในกลุ่มนั้นก็มากันครบหมดแล้ว  จู่ๆเพื่อนผมคนนึงพูดโพล่งขึ้นว่า
"แฟนมืงมั้ยวะ"  ทุกคนเงียบ  แล้วหันมามองผมทั้งรถ  ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วเปิดไปที่รูปของแพรว  ก่อนจะยื่นไปถามพี่คนขับรถตู้ถามเขา
"คนนี้หรือเปล่าพี่"  ทุกคนเงียบกริบ รอคำตอบ  พี่คนขับรถตู้มองแปบเดียว ก็บอก
  "เออ  น้องคนนี้ล่ะ ที่นั่งนิ่งๆตอนขามาตรงที่ว่างท้ายสุด แล้วพี่แซวว่าทำไมไม่สนุกกับเพื่อนเลย  นี้ตอนน้องขนของลงรถไป  เขายังเดินลงรถตามน้องไปไม่ห่างเลย  นี้แฟนน้องเออ"

บนรถตอนนั้นเงียบกริบหมด   พวกผู้หญิงที่นั่งใกล้ๆจุดที่พี่คนขับรถตู้บอกว่าเห็น  พากันสะกิดพวกผู้ชายคนอื่น  ว่าขอแลกที่  ผมก็รู้ว่าเพื่อนๆกลัว
ผมเลยอาสาไปนั่งตรงใกล้ๆจุดนั้นแทน  พี่คนขับรถตู้เขาไม่รู้  ก็เร่งถาม  เพราะจะได้ออกรถ  ผมเลยขยิบตากับคนอื่นแล้วโกหกไปว่า
"อ๋อ  แฟนผมแม่เขามารับกลับไปแล้วครับ เขาแอบหนีมา แม่เขาหวง"
ทุกคนก็ช่วยบอกว่า  ใช่ค่ะ/ครับ กลับไปก่อนแล้ว  แล้วยิ้มแห้งๆใส่กัน  ผมนั้นแอบส่งจิตถึงแพรวว่า  อย่ามาให้คนขับรถเห็นอีกนะ
บรรยากาศขากลับ เลยไม่ค่อยสนุก  เพราะคนอื่นๆมีความกังวล
พวกเขาซุบซิบกันมาทางผม  ว่า ได้อ่านที่ผมเขียนลงพันทิป  ไม่นึกเลยว่าจะมีโอกาสได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยตนเอง  ถึงจะไม่ได้เห็นกับตา
แต่พี่คนขับรถตู้  ก็ทำให้พวกมันแหยงๆขนลุกไปหมด

พอถึงหาดใหญ่  เพื่อนๆก็บอกให้ผม  อย่าลืมไปทำบุญเยอะๆนะ บวชได้ยิ่งดี  แพรวตามมืงตลอดล่ะ  แค่มืงไม่เห็นเอง
ผมกลับถึงบ้าน  แม่เปิดร้านขายของอยู่  แต่ตอนนั้นมีลูกค้านั่งกินอยู่3คน  แม่นั่งอ่านหนังสือ
ผมยกมือสวัสดี แม่บอกผมให้นั่งก่อน  ผมนั่ง แม่คุยกับผม

"เอารูปแฟนออกจากผนังห้องเถอะลูก"

ผมถามว่าทำไม  แม่บอกว่า  วันที่ผมไปเที่ยว  แม่เข้าไปในห้องผม  เพื่อทำความสะอาด
แม่ว่า ตอนกวาดพื้นอยู่  แม่รู้สึกขนลุก และรู้สึกเหมือนมีใครมองแม่อยู่ตลอด  

ผมบอก   "แม่กังวลไปเอง  แค่รูปกระดาษนะแม่  ไม่ใช่กระดูกเหมือนคราวก่อน"  

แม่ยกมือห้าม บอกให้ผมฟังก่อน  แม่เล่าต่อว่า

คืนที่ผมไปนอน  แม่ได้ยินเสียงร้องไห้ดังมาจากในห้องผม  ดัง  ฮืออออออออ  ฮือออออออออออออออ  ฮืออออออออออออ
แม่ว่าตอนนั้นฝนก็ตกอยู่  เลยคิดว่า อาจจะหูเพี้ยนเสียงนก เสียงหนู ผสมเสียงฝน พอดีแม่นึกขึ้นได้ว่า
ห้องของผมด้านหลังห้องนั้น  จะเปิดประตูระบายอากาศไว้ตลอด  และตอนนั้นฝนเริ่มเทหนักขึ้น หนักขึ้น
แม่กลัวฝนจะสาดเข้าเต็มห้องผม  แม่เลย ลุกเดินเข้าห้องผมไป พอเปิดประตูแม่ก็เปิดไฟดวงเล็ก
  (ห้องผมจะมีไฟเล็ก4ดวง รอบไฟดวงใหญ่  ไฟดวงเล็กมันจะไม่สว่างมาก)
เพราะแม่แค่จะไปปิดประตู  พอปิดประตูเสร็จ  แม่ว่าแม่ได้ยินเสียง  ฮือออออออออออออออ  ข้างๆหูเลย

