วัดมหาธาตุ พระนครศรีอยุธยา จากคำพรรณนาของคณะทูตลังกา ที่เข้ามาติดต่อกรุงศรีอยุธยาเรื่องพระพุทธศาสนา เมื่อ ปี พ.ศ.๒๒๙๔

วัดมหาธาตุ พระนครศรีอยุธยา



      คัดบทความนี้มาจากส่วนหนึ่งของหนังสือจดหมายเหตุระวางทูตลังกาและสยามสมัยเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา ยังเป็นราชธานี ที่พรรณนา
ถึงวัดมหาธาตุ ของกรุงศรีอยุธยา ไว้ดังนี้
      ณ วัน อาทิตย์ ที่ ๒๑ เดือน กันยายน ปี พุทธศักราช ๒๒๙๔  ตามสุริยคติ
      เป็นเวลาเช้า ข้าราชการสยาม ๓ คน พาเรือมารับคณะทูตานุทูตไปยัง วัดมหาธาตุวราราม วัดนี้อยู่ที่ตำบลที่เรียกว่า หน้าพระธาตุ วัดนี้สร้างในที่ราบรื่น มีกำแพงล้อมทั้ง ๔ ด้าน นอกกำแพงมีคลองเป็นคู ตั้งแต่ท่าหน้าวัดด้านตะวันออก มีฉนวนหลังคา ๒ ชั้น ยืดยาวเข้าไปจนถึงประตูวัด เมื่อเข้าประตูวัด แลดูทั้ง ๔ ด้าน มีพระเจดีย์ปิดทอง ๘ องค์ ระวางพระเจดีย์ ตั้ง พระพุทธรูป และมีพระวิหารหลังคา ๒ ชั้น ๔ ทิศ ในพระวิหารมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่นั่งจรดเพดาน ภายในที่ซึ่งวิหารทั้ง ๔ ล้อม พระเจดีย์และพระวิหารอยู่นั้น ตรงศูนย์กลางเป็นองค์พระมหาธาตุ (พระปรางค์) ๕ ยอด มีบันไดขึ้นไปถึงซุ้มที่องค์พระมหาธาตุ ตรงชั้นบันลังก์ทั้ง ๔ มุม ปั้นรูปภาพต่างๆ ตั้งไว้ คือ รูปครุฑ รูปจตุโลกบาล รูปโทวาริกถือดาพ รูปราษสถือตระบองสั้น และรูปพิราวะยักษ์ถือตระบองยาวเป็นต้น ยอดพระมหาธาตุเป็นทองทั้งแท่ง (ยอดนพศูล กะไหล่ทอง หรือ หุ้มทอง) บันได (ที่ขึ้นไปถึงซุ้มนั้น) หลังพนักทั้ง ๒ ข้าง เป็นนาคราชตัวโตเท่าลำตาลเลื้อยลงมา ศรีษะแผ่พังพานประดับกระจกอยู่ที่เชิงบันได อ้าปากมีเขี้ยวใครเห็นก็น่าเป็นที่พรึงกลัว รอบฐานพระมหาธาตุยังมีรูปสัตว์ตั้งเรียงรายรอบไป เช่น รูปราชสีห์ รูปหมี รูปหงส์ รูปนกยุง รูปกินนร รูปโค รูปสุนัขป่า รูปกระบือ รูปมังกร และยังมีรูปโทวาริกถือดาพบ้าง ถือวิชนี บ้าง ถือจามรบ้าง ถือฉัตรบ้าง นอกจากนี้ยังมีภาพถือเครื่องพุทธบูชาต่างๆ อีกเป็นอันมาก (ที่หน้าบันซุ้มพระมหาธาตุ)ปั้นเป็นรูปพระพรหม พระสักร พระสุยามเทพ ล้วนปิดทองทั้งสิ้น ในพระวิหารด้านตะวันออก มีพระพุทธรูป นั่งหันพระพักตร์ไปทางพระมหาธาตุ และมีพระรูปพระอัครสาวกอยู่ทั้งสองข้าง ในวิหารนี้มีพระพุทธรูปทรงบาตรด้วยอีก ๑ องค์ อีกวิหารหนึ่งต้องขึ้นบันไดอีกหลายขั้น ในวิหารนั้นมีพระพุทธรูปอีกหลายองค์ และมีรอยพระพุทธบาทจำลอง ๒ รอย
      พระวิหารด้านตะวันตกมีพระพุทธรูปอีก ๓ องค์ (อีกวิหารหนึ่ง) มีพระพุทธรูปปางเสด็จทรงสีหไสยาศน์ในพระคันธกุฎี มีรูปพระอานนท์นั่งถือเชิงเทียนทองด้วยพระหัตถ์ขวา ฝาผนังเขียนเรื่องมหาเวสสันดรชาดกและเรื่องปฐมสมโพธิ์ รูปภาพที่เขียนล้วนปิดทองทั้งนั้น
นอกกำแพงบริเวณพระวิหารที่กล่าวมาแล้ว มีธรรมศาลาหลายหลัง ข้างด้านตะวันตกเป็นพระตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (ตัวตำหนักก็ดี) หอเสวยก็ดี ตำหนักที่ทรงแสดงธรรมก็ดี ล้วนสลักลวดลายปิดทอง ที่ในตำหนักหลังหนึ่ง ผูกเพดานและม่านปักทองพื้นปูพรม มีขวดปักดอกไม้ตั้งเรียงรายกันเป็นแถว เพดานตำหนักