กระทู้นี้เป็นกระทูแรกของผมครับ อาจจะยาวหน่อยครับแต่ผมอยากรบกวนท่านที่มีประสบการณ์หรือมีมุมมองดีๆ มาให้คำแนะนำผมด้วยครับ
ผมคบกับแฟนมาได้สามปีกว่าครับ เธออายุมากกว่าผม 11 ปี เราคบกันมาสามปีกว่าแล้วครับ ช่วงแรกที่คบกันผมทำงานในองค์กรแห่งหนึ่ง แฟนผมเปิดร้านอาหารตามสั่งเล็กๆ ใต้หอพักครับ ช่วงแรกๆเราไปเที่ยวด้วยกันแทบจะทุกวันพร้อมกับน้องสาวเค้า ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดอะไรมาก (ช่วงนั้นผมก็คุยกับหลายๆคนอยู่แต่ยังไม่ได้ตกลงใจกับใคร) จนเมื่อรู้จักกันได้พักใหญ่เธอเริ่มมาอยู่ที่ห้องพักผมบ่อยขึ้นแต่เธอยังไปหาน้องสาวอยู่บ่อยๆเพราะปกติเธอจะพักอยู่ห้องเดียวกับน้องสาวครับ พอสักพักน้องสาวมีแฟนเธอก็ออกมาอยู่ห้องกับผมตลอดและเริ่มคบกันอย่างจริงจัง แต่ก็ยังไปหาน้องสาวตามปกติ ช่วงนั้นเรากินเที่ยวด้วยกัน จนผมเริ่มสงสัยว่าเธอไม่เปิดร้านเลยสักวันติดกันเป็นเดือน เพราะบางครั้งผมต้องเดินทางไปต่างจังหวัดแต่เธอก็ไม่เปิดร้านอยู่ดี แต่มีบางอย่างที่ผมยังไม่รู้เกี่ยวกับตัวเธอครับ
จนเมื่อเธอปิดร้านและต้องจ่ายค่าเช่าที่ค้างอยู่ประมาณสองเดือน จากที่เธอไม่เปิดร้านเลย ราวสองหมื่นกว่าซึ่งผมก็ช่วยจ่ายบางส่วน แล้วเราก็ย้ายไปอยู่ห้องพักเดียวกัน จนผมว่างงานอยู่ประมาณ 1 เดือน เธอก็บอกผมว่าเธอมีปัญหาเรื่องกระดูกเสื่อม ผมเข้าใจว่าเธอพึ่งเริ่มเป็น แต่มารู้ทีหลังว่าเธอเป็นเรื้อรังมานานและที่ไม่ไปเปิดร้านก็เพราะเธอปวดแขน ปวดคอมากจนไปทำงานไม่ไหว ซึ่งผมก็เข้าใจดีและดูแลเธอมาตลอด ทั้งพาไปหาหมอ ซื้อยาและดูแลทุกอย่างแต่ช่วงนั้นมีเด็กคนนึงที่น้องสาวเธอชอบรับมานอนด้วยที่ห้องพัก และบอกผมว่าเป็นหลานมาโดยตลอด
ช่วงนั้นผมกำลังคิดจะเรียนต่อครับ ประกอบกับแฟนผมมีปัญหากับที่บ้านรวมถึงปัญหาหลายๆอย่าง ผมเลยชวนเธอไปอยู่ต่างจังหวัดด้วยกัน พร้อมกับผมไปเรียนต่อด้วย ผมคิดแค่ว่าเธอควรจะเปลี่ยนที่อยู่ ให้พ้นจากปัญหาเดิมๆบ้าง พอมาอยู่ต่างจังหวัดแล้ว ผมมาทราบทีหลังว่าเด็กคนนั้นคือลูกเธอกับสามีเก่าและยังติดต่อกันอยู่ โดยช่วงที่ผมรู้จักเธอใหม่ๆเป็นช่วงที่เธอแยกตัวออกมาจากสามีเก่าได้พักใหญ่ แต่ยังให้ลูกอยู่กับสามีเก่า ตัวเธอก็ยังติดต่อและให้น้องสาวไปพบหลานอยู่เสมอ ซึ่งผมช็อกมากแต่ด้วยความที่รักเด็กและคิดว่าจะพยายามดูแลทั้งเธอและลูกก็เข้าใจเธอ จึงพยายามหางานพิเศษทำระหว่างเรียนไปด้วยเพื่อประคองรายได้ให้อยู่ระดับเดิมหรือใกล้เคียง
ระหว่างนั้น เธอเริ่มอารมณ์ร้ายและหมดกำลังใจจะรักษาตัวเอง เริ่มด่าผมเมื่อผมทำอะไรช้า หรือบางครั้งผมทำผิดซึ่งผมก็ยอมรับผิดแต่โดยดี แต่เธอก็จะเก็บเรื่องนั้นมาด่าผมประมาณเรื่องละ 1-3 วัน แต่ผมยอมรับว่าเธอดีกับผมทุกอย่าง ทั้งดูแลเสื้อผ้า อาหาร พยายามปรับเปลี่ยนการแต่งตัวผมรวมถึงเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อยในชีวิตประจำวัน
พอย้ายมาต่างจังหวัด เธอเริ่มอยากกลับไปเยี่ยมลูกบ้างซึ่งเราก็หาเวลาเสาอาทิดหรือช่วงวันหยุด เพื่อเดินทางไปหาลูกเธอแต่การเดินทางแต่ละครั้งต้องใช้เงิน ช่วงนั้นผมจึงต้องขอเงินที่บ้านบางส่วนเพื่อมาใช้ในส่วนนี้ แต่เดือนหนึ่งไปประมาณ 2-3 ครั้ง ครั้งละหลายๆวัน ทำให้ผมเริ่มหาเงินไม่ทันจนเราเริ่มมีเรื่องทะเลาะกันและเธอจะเริ่มวนมาที่เรื่องที่ผมทำผิด เช่น ก่อนผมออกจากงานเก่ามีน้องในออฟฟิศคนหนึ่งชอบไลน์มาหาผมเรื่องลงพื้นที่ผมก็ตอบไปเพราะหัวหน้าทีมมอบหมายให้ผมดูแล กำกับน้องคนนี้จนกว่าจะเสร็จภารกิจ ซึ่งเธอจะบ่นผมว่าน้องคนนี้ไลน์หาบ่อยมากและคงอยากได้ผมเป็นแฟน หรือแม้กระทั่งช่วงที่ผมต้องออกต่างจังหวัดกับน้องคนนี้(ไปเป็นทีม) เธอจะไลน์หาผมว่าทำไมไม่ไปทำเรื่องอย่างว่าด้วยกันเสีย หรือเรื่องที่ผมมองผู้หญิงเวลาไปเดินเที่ยวกัน เธอจะเก็บเอามาคิดและโทษตัวเองเสมอว่าไม่สวยพอ และทำให้มีเรื่องทะเลาะกัน เป็นต้น และไปจบด้วยการต่อว่าตัวเองว่าเป็นภาระให้แก่ผม
เวลาทะเลาะกันเธอจะด่าผมว่า แค่นี้ก็คิดเองไม่ได้ หรือ ไปตายเสีย หรือ คนอย่างผมมันไม่สนใจใคร ซึ่งผมก็เข้าใจว่าเธอป่วยเรื้อรังและอาจจะมีเรื่องคับข้องใจอยากพูดแต่พูดไม่ออกเลยต้องระบายออกทางนี้ จนเมื่อผมเริ่มมีงานมากขึ้นพร้อมกับเรียนหนักไปด้วย ช่วงนั้นผมรับงานชิ้นหนึ่งมาจากผู้ที่ผมนับถือมากๆ แต่สุดท้ายงานชิ้นนั้นเกือบพัง เพราะเธอบอกผมว่าผมโง่ที่ให้คนอื่นหลอกใช้ ทำงานมากเกินกว่าที่เค้าบอก (ผมรับงานเขียนชิ้นหนึ่งและจะพัฒนาต่อไปเป็นหนังสือ) ผมจึงต้องจบโปรเจ็คด้วยการทำเท่าที่ทำได้เและปล่อยให้เจ้าของงานไปหาคนเพิ่มในช่วงต่อไปเอง ซึ่งเจ้าของงานคงจะโกรธผมน่าดู และพอผมได้ไปทำงานในอีกองค์กรหนึ่ง มีหัวหน้าทีมเป็นผู้หญิงซึ่งมักจะปรึกษาเรื่องชีวิตทั่วไปกันอยู่เสมอ มีครั้งหนึ่งหัวหน้าทีมโทรหาผมเพราะจะเเจ้งกำหนดการเรื่องงานพร้อมกับถามผมว่าควรจะออกจากงานเดิมดีมั้ย ซึ่งผมก็ได้ให้คำปรึกษาที่ค่อนข้างละเอียด จนแฟนผมบอกว่า ผมเป็นสามีของหัวหน้าทีม และโกรธผมเรื่องนี้อยู่ประมาณสองสามวัน พร้อมกับการเอาเริ่องเก่ามาด่าผมและกลายเป็นเรื่องใหญ่จนถึงตอนนี้
นอกจากเรื่องอารมณ์แล้ว เรื่องเงินก็เป็นปัญหาของเราครับ ก่อนหน้าที่เธอจะคบกับผมเธอเคยเป็นเสาหลักของครอบครัวมาก่อน หาเงินให้น้องให้แม่ ดูแลญาติๆครับ แต่เมื่อเธอแต่งงาน เธอก็ยังทำแบบเดิมแต่อาจจะลดลงบ้าง และพอเธอปิดร้าน เธอก็ว่างงาน พร้อมกับหนี้บัตรเครดิต ประมาณ สองแสนห้า ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอทุกข์ใจมากแต่ผมก็ช่วยเหลือเธอมาโดยตลอดตั้งแต่ก่อนที่เราจะย้ายมาต่างจังหวัด รวมถึงหนี้บัตรของผมด้วย เพราะผมทำบัตรเพื่อจะหาเงินมาหมุนใช้หนี้ให้เธอ จนเมื่อแม่เธอไปทำกิจการอีกที่หนึ่งซึ่งเธอก็ต้องลงไปช่วยงานแม่บางครั้งและแนะนำให้รู้จักบางคนในพื้นที่ เธอก็เล่าให้ผมฟังอยู่ตลอดนะครับ แต่คนๆนั้นก็ยังโทรหาเธอตลอด เธอก็บอกผมทุกครั้งและไม่ได้รับสาย ซึ่งผมก็ลำบากใจแต่ถ้าผมแย้งอะไรไปเธอคงจะบอกว่าผมไม่ต้องมายุ่งเรื่องส่วนตัว ซึ่งเป็นคำที่เธอใช้เวลาผมทำอะไรแล้วไม่ได้ดั่งใจมาตลอด
ผมคิดว่านี่คงเป็นบททดสอบของเราสองคนครับว่าจะผ่านมันไปได้มั้ย จนกระทั่ง เมื่อปลายปีที่แล้ว เราเดินทางไปหาลูกของเธอบ่อยขึ้นจนผมคิดว่าเราควรมีห้องพักสักห้องไว้เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียค่าเช่าโรงแรมอีก จึงตัดสินใจที่จะเช่าอยู่ห้องพักเดิมที่เราเคยอยู่ เท่ากับว่าผมต้องจ่ายเงินค่าห้องพักสองที่ ผมก็คิดว่าไหว แต่พออยู่ได้สักพักลูกเธอก็อยากมาอยู่ด้วย พร้อมกับผมต้องเดินทางไปมาสองจังหวัดอยู่ตลอด เลยคิดว่าควรจะให้ลูกมาอยู่ด้วยอย่างน้อยที่สุดจะได้เป็นกำลังใจและสิ่งยึดเหนี่ยวให้เธอบ้าง แต่เรื่องมันไม่ได้จบแค่นั้นครับ
ผมมารู้ทีหลังว่า เธอและสามีเก่ายังติดต่อกันอยู่ในฐานะผู้ปกครองของลูก และยังทะเลาะกันอยู่ตลอดด้วย ถึงตอนนี้เธอไม่ได้แค่จะติดต่อเฉยๆแล้วครับ เธออยากจะเอาคืนแก้แค้น โดยให้ผมไปสืบเสาะว่าในแต่ละวันสามีเก่าเธอทำอะไรบ้างไปกินไปเที่ยวไหน ซึ่งก่อนหน้าที่พวกเขาจะเลิกกัน สามีเก่าเธอ ก็เที่ยวเป็นปกติทุกคืนและเอาลูกไปตามร้านอาหาร ร้านเหล้าเป็นปกติ ซึ่งจุดนี้เป็นปัจจัยหลักที่ผมรู้สึกสงสารเด็กที่ควรจะได้นอนแต่หัวค่ำหรือมีการใช้ชีวิตที่ดีกว่านี้ จนถึงตอนนี้เธอก็ยังรู้สึกคับแค้นใจ ยิ่งพอได้รู้ว่าสามีเก่าเธอกำลังคุยกับผู้หญิงคนใหม่ เธอก็ยิ่งจะต้องสืบเสาะเรื่องราวให้ได้มากที่สุด โดยมีผมเป็นคนทำตามคำสั่ง
ช่วงสองสามเดือนมานี้ ทุกอย่างเริ่มแย่ลงครับ ผมทำงานได้น้อยลงเพราะงานเริ่มหายากขึ้น หนี้สินทั้งของเธอและของผม อารมณ์ของเธอที่ร้ายกาจมากขึ้น บางเรื่อง เช่น ผมไปมองผู้หญิงอื่น หาเงินไม่ทัน หรือแม้กระทั่งผมเฉยชากับเธอ กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่พูดกันไม่จบ ทั้งที่ผมยอมรับผิดและปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอด ภาระเรื่องลูก ค่าใช้จ่ายต่างๆนาๆ ผมพยายามพูดกับตัวเองว่าอย่าเอาเรื่อเงินมาเป็นปัญหาให้มากนักเพราะผมต้องทำใจให้มีสมาธิกับการทำงานและเรียนอยู่เสมอ แต่พอพูดเรื่องนี้กับแฟนทีไรมักจะจบลงด้วยคำว่า เธอเป็นตัวปัญหาและฉุดผมลงต่ำ ซึ่งผมเองไม่เคยคิดแบบนั้นเลย อยากแค่ดูแลให้ดีที่สุด
ประกอบกับเธอเจ็บเพราะกระดูกเสื่อมหนักขึ้น จึงไม่ได้ไปรับลูกที่ รร. แต่ให้สามีเก่าไปรับและเธอไปรับลูกที่บ้านพักของสามีเก่าอีกทีและหมอแนะนำว่าควรผ่าตัด แต่เงินผ่าตัดต้องใช้มากพอสมควร ซึ่งทำให้เราลำบากใจกันมาก และทำให้เธอแทบจะใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้เลย ซึ่งผมก็สงสารเธอมากเพราะงานของผมต้องออกต่างจังหวัดหรือผมต้องมาเรียนแล้วให้เธออยู่กับลูกสองคน
ผมแก้ปัญหาด้วยการของเินที่บ้านมากขึ้นซึ่งผมก็เริ่มลำบากใจเพราะพ่อกับแม่ผมก็มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัวมากพออยู่แล้ว และเธอก็แก้ปัญหาด้วยการขอเงินจากคนที่แม่เธอแนะนำให้รู้จักพร้อมกับขายของออนไลน์บ้างแต่ก็ขายแทบไม่ได้เลย ซึ่งผมก็พยายามไม่คิดถึงเรื่องนั้น แต่มันคงอดไม่ได้ที่จะคิด ผมก็พยายามหางานที่ได้เงินเร็วๆอย่าง ทำงานรายวัน แต่เธอก็จะรับไม่ได้ที่ต้องไปทำงานรับจ้างรายวัน และทุกครั้งที่ทะเลาะกันเธอจะบอกเสมอว่าผมไม่เป็นผู้ใหญ่พอ ควรให้ผมไปจากชีวิตเธอเพื่อที่ผมจะได้มีชีวิตที่ดีกว่านี้ แต่พอเธออารมณ์เย็นลงเธอก็จะบอกว่าห้ามผมทิ้งเธอไปไหน และต้องจดทะเบียนสมรสกับเธอ
ตอนแรกผมเข้าใจเธอมากๆและยอมรับทุกอย่างที่เธอเป็นได้ แต่ผมเริ่มหมดกำลังใจที่จะสู้ต่อครับ เพราะเหมือนปัญหามันไม่มีทางแก้จบหรือถึงจบก็จะเริ่มเรื่องใหม่อยู่ตลอดเวลาและที่สำคัญถ้าผมเลิกกับเธอเท่ากับว่าเธอจะไม่เหลือใครเลย ผมเริ่มหางานที่มีรายได้มากพอที่จะดูแลทั้งสามชีวิตได้ แต่ก็ยังไม่ได้งานที่เหมาะสม(ทั้งเรื่องเวลาและสถานที่ทำงาน)
จนถึงตอนนี้ ผมเริ่มหงุดหงิดง่ายขึ้น เวลาลูกทำอะไรช้าผมก็เริ่มมีโมโหหรือแม้กระทั่งผมไม่อยากจะคุยกับใครเลยเพราะผมไม่รู้จะทำตัวแบบไหนดี ซึ่งผมก็รู้ตัวดีว่าไม่ควรทำและพยายามจะสงบจิตใจให้มากขึ้น
ผมจึงอยากขอคำแนะนำจากหลายๆท่านที่มีประสบการณืหรือมีมุมมองที่จะแก้ปัญหาเรื่องพวกนี้ครับ ว่าผมควรจะแก้ปัญหาอย่างไร
ปล. ขอบคุณทุกความเห็นมากๆครับ
ผมเริ่มหมดกำลังใจดูแลแฟนครับ
ผมคบกับแฟนมาได้สามปีกว่าครับ เธออายุมากกว่าผม 11 ปี เราคบกันมาสามปีกว่าแล้วครับ ช่วงแรกที่คบกันผมทำงานในองค์กรแห่งหนึ่ง แฟนผมเปิดร้านอาหารตามสั่งเล็กๆ ใต้หอพักครับ ช่วงแรกๆเราไปเที่ยวด้วยกันแทบจะทุกวันพร้อมกับน้องสาวเค้า ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดอะไรมาก (ช่วงนั้นผมก็คุยกับหลายๆคนอยู่แต่ยังไม่ได้ตกลงใจกับใคร) จนเมื่อรู้จักกันได้พักใหญ่เธอเริ่มมาอยู่ที่ห้องพักผมบ่อยขึ้นแต่เธอยังไปหาน้องสาวอยู่บ่อยๆเพราะปกติเธอจะพักอยู่ห้องเดียวกับน้องสาวครับ พอสักพักน้องสาวมีแฟนเธอก็ออกมาอยู่ห้องกับผมตลอดและเริ่มคบกันอย่างจริงจัง แต่ก็ยังไปหาน้องสาวตามปกติ ช่วงนั้นเรากินเที่ยวด้วยกัน จนผมเริ่มสงสัยว่าเธอไม่เปิดร้านเลยสักวันติดกันเป็นเดือน เพราะบางครั้งผมต้องเดินทางไปต่างจังหวัดแต่เธอก็ไม่เปิดร้านอยู่ดี แต่มีบางอย่างที่ผมยังไม่รู้เกี่ยวกับตัวเธอครับ
จนเมื่อเธอปิดร้านและต้องจ่ายค่าเช่าที่ค้างอยู่ประมาณสองเดือน จากที่เธอไม่เปิดร้านเลย ราวสองหมื่นกว่าซึ่งผมก็ช่วยจ่ายบางส่วน แล้วเราก็ย้ายไปอยู่ห้องพักเดียวกัน จนผมว่างงานอยู่ประมาณ 1 เดือน เธอก็บอกผมว่าเธอมีปัญหาเรื่องกระดูกเสื่อม ผมเข้าใจว่าเธอพึ่งเริ่มเป็น แต่มารู้ทีหลังว่าเธอเป็นเรื้อรังมานานและที่ไม่ไปเปิดร้านก็เพราะเธอปวดแขน ปวดคอมากจนไปทำงานไม่ไหว ซึ่งผมก็เข้าใจดีและดูแลเธอมาตลอด ทั้งพาไปหาหมอ ซื้อยาและดูแลทุกอย่างแต่ช่วงนั้นมีเด็กคนนึงที่น้องสาวเธอชอบรับมานอนด้วยที่ห้องพัก และบอกผมว่าเป็นหลานมาโดยตลอด
ช่วงนั้นผมกำลังคิดจะเรียนต่อครับ ประกอบกับแฟนผมมีปัญหากับที่บ้านรวมถึงปัญหาหลายๆอย่าง ผมเลยชวนเธอไปอยู่ต่างจังหวัดด้วยกัน พร้อมกับผมไปเรียนต่อด้วย ผมคิดแค่ว่าเธอควรจะเปลี่ยนที่อยู่ ให้พ้นจากปัญหาเดิมๆบ้าง พอมาอยู่ต่างจังหวัดแล้ว ผมมาทราบทีหลังว่าเด็กคนนั้นคือลูกเธอกับสามีเก่าและยังติดต่อกันอยู่ โดยช่วงที่ผมรู้จักเธอใหม่ๆเป็นช่วงที่เธอแยกตัวออกมาจากสามีเก่าได้พักใหญ่ แต่ยังให้ลูกอยู่กับสามีเก่า ตัวเธอก็ยังติดต่อและให้น้องสาวไปพบหลานอยู่เสมอ ซึ่งผมช็อกมากแต่ด้วยความที่รักเด็กและคิดว่าจะพยายามดูแลทั้งเธอและลูกก็เข้าใจเธอ จึงพยายามหางานพิเศษทำระหว่างเรียนไปด้วยเพื่อประคองรายได้ให้อยู่ระดับเดิมหรือใกล้เคียง
