Q : การโกหกเพื่อให้ผู้อื่นสบายใจ บาปหรือไม่
A : บาป เป็นคำที่มีพลังทำให้รู้สึกเกรงกลัว ใช้ในการขู่ให้กลัว บาป คือ การกระทำที่ทำให้กิเลสมากขึ้น การโกหก คือ การสื่อสารที่เรารู้ว่าไม่จริง ถ้าเรามีเจตนาให้ผู้อื่นเข้าในในสิ่งที่มันไม่จริง นั้นคือสิ่งที่ทำให้เศร้าหมอง การโกหกเพื่อให้ผู้อื่นสบายใจ เพราะความหวังดีไม่ใช่ประเด็น ประเด็น คือ เราตั้งใจโกหกหรือไม่ ถ้าตั้งใจก็ถือว่าผิดแล้ว และบุคคลที่เราโกหกเป็นใคร เช่น ผู้มีพระคุณอันนี้จะบาปมากกว่าบุคคลทั่วไป ถ้าการโกหกเล็กน้อยเพื่อให้เค้าสบายใจ เช่น ตัดผมมาสวยไหม เราต้องเข้าใจในระบบศีลธรรมก่อน ในความเชื่ออื่นจะมีพระผู้เป็นเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยกำหนดข้อปฏิบัติหรือข้อห้าม ถ้าทำตามจะให้รางวัล ถ้าฝ่าฝืนจะลงโทษ เปรียบดังระบบเผด็จการของทางโลก เลยมีความเชื่อต่อไปว่า ถ้าเรามีของกำนัลหรือเส้นสายมอบให้ก็จะได้รับการผ่อนผันโทษหรือให้อภัยได้ แต่ทางพุทธศาสนามองว่า เรากำหนดชุมชนที่ดีงามต้องมีลักษณะอย่างไร น่าจะได้คำตอบว่าเป็นสังคมที่ปลอดภัย อบอุ่น ให้อภัยกัน เราจึงต้องพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า ทำยังไงจะให้ชุมชนของเราเป็นไปตามเป้าหมาย พุทธองค์ทรงนำธรรมชาติของมนุษย์เป็นที่ตั้งว่า คนเราไม่สามารถห้ามอารมณ์ล่วงหน้าได้ ปัญหาคือการขาดปัญญาที่ไม่เข้าใจธรรมชาติของตนเอง แต่สิ่งที่เราห้ามได้ คือ การไม่แสดงออกด้วย กาย วาจา นี้คือสิงที่เป็นไปได้ที่จะช่วยสร้างชุมชนที่น่าอยู่ได้ พุทธศาสนาเชื่อว่าระบบศีลธรรมสร้างขึ้นมาด้วยตัวเราเองเพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่เกี่ยวกับเบื้องบนใดๆทั้งสิ้น สังเกตุได้จากการสมาทานศีล เริ่มด้วย ปาณาติปาตา เวระมณี สิขาปะทัง สัมมาทิยามิ สิขาปะทัง แปลว่า บทฝึกหัด สมาทาน แปลว่า ตั้งใจ ในเมื่อเรารับศีล คือเรากำลังตั้งใจว่า เราจะงดเว้นจากการฆ่าสัตว์เป็นเครื่องฝึกหัดพฤติกรรม เป็นต้น ศีลเป็นเรื่องของความสมัครใจเห็นคุณค่าในการปฏิบัติตนให้ถูกต้อง เห็นโทษจากการไม่ฝึก ไม่ใช่ข้อห้ามจากเบื้องบน ดังนั้น การไม่โกหก เป็นการฝึกตนเองอย่างหนึ่ง ถ้ามีเหตุการณ์ว่า ตัดผมมาสวยไหม เราตอบตามจริงว่า ไม่สวยเลย มันก็ง่ายดีไม่มีการฝึกตัวเองไม่ได้ใช้ปัญญา แล้วก็จะเกิดปัญหา หรือจะเลือกโกหก ว่า สวยมาก ก็ไม่ถูกต้อง จึงต้องใช้ปัญญาในการพิจารณาเพื่อฝึกตัวเราว่า ทำอย่างไม่ให้เค้าเสียใจและไม่โกหก จริงๆแล้วไม่ใช่ว่าเราต้องเลือกแค่ด้านเดียวว่า จะไม่โกหก หรือ ไม่ทำร้ายจิตใจ แค่นั้น สิ่งท้าทายคือทำอย่างไรที่จะรักษาทั้ง 2 อย่างเอาไว้ให้ได้ต่างหาก
เครดิต : การสนทนาเรื่องชีวิตกับพระอาจารย์ชยสาโร ณ บ.ฟีโนมีนา
การสนทนาเรื่องชีวิตกับพระอาจารย์ชยสาโร ณ บ.ฟีโนมีนา เรื่อง การโกหกเพื่อให้ผู้อื่นสบายใจ บาปหรือไม่
A : บาป เป็นคำที่มีพลังทำให้รู้สึกเกรงกลัว ใช้ในการขู่ให้กลัว บาป คือ การกระทำที่ทำให้กิเลสมากขึ้น การโกหก คือ การสื่อสารที่เรารู้ว่าไม่จริง ถ้าเรามีเจตนาให้ผู้อื่นเข้าในในสิ่งที่มันไม่จริง นั้นคือสิ่งที่ทำให้เศร้าหมอง การโกหกเพื่อให้ผู้อื่นสบายใจ เพราะความหวังดีไม่ใช่ประเด็น ประเด็น คือ เราตั้งใจโกหกหรือไม่ ถ้าตั้งใจก็ถือว่าผิดแล้ว และบุคคลที่เราโกหกเป็นใคร เช่น ผู้มีพระคุณอันนี้จะบาปมากกว่าบุคคลทั่วไป ถ้าการโกหกเล็กน้อยเพื่อให้เค้าสบายใจ เช่น ตัดผมมาสวยไหม เราต้องเข้าใจในระบบศีลธรรมก่อน ในความเชื่ออื่นจะมีพระผู้เป็นเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยกำหนดข้อปฏิบัติหรือข้อห้าม ถ้าทำตามจะให้รางวัล ถ้าฝ่าฝืนจะลงโทษ เปรียบดังระบบเผด็จการของทางโลก เลยมีความเชื่อต่อไปว่า ถ้าเรามีของกำนัลหรือเส้นสายมอบให้ก็จะได้รับการผ่อนผันโทษหรือให้อภัยได้ แต่ทางพุทธศาสนามองว่า เรากำหนดชุมชนที่ดีงามต้องมีลักษณะอย่างไร น่าจะได้คำตอบว่าเป็นสังคมที่ปลอดภัย อบอุ่น ให้อภัยกัน เราจึงต้องพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า ทำยังไงจะให้ชุมชนของเราเป็นไปตามเป้าหมาย พุทธองค์ทรงนำธรรมชาติของมนุษย์เป็นที่ตั้งว่า คนเราไม่สามารถห้ามอารมณ์ล่วงหน้าได้ ปัญหาคือการขาดปัญญาที่ไม่เข้าใจธรรมชาติของตนเอง แต่สิ่งที่เราห้ามได้ คือ การไม่แสดงออกด้วย กาย วาจา นี้คือสิงที่เป็นไปได้ที่จะช่วยสร้างชุมชนที่น่าอยู่ได้ พุทธศาสนาเชื่อว่าระบบศีลธรรมสร้างขึ้นมาด้วยตัวเราเองเพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่เกี่ยวกับเบื้องบนใดๆทั้งสิ้น สังเกตุได้จากการสมาทานศีล เริ่มด้วย ปาณาติปาตา เวระมณี สิขาปะทัง สัมมาทิยามิ สิขาปะทัง แปลว่า บทฝึกหัด สมาทาน แปลว่า ตั้งใจ ในเมื่อเรารับศีล คือเรากำลังตั้งใจว่า เราจะงดเว้นจากการฆ่าสัตว์เป็นเครื่องฝึกหัดพฤติกรรม เป็นต้น ศีลเป็นเรื่องของความสมัครใจเห็นคุณค่าในการปฏิบัติตนให้ถูกต้อง เห็นโทษจากการไม่ฝึก ไม่ใช่ข้อห้ามจากเบื้องบน ดังนั้น การไม่โกหก เป็นการฝึกตนเองอย่างหนึ่ง ถ้ามีเหตุการณ์ว่า ตัดผมมาสวยไหม เราตอบตามจริงว่า ไม่สวยเลย มันก็ง่ายดีไม่มีการฝึกตัวเองไม่ได้ใช้ปัญญา แล้วก็จะเกิดปัญหา หรือจะเลือกโกหก ว่า สวยมาก ก็ไม่ถูกต้อง จึงต้องใช้ปัญญาในการพิจารณาเพื่อฝึกตัวเราว่า ทำอย่างไม่ให้เค้าเสียใจและไม่โกหก จริงๆแล้วไม่ใช่ว่าเราต้องเลือกแค่ด้านเดียวว่า จะไม่โกหก หรือ ไม่ทำร้ายจิตใจ แค่นั้น สิ่งท้าทายคือทำอย่างไรที่จะรักษาทั้ง 2 อย่างเอาไว้ให้ได้ต่างหาก
เครดิต : การสนทนาเรื่องชีวิตกับพระอาจารย์ชยสาโร ณ บ.ฟีโนมีนา