ไอดีนี้ผมสมัครมาใหม่นะครับ ถ้าใช้ล็อกอินเดิมกลัวคนจะรู้ว่าเป็นใคร
สามปีที่แล้วผมรู้จักผู้ชายคนนึงเพราะไปวิ่งที่สวนสาธารณะใกล้หอแล้วเจอหน้ากันทุกวันน่ะครับ
ช่วงแรกแค่เห็นหน้าผ่านๆไม่ได้คุยอะไร แต่พอซักสามสี่เดือนเริ่มจะคุ้นเคยกัน
เนื่องจากเรามาวิ่งเวลาเดียวกันบ่อยๆ เริ่มทักทาย ชื่ออะไร เรียนคณะไหน จากนั้นเราก็เป็นเหมือนเพื่อนกันมาตลอดครับ
เขารู้ว่าผมเป็นเกย์ แต่ผมไม่ได้แสดงท่าทีที่เป็นลักษณะชู้สาวให้เขาเห็น เขาจึงไม่มีท่าทีรังเกียจ
นั่นจึงทำให้ผมกับเขาเข้ากันได้ คุยกันถูกคอ แม้ว่าไลฟ์สไตล์เขากับผมจะต่างกันอยู่บ้าง
เขามีความคิดแบบผู้ใหญ่ ทำอะไรจริงจัง หน้าหล่อดุแต่ใจดี แต่บางทีก็ดุ(กับผมอะนะ)
ซึ่งทำให้ผมชื่นชมและปลื้มเขาอยู่พอสมควร แต่มันมีคำว่าเพื่อน กับรสนิยมทางเพศกั้นอยู่ผมจึงไม่ได้คาดหวังอะไร
เราทั้งสองเริ่มแอดไลน์ เฟสบุ๊ก จึงทำให้ผมรู้ว่าเขาเป็นคนมีฐานะ และเป็นที่รู้จักในสังคมพอสมควร
ซึ่งตอนนั้นมันไม่เกิดปัญหาอะไรหรอกครับ เพราะยังเป็นเพื่อนกันอยู่
ใช่ว่าระหว่างนี้เขาจะไม่มีสาวที่ไหนนะครับ มีครับ และผมก็รับรู้ตลอด
เขาเล่าให้ฟังเองบ้าง ว่าคุยกับผู้หญิงคนไหน แล้วก็เอาโทรศัพท์ให้ผมดูแชทกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งเป็นลักษณะเป็นการจีบกัน
ถามว่าผมหึง หรือรู้สึกตะขิดตะขวงใจมั้ย? ตอบได้เลยว่าไม่ครับ
เพราะผมเป็นเกย์ เขาเป็นผู้ชาย ผมเลยไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะมาเป็นแฟน หรืออะไรที่มันมากกว่าเพื่อน ผมเผื่อใจไว้แล้ว
แต่ปีสองปีต่อมา เราเริ่มมีกิจวัตรร่วมกันมากกว่าการไปวิ่งที่สวนสาธาณะ
นัดกันข้าวถ้าวันไหนไม่มีเรียน เข้าวัดทำบุญในวันสำคัญทางศาสนา ดูหนังกันแค่สองคน
นานเข้าก็เป็นหนังรอบดึกโดยเขาจะมารับผมที่หอ
ค้างที่หอของผมบ้าง หอเขาบ้าง แต่ไม่ได้มีอะไรกันนะครับ แม้แต่จับมือหรือก่ายกันก็ยังไม่มี(ณ ตอนนั้นนะครับ)
การคุยกันจากที่เสี่ยวๆเหมือนเพื่อนธรรมดา มันเริ่มมีคำว่าคิดถึง

ว่ะ ไม่ชอบกินอันนี้หรอเดี๋ยวกินเอง ฝันดีนะ อะไรแบบนี้ครับ
แล้วช่วงนึงมักจะมีถุงกับข้าวและกล้วยหอมแขวนไว้ที่หน้าประตูเกือบทุกวัน ภายหลังมารู้ว่าเป็นเขา
ยอมรับครับว่าตอนนั้นผมมีความสุขมาก มันเหมือนว่าเรามีแฟนทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาคิดเหมือนเรารึเปล่า
จนกระทั่งปีก่อน มันเริ่มมากกว่าเพื่อนจริงๆ และผมเริ่มจะมั่นใจว่าไม่ได้คิดไปเอง
วันนั้นผมไปค้างที่หอเขาครับ เพราะเขาบ่นๆว่าเครียด งานเยอะ อ่านหนังสือสอบ ผมเลยบอกว่าจะไปนอนคุยด้วย
(เขาเคยเปรยๆว่าผมคุยด้วยแล้วสบายใจดี ซึ่งผมดีใจมาก)
เราก็นั่งคุยนอนคุยไปเรื่ิอยๆขณะที่เขากำลังอ่านหนังสืออยู่ จนผมง่วงและเผลอหลับไป
ผมสะดุ้งตื่นเพราะรู้สึกอุ่นๆข้างแก้ม พอผมลืมตาก็เห็นว่าเขากำลังนอนข้างๆและหอมแก้มผมอยู่
ทั้งผมและเขาต่างก็ตกใจกันทั้งคู่ เขาขอโทษผม ผมยังจำที่เขาพูดได้อยู่เลย เขาบอกว่า
กำลังจะนอนเห็น

หลับอยู่เลยนอนมอง จู่ๆก็เผลอหอมไปแล้ว กรูขอโทษนะ
แต่ผมก็ยิ้มไม่ได้ว่าอะไร หลังจากนั้นเขาก็นอนกอดผม เราไม่ได้พูดอะไรกันอีกในคืนนั้น
ต่อมาตอนกำลังเดินเล่นด้วยกัน เขาเอ่ยปากขอคบ ผมตอบตกลงไปอย่างไม่ลังเล
หลังจากนั้นเราก็ทำตัวเหมือนแฟนกันมาตลอด กินข้าว ดูหนัง บอกฝันดี
เริ่มมีเพื่อนของผมและของเขาเห็นเราสองคนไปไหนมาไหนด้วยกัน รับรู้ว่าเราคบกันอยู่ก็แซวบ้างตามประสา
ซึ่งเขาก็ไม่มีท่าทางอายที่กำลังเดินข้างเกย์เลย
--คราวนี้มาเรื่องซีเรียสกันนะครับ
เพราะครอบครัวเขาเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคม เริ่มทำให้ผมกลัวว่าจะทำให้ครอบครัวเขาพังเพราะผมรึเปล่า
ผมเคยถามเขาถึงเรื่องนี้ เขาไม่ตอบ เลยทำให้ผมคิดมากไปอีก
แต่ท่าทีเขาไม่ได้เปลี่ยนไป ยังเหมือนเดิมกับที่เรารู้จักกัน
เราสองคนกำลังจะเรียนจบทั้งคู่ ผมเรียนจบก็ต้องหางานทำ ใช้ชีวิตในแบบตัวเอง
ส่วนเขา อนาคตไกลกว่านั้น พอเรียนจบเขาก็ต้องรับภาระต่อจากครอบครัวของเขา มีลูก มีภรรยาที่เหมาะกับคนอย่างเขา
นั่นคือเหตุผลที่ผมขอเลิกกับเขาเมื่อสี่เดือนที่แล้ว
...และเขาไม่ยอม...
เขารู้ว่าผมบอกเลิกเขาเพราะอะไร
ซึ่งเขาถามว่าจะให้เรื่องแบบนี้ทำให้เราเลิกกันเหรอ?
ผมก็ตอบว่าใช่

มีครอบครัวที่มีหน้าตาทางสังคมนะ คิดว่าเขาจะรับได้หรอถ้า

มีกูอยู่แบบนี้
ซึ่งเหตุผลที่ผมพยายามบอกเขา ดูเหมือนเขาจะไม่ฟังผมเลย เขามองว่ามันเป็นเรื่องของคนอื่น
ทั้งที่มันเกี่ยวกับครอบครัวเขาทั้งนั้น
สุดท้ายเขาก็บอกว่าเราจะไม่เลิกกัน
สื่เดือนก่อนที่ผมบอกเลิกเขาจนทุกวันนี้
ผมหลบหน้าเขาทุกทาง ไม่ไปวิ่ง ตื่นเช้า กลับค่ำกว่าปกติ
แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนเดิมทุกวันคือจะมีกล้วยหอมแขวนไว้หน้าประตูเสมอ
มันทำให้ผมตัดใจจากเขาไม่ได้ซะทีแม้ว่าผมจะพยายามแค่ไหนก็ตาม
ผมอยากให้เขาไปจากผม ไปเจอผู้หญิงที่เหมาะกับเขา ไม่ใช่เกย์อย่างผม
ขอคำแนะนำด้วยครับผมพยายามมาสี่เดือนแล้วแต่มันไม่ช่วยอะไรเลยจริงๆ
ผมอยากตัดใจจากเขา อยากให้เรื่องของเรามันจบลงซะที เพราะยังไงมันก็เป็นไปไม่ได้ ช่วยผมด้วยครับ [ช-ช]
สามปีที่แล้วผมรู้จักผู้ชายคนนึงเพราะไปวิ่งที่สวนสาธารณะใกล้หอแล้วเจอหน้ากันทุกวันน่ะครับ
ช่วงแรกแค่เห็นหน้าผ่านๆไม่ได้คุยอะไร แต่พอซักสามสี่เดือนเริ่มจะคุ้นเคยกัน
เนื่องจากเรามาวิ่งเวลาเดียวกันบ่อยๆ เริ่มทักทาย ชื่ออะไร เรียนคณะไหน จากนั้นเราก็เป็นเหมือนเพื่อนกันมาตลอดครับ
เขารู้ว่าผมเป็นเกย์ แต่ผมไม่ได้แสดงท่าทีที่เป็นลักษณะชู้สาวให้เขาเห็น เขาจึงไม่มีท่าทีรังเกียจ
นั่นจึงทำให้ผมกับเขาเข้ากันได้ คุยกันถูกคอ แม้ว่าไลฟ์สไตล์เขากับผมจะต่างกันอยู่บ้าง
เขามีความคิดแบบผู้ใหญ่ ทำอะไรจริงจัง หน้าหล่อดุแต่ใจดี แต่บางทีก็ดุ(กับผมอะนะ)
ซึ่งทำให้ผมชื่นชมและปลื้มเขาอยู่พอสมควร แต่มันมีคำว่าเพื่อน กับรสนิยมทางเพศกั้นอยู่ผมจึงไม่ได้คาดหวังอะไร
เราทั้งสองเริ่มแอดไลน์ เฟสบุ๊ก จึงทำให้ผมรู้ว่าเขาเป็นคนมีฐานะ และเป็นที่รู้จักในสังคมพอสมควร
ซึ่งตอนนั้นมันไม่เกิดปัญหาอะไรหรอกครับ เพราะยังเป็นเพื่อนกันอยู่
ใช่ว่าระหว่างนี้เขาจะไม่มีสาวที่ไหนนะครับ มีครับ และผมก็รับรู้ตลอด
เขาเล่าให้ฟังเองบ้าง ว่าคุยกับผู้หญิงคนไหน แล้วก็เอาโทรศัพท์ให้ผมดูแชทกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งเป็นลักษณะเป็นการจีบกัน
ถามว่าผมหึง หรือรู้สึกตะขิดตะขวงใจมั้ย? ตอบได้เลยว่าไม่ครับ
เพราะผมเป็นเกย์ เขาเป็นผู้ชาย ผมเลยไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะมาเป็นแฟน หรืออะไรที่มันมากกว่าเพื่อน ผมเผื่อใจไว้แล้ว
แต่ปีสองปีต่อมา เราเริ่มมีกิจวัตรร่วมกันมากกว่าการไปวิ่งที่สวนสาธาณะ
นัดกันข้าวถ้าวันไหนไม่มีเรียน เข้าวัดทำบุญในวันสำคัญทางศาสนา ดูหนังกันแค่สองคน
นานเข้าก็เป็นหนังรอบดึกโดยเขาจะมารับผมที่หอ
ค้างที่หอของผมบ้าง หอเขาบ้าง แต่ไม่ได้มีอะไรกันนะครับ แม้แต่จับมือหรือก่ายกันก็ยังไม่มี(ณ ตอนนั้นนะครับ)
การคุยกันจากที่เสี่ยวๆเหมือนเพื่อนธรรมดา มันเริ่มมีคำว่าคิดถึง
แล้วช่วงนึงมักจะมีถุงกับข้าวและกล้วยหอมแขวนไว้ที่หน้าประตูเกือบทุกวัน ภายหลังมารู้ว่าเป็นเขา
ยอมรับครับว่าตอนนั้นผมมีความสุขมาก มันเหมือนว่าเรามีแฟนทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาคิดเหมือนเรารึเปล่า
จนกระทั่งปีก่อน มันเริ่มมากกว่าเพื่อนจริงๆ และผมเริ่มจะมั่นใจว่าไม่ได้คิดไปเอง
วันนั้นผมไปค้างที่หอเขาครับ เพราะเขาบ่นๆว่าเครียด งานเยอะ อ่านหนังสือสอบ ผมเลยบอกว่าจะไปนอนคุยด้วย
(เขาเคยเปรยๆว่าผมคุยด้วยแล้วสบายใจดี ซึ่งผมดีใจมาก)
เราก็นั่งคุยนอนคุยไปเรื่ิอยๆขณะที่เขากำลังอ่านหนังสืออยู่ จนผมง่วงและเผลอหลับไป
ผมสะดุ้งตื่นเพราะรู้สึกอุ่นๆข้างแก้ม พอผมลืมตาก็เห็นว่าเขากำลังนอนข้างๆและหอมแก้มผมอยู่
ทั้งผมและเขาต่างก็ตกใจกันทั้งคู่ เขาขอโทษผม ผมยังจำที่เขาพูดได้อยู่เลย เขาบอกว่า
กำลังจะนอนเห็น
แต่ผมก็ยิ้มไม่ได้ว่าอะไร หลังจากนั้นเขาก็นอนกอดผม เราไม่ได้พูดอะไรกันอีกในคืนนั้น
ต่อมาตอนกำลังเดินเล่นด้วยกัน เขาเอ่ยปากขอคบ ผมตอบตกลงไปอย่างไม่ลังเล
หลังจากนั้นเราก็ทำตัวเหมือนแฟนกันมาตลอด กินข้าว ดูหนัง บอกฝันดี
เริ่มมีเพื่อนของผมและของเขาเห็นเราสองคนไปไหนมาไหนด้วยกัน รับรู้ว่าเราคบกันอยู่ก็แซวบ้างตามประสา
ซึ่งเขาก็ไม่มีท่าทางอายที่กำลังเดินข้างเกย์เลย
--คราวนี้มาเรื่องซีเรียสกันนะครับ
เพราะครอบครัวเขาเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคม เริ่มทำให้ผมกลัวว่าจะทำให้ครอบครัวเขาพังเพราะผมรึเปล่า
ผมเคยถามเขาถึงเรื่องนี้ เขาไม่ตอบ เลยทำให้ผมคิดมากไปอีก
แต่ท่าทีเขาไม่ได้เปลี่ยนไป ยังเหมือนเดิมกับที่เรารู้จักกัน
เราสองคนกำลังจะเรียนจบทั้งคู่ ผมเรียนจบก็ต้องหางานทำ ใช้ชีวิตในแบบตัวเอง
ส่วนเขา อนาคตไกลกว่านั้น พอเรียนจบเขาก็ต้องรับภาระต่อจากครอบครัวของเขา มีลูก มีภรรยาที่เหมาะกับคนอย่างเขา
นั่นคือเหตุผลที่ผมขอเลิกกับเขาเมื่อสี่เดือนที่แล้ว
...และเขาไม่ยอม...
เขารู้ว่าผมบอกเลิกเขาเพราะอะไร
ซึ่งเขาถามว่าจะให้เรื่องแบบนี้ทำให้เราเลิกกันเหรอ?
ผมก็ตอบว่าใช่
ซึ่งเหตุผลที่ผมพยายามบอกเขา ดูเหมือนเขาจะไม่ฟังผมเลย เขามองว่ามันเป็นเรื่องของคนอื่น
ทั้งที่มันเกี่ยวกับครอบครัวเขาทั้งนั้น
สุดท้ายเขาก็บอกว่าเราจะไม่เลิกกัน
สื่เดือนก่อนที่ผมบอกเลิกเขาจนทุกวันนี้
ผมหลบหน้าเขาทุกทาง ไม่ไปวิ่ง ตื่นเช้า กลับค่ำกว่าปกติ
แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนเดิมทุกวันคือจะมีกล้วยหอมแขวนไว้หน้าประตูเสมอ
มันทำให้ผมตัดใจจากเขาไม่ได้ซะทีแม้ว่าผมจะพยายามแค่ไหนก็ตาม
ผมอยากให้เขาไปจากผม ไปเจอผู้หญิงที่เหมาะกับเขา ไม่ใช่เกย์อย่างผม
ขอคำแนะนำด้วยครับผมพยายามมาสี่เดือนแล้วแต่มันไม่ช่วยอะไรเลยจริงๆ