ระหว่างนั้น เธอเริ่มอารมณ์ร้ายและหมดกำลังใจจะรักษาตัวเอง เริ่มด่าผมเมื่อผมทำอะไรช้า หรือบางครั้งผมทำผิดซึ่งผมก็ยอมรับผิดแต่โดยดี แต่เธอก็จะเก็บเรื่องนั้นมาด่าผมประมาณเรื่องละ 1-3 วัน แต่ผมยอมรับว่าเธอดีกับผมทุกอย่าง ทั้งดูแลเสื้อผ้า อาหาร พยายามปรับเปลี่ยนการแต่งตัวผมรวมถึงเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อยในชีวิตประจำวัน
พอย้ายมาต่างจังหวัด เธอเริ่มอยากกลับไปเยี่ยมลูกบ้างซึ่งเราก็หาเวลาเสาอาทิดหรือช่วงวันหยุด เพื่อเดินทางไปหาลูกเธอแต่การเดินทางแต่ละครั้งต้องใช้เงิน ช่วงนั้นผมจึงต้องขอเงินที่บ้านบางส่วนเพื่อมาใช้ในส่วนนี้ แต่เดือนหนึ่งไปประมาณ 2-3 ครั้ง ครั้งละหลายๆวัน ทำให้ผมเริ่มหาเงินไม่ทันจนเราเริ่มมีเรื่องทะเลาะกันและเธอจะเริ่มวนมาที่เรื่องที่ผมทำผิด เช่น ก่อนผมออกจากงานเก่ามีน้องในออฟฟิศคนหนึ่งชอบไลน์มาหาผมเรื่องลงพื้นที่ผมก็ตอบไปเพราะหัวหน้าทีมมอบหมายให้ผมดูแล กำกับน้องคนนี้จนกว่าจะเสร็จภารกิจ ซึ่งเธอจะบ่นผมว่าน้องคนนี้ไลน์หาบ่อยมากและคงอยากได้ผมเป็นแฟน หรือแม้กระทั่งช่วงที่ผมต้องออกต่างจังหวัดกับน้องคนนี้(ไปเป็นทีม) เธอจะไลน์หาผมว่าทำไมไม่ไปทำเรื่องอย่างว่าด้วยกันเสีย หรือเรื่องที่ผมมองผู้หญิงเวลาไปเดินเที่ยวกัน เธอจะเก็บเอามาคิดและโทษตัวเองเสมอว่าไม่สวยพอ และทำให้มีเรื่องทะเลาะกัน เป็นต้น และไปจบด้วยการต่อว่าตัวเองว่าเป็นภาระให้แก่ผม
เวลาทะเลาะกันเธอจะด่าผมว่า แค่นี้ก็คิดเองไม่ได้ หรือ ไปตายเสีย หรือ คนอย่างผมมันไม่สนใจใคร ซึ่งผมก็เข้าใจว่าเธอป่วยเรื้อรังและอาจจะมีเรื่องคับข้องใจอยากพูดแต่พูดไม่ออกเลยต้องระบายออกทางนี้ จนเมื่อผมเริ่มมีงานมากขึ้นพร้อมกับเรียนหนักไปด้วย ช่วงนั้นผมรับงานชิ้นหนึ่งมาจากผู้ที่ผมนับถือมากๆ แต่สุดท้ายงานชิ้นนั้นเกือบพัง เพราะเธอบอกผมว่าผมโง่ที่ให้คนอื่นหลอกใช้ ทำงานมากเกินกว่าที่เค้าบอก (ผมรับงานเขียนชิ้นหนึ่งและจะพัฒนาต่อไปเป็นหนังสือ) ผมจึงต้องจบโปรเจ็คด้วยการทำเท่าที่ทำได้เและปล่อยให้เจ้าของงานไปหาคนเพิ่มในช่วงต่อไปเอง ซึ่งเจ้าของงานคงจะโกรธผมน่าดู และพอผมได้ไปทำงานในอีกองค์กรหนึ่ง มีหัวหน้าทีมเป็นผู้หญิงซึ่งมักจะปรึกษาเรื่องชีวิตทั่วไปกันอยู่เสมอ มีครั้งหนึ่งหัวหน้าทีมโทรหาผมเพราะจะเเจ้งกำหนดการเรื่องงานพร้อมกับถามผมว่าควรจะออกจากงานเดิมดีมั้ย ซึ่งผมก็ได้ให้คำปรึกษาที่ค่อนข้างละเอียด จนแฟนผมบอกว่า ผมเป็นสามีของหัวหน้าทีม และโกรธผมเรื่องนี้อยู่ประมาณสองสามวัน พร้อมกับการเอาเริ่องเก่ามาด่าผมและกลายเป็นเรื่องใหญ่จนถึงตอนนี้
นอกจากเรื่องอารมณ์แล้ว เรื่องเงินก็เป็นปัญหาของเราครับ ก่อนหน้าที่เธอจะคบกับผมเธอเคยเป็นเสาหลักของครอบครัวมาก่อน หาเงินให้น้องให้แม่ ดูแลญาติๆครับ แต่เมื่อเธอแต่งงาน เธอก็ยังทำแบบเดิมแต่อาจจะลดลงบ้าง และพอเธอปิดร้าน เธอก็ว่างงาน พร้อมกับหนี้บัตรเครดิต ประมาณ สองแสนห้า ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอทุกข์ใจมากแต่ผมก็ช่วยเหลือเธอมาโดยตลอดตั้งแต่ก่อนที่เราจะย้ายมาต่างจังหวัด รวมถึงหนี้บัตรของผมด้วย เพราะผมทำบัตรเพื่อจะหาเงินมาหมุนใช้หนี้ให้เธอ จนเมื่อแม่เธอไปทำกิจการอีกที่หนึ่งซึ่งเธอก็ต้องลงไปช่วยงานแม่บางครั้งและแนะนำให้รู้จักบางคนในพื้นที่ เธอก็เล่าให้ผมฟังอยู่ตลอดนะครับ แต่คนๆนั้นก็ยังโทรหาเธอตลอด เธอก็บอกผมทุกครั้งและไม่ได้รับสาย ซึ่งผมก็ลำบากใจแต่ถ้าผมแย้งอะไรไปเธอคงจะบอกว่าผมไม่ต้องมายุ่งเรื่องส่วนตัว ซึ่งเป็นคำที่เธอใช้เวลาผมทำอะไรแล้วไม่ได้ดั่งใจมาตลอด
ผมคิดว่านี่คงเป็นบททดสอบของเราสองคนครับว่าจะผ่านมันไปได้มั้ย จนกระทั่ง เมื่อปลายปีที่แล้ว เราเดินทางไปหาลูกของเธอบ่อยขึ้นจนผมคิดว่าเราควรมีห้องพักสักห้องไว้เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียค่าเช่าโรงแรมอีก จึงตัดสินใจที่จะเช่าอยู่ห้องพักเดิมที่เราเคยอยู่ เท่ากับว่าผมต้องจ่ายเงินค่าห้องพักสองที่ ผมก็คิดว่าไหว แต่พออยู่ได้สักพักลูกเธอก็อยากมาอยู่ด้วย พร้อมกับผมต้องเดินทางไปมาสองจังหวัดอยู่ตลอด เลยคิดว่าควรจะให้ลูกมาอยู่ด้วยอย่างน้อยที่สุดจะได้เป็นกำลังใจและสิ่งยึดเหนี่ยวให้เธอบ้าง แต่เรื่องมันไม่ได้จบแค่นั้นครับ
ผมมารู้ทีหลังว่า เธอและสามีเก่ายังติดต่อกันอยู่ในฐานะผู้ปกครองของลูก และยังทะเลาะกันอยู่ตลอดด้วย ถึงตอนนี้เธอไม่ได้แค่จะติดต่อเฉยๆแล้วครับ เธออยากจะเอาคืนแก้แค้น โดยให้ผมไปสืบเสาะว่าในแต่ละวันสามีเก่าเธอทำอะไรบ้างไปกินไปเที่ยวไหน ซึ่งก่อนหน้าที่พวกเขาจะเลิกกัน สามีเก่าเธอ ก็เที่ยวเป็นปกติทุกคืนและเอาลูกไปตามร้านอาหาร ร้านเหล้าเป็นปกติ ซึ่งจุดนี้เป็นปัจจัยหลักที่ผมรู้สึกสงสารเด็กที่ควรจะได้นอนแต่หัวค่ำหรือมีการใช้ชีวิตที่ดีกว่านี้ จนถึงตอนนี้เธอก็ยังรู้สึกคับแค้นใจ ยิ่งพอได้รู้ว่าสามีเก่าเธอกำลังคุยกับผู้หญิงคนใหม่ เธอก็ยิ่งจะต้องสืบเสาะเรื่องราวให้ได้มากที่สุด โดยมีผมเป็นคนทำตามคำสั่ง
ช่วงสองสามเดือนมานี้ ทุกอย่างเริ่มแย่ลงครับ ผมทำงานได้น้อยลงเพราะงานเริ่มหายากขึ้น หนี้สินทั้งของเธอและของผม อารมณ์ของเธอที่ร้ายกาจมากขึ้น บางเรื่อง เช่น ผมไปมองผู้หญิงอื่น หาเงินไม่ทัน หรือแม้กระทั่งผมเฉยชากับเธอ กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่พูดกันไม่จบ ทั้งที่ผมยอมรับผิดและปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอด ภาระเรื่องลูก ค่าใช้จ่ายต่างๆนาๆ ผมพยายามพูดกับตัวเองว่าอย่าเอาเรื่อเงินมาเป็นปัญหาให้มากนักเพราะผมต้องทำใจให้มีสมาธิกับการทำงานและเรียนอยู่เสมอ แต่พอพูดเรื่องนี้กับแฟนทีไรมักจะจบลงด้วยคำว่า เธอเป็นตัวปัญหาและฉุดผมลงต่ำ ซึ่งผมเองไม่เคยคิดแบบนั้นเลย อยากแค่ดูแลให้ดีที่สุด
ประกอบกับเธอเจ็บเพราะกระดูกเสื่อมหนักขึ้น จึงไม่ได้ไปรับลูกที่ รร. แต่ให้สามีเก่าไปรับและเธอไปรับลูกที่บ้านพักของสามีเก่าอีกทีและหมอแนะนำว่าควรผ่าตัด แต่เงินผ่าตัดต้องใช้มากพอสมควร ซึ่งทำให้เราลำบากใจกันมาก และทำให้เธอแทบจะใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้เลย ซึ่งผมก็สงสารเธอมากเพราะงานของผมต้องออกต่างจังหวัดหรือผมต้องมาเรียนแล้วให้เธออยู่กับลูกสองคน
ผมแก้ปัญหาด้วยการของเินที่บ้านมากขึ้นซึ่งผมก็เริ่มลำบากใจเพราะพ่อกับแม่ผมก็มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัวมากพออยู่แล้ว และเธอก็แก้ปัญหาด้วยการขอเงินจากคนที่แม่เธอแนะนำให้รู้จักพร้อมกับขายของออนไลน์บ้างแต่ก็ขายแทบไม่ได้เลย ซึ่งผมก็พยายามไม่คิดถึงเรื่องนั้น แต่มันคงอดไม่ได้ที่จะคิด ผมก็พยายามหางานที่ได้เงินเร็วๆอย่าง ทำงานรายวัน แต่เธอก็จะรับไม่ได้ที่ต้องไปทำงานรับจ้างรายวัน และทุกครั้งที่ทะเลาะกันเธอจะบอกเสมอว่าผมไม่เป็นผู้ใหญ่พอ ควรให้ผมไปจากชีวิตเธอเพื่อที่ผมจะได้มีชีวิตที่ดีกว่านี้ แต่พอเธออารมณ์เย็นลงเธอก็จะบอกว่าห้ามผมทิ้งเธอไปไหน และต้องจดทะเบียนสมรสกับเธอ
ตอนแรกผมเข้าใจเธอมากๆและยอมรับทุกอย่างที่เธอเป็นได้ แต่ผมเริ่มหมดกำลังใจที่จะสู้ต่อครับ เพราะเหมือนปัญหามันไม่มีทางแก้จบหรือถึงจบก็จะเริ่มเรื่องใหม่อยู่ตลอดเวลาและที่สำคัญถ้าผมเลิกกับเธอเท่ากับว่าเธอจะไม่เหลือใครเลย ผมเริ่มหางานที่มีรายได้มากพอที่จะดูแลทั้งสามชีวิตได้ แต่ก็ยังไม่ได้งานที่เหมาะสม(ทั้งเรื่องเวลาและสถานที่ทำงาน)
จนถึงตอนนี้ ผมเริ่มหงุดหงิดง่ายขึ้น เวลาลูกทำอะไรช้าผมก็เริ่มมีโมโหหรือแม้กระทั่งผมไม่อยากจะคุยกับใครเลยเพราะผมไม่รู้จะทำตัวแบบไหนดี ซึ่งผมก็รู้ตัวดีว่าไม่ควรทำและพยายามจะสงบจิตใจให้มากขึ้น
ผมจึงอยากขอคำแนะนำจากหลายๆท่านที่มีประสบการณืหรือมีมุมมองที่จะแก้ปัญหาเรื่องพวกนี้ครับ ว่าผมควรจะแก้ปัญหาอย่างไร
ปล. ขอบคุณทุกความเห็นมากๆครับ