แม่ผมก็ตกใจ หันหน้ากวาดทั่วห้อง  ก็ไม่มีอะไร  แต่แม่ขนลุกไม่หยุด  เพราะมองเห็นรูปแพรวแปะเต็มผนังห้อง
แม่ก็เดินเข้าไปใกล้ๆ มองรูปแพรว  แม่ว่าแม่ก็ว่าผมพึมพำแล่ะ  ว่าทำไมผมเอารูปคนตายไปแปะเต็มผนัง  ตอนเข้ามาตอนกลางวันไม่เท่าไหร่
แต่พอเข้ามาตอนกลางคืนแบบนี้ มันดูน่ากลัว  แม่เลยคิดจะเอาออก  แล้วค่อยบอกผมตอนกลับมา  
แม่ก็ยื่นมือจะแกะ  พอกำลังจะแกะนั่นแล่ะ  แม่ว่ารูปของแพรวที่หลับตาอยู่น่ะ  ก็ลืมตาให้แม่  แม่ว่าแม่ก็ร้อง  วั๊ยยยยยยยยย  
แล้วทิ้งก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้นเลย  พอมองไปอีกที  รูปก็หลับตาเป็นปกติเหมือนเดิม  แต่แม่ว่า  แม่มั่นใจ  ว่ารูปของแพรวที่ผนังลืมตามองแม่จริงๆ
แม่ก็เลยรีบเดินออกจากห้องผมเลย  ไม่กล้ายุ่งแล้ว

ผมฟังแม่เล่าเสร็จ  ผมก็หัวเราะใส่แม่  เพราะผมว่าแม่คิดมากเอง  ก็แค่รูปภาพเอง  ผมก็ขึ้นไปบนห้องแล้วยืนจ้องรูปเธอตั้งนาน  
ผมไม่เห็นว่าแพรวจะลืมตาใส่เลย  ยังไงก็แค่รูปเอง  แม่บอกถ้าผมไม่เอารูปแพรวออก  แม่จะไม่เข้ามาทำความสะอาดให้ผมอีกผมก็เลยอ่ะๆ
เอาออกให้ก็ได้  ผมเก็บรูปใส่ถุง  แม่บอก  เอาไปไว้ไหนก็ได้  แต่อย่าไว้ในบ้าน แม่กลัวหมดแล้ว  ผมยิ้มๆ  เพื่อความสบายใจผมทำให้แล้วกัน
ผมหอบรูปไปบ้านเพื่อน  เพื่อนถามผมว่ามีไร  ผมบอกว่าฝากของไว้หน่อยได้มั้ย
มันถามว่า  ไหนฝากอะไร  พอผมหยิบให้มันดูเป็นรูปของแพรวขนาดใหญ่  มันก็รีบบอก  ไม่เอา ไม่รับฝาก  ถ้าอันนี้ เอาไปไกลๆเลย
ผมเสียดาย  และผมก็ใจไม่แข็งพอที่จะทิ้งรูป  นึกขึ้นได้ เลยไปบ้านพรุ  บ้านของแพรว  เอาไปฝากไว้ที่นั่น

แม่ของแพรวเจอผม ก็บอกผมว่า  แม่ฝัน  ฝันว่าแพรวมายืนเลือดอาบตัวที่หน้าบ้าน  ตอนคืนวันฝนตก  ในฝัน แม่ร้องไห้
แล้วก็กลัวแพรวมาก  แพรวยืนตากฝน แล้วเลือดก็ไหลออกจากตัวตลอด  ท่าทางหนาวมากด้วย  ก้มหน้า ไม่เห็นหน้าแพรว
แม่ว่า ในฝันน่ะ แม่กลัวมาก  ก็ไล่แพรวว่า  อย่าเข้ามา  แม่กลัวแพรว  แม่แพรวว่า  แพรวก็บอกแม่เชิงน้อยใจว่า
ทำไมแม่ต้องกลัวแพรวด้วย  แพรวเป็นลูกแม่นะ  แพรวไม่ทำอะไรแม่หรอก  ไม่ทำอะไรใครทั้งนั้น  แต่อยากมาฝากถึงผม
เพราะแพรวสื่อสารกับคนอื่นไม่ได้เลย รวมถึงผม  เพราะบ้านผมมีแต่ยันต์ซินแสแปะเต็มไปหมด  แพรวทำอะไรมากไม่ได้

แม่ว่า แพรวขอให้ผมบวชให้เธอ  บวชให้แม่กับพ่อของแพรว  เพราะ แม่กับพ่อของแพรว ไม่มีลูกชายจะบวชได้
แพรวยังมีห่วงคือพ่อแม่กับผม  ถ้าผมบวช แพรวจะหมดห่วง แล้วจะได้ไปตามทาง  แต่ถ้าผมไม่ทำ  แพรวจะเอาผมไปอยู่ด้วย
ผมกลับบ้านไปเล่าสิ่งที่แม่ของแพรวเล่าให้ฟัง  แม่ตกใจ  เพราะแม่ค่อนข้างเชื่ออะไรแบบนี้มาก
แม่รีบพาผมไปวัดเดี๋ยวนั้น  ไปคุยเรื่องงานบวชกับพระอุปัชฌาย์  ที่วัดๆนึง นอกเมืองหาดใหญ่  เป็นวัดที่แม่ผมชอบไปทำบุญ
แม่เล่าสิ่งที่ผมกำลังเจอให้เจ้าอาวาสฟัง  ท่านก็กำหนดวันมาให้  ผมก็ไปทำเรื่องขอลากิจกับทางมหาลัย

ผมก็ไปบอกพ่อกับแม่ของแพรวว่าผมจะบวชให้แพรว  ที่วัดนั้น  เขาก็มาร่วมอนุโมทนากันตอนวันผมบวช
เป็นการบวชที่ไม่ได้ใหญ่โต  มีคนร่วมงานแค่คนรู้จักแม่ผมและเพื่อนๆผม  กับพ่อแม่แพรว
คืนแรกที่ผมเป็นพระอยู่วัด  ผมนอนไม่หลับเลย  เพราะหมาหอนตลอดทั้งคืน หอนโหยหวนมาก
พอเช้ามาตอนนั่งฉันเช้า  พ่อแม่แพรวยกปิ่นโตมาวัด  แม่แพรวบอกว่า  แพรวมาเข้าฝันพ่อแพรวเมื่อคืนนะพระ
ว่าหมดห่วงแล้ว  ได้รับบุญแล้ว  จะไปแล้ว  แล้วแพรวก็เดินหายไปในฝัน

ผมบวชแค่7วัน   ไม่ได้เจออะไรน่ากลัวนอกจากหมาที่หอนโหยหวนตอนดึกๆ  พอวันที่ผมสึก
ท่านเจ้าอาวาสที่สึกให้ผม  ท่านก็ให้คุยกับผมก่อนที่ผมจะกลับว่า
"ขอให้หมั่นสร้างบุญ  สร้างกุศลนะสึกไปแล้ว"
ผมไปไหว้ลา  พระที่คอยช่วยเหลือผมตลอดการบวชอีกรูป  ท่านก็ว่าไปดีมาดีนะ
ผมกำลังจะหันหลังกลับ  ท่านก็พูดใส่หลังว่า
"ไปทำอะไรมาก่อนมาบวช  มีสีกามายืนมองหน้ากุฏิคุณทุกคืนเลย คนเดียวกันเป๊ะๆ  ไม่ใช่คนใช่มั้ย"
"ท่านเห็นหรือครับ"
"ผอมๆบางๆ ผมยาว"
"ใช่ครับ"
"ใครล่ะ"
"แฟนผมเอง"
"เป็นอะไรตาย"
"อุบัติเหตุครับ  เขามาเข้าฝันแม่เค้าขอให้ผมบวชให้   ผมเลยมาบวชให้เค้า"
"ดีแล้ว  คนเราล้วนแต่เกิดมาใช้เวรใช้กรรม  สุดท้ายก็ลงโลงเหมือนกันหมด  หมั่นสร้างกุศลตอนเป็น  ตอนตายจะได้ไม่ต้องไปขอใคร"
ผมยิ้มให้ ก่อนจะขอตัวกลับ   ท่านบอก "ไปดีมาดีนะ"
ผมไม่รู้หรอกว่าแพรวไปสู่สุคติหรือยัง  จนตอนนี้ผมก็ยังไม่เห็นใครพูด ว่าเห็นหรือฝันถึงเธออีก  ผมถือว่าผมได้ทำดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำให้เธอได้ในตอนนี้แล้ว และผมก็ยอมรับความจริงของโลกเสียที  ว่าไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าหรอก  สัตว์โลกล้วนต้องไปลงโลงทั้งนั้น
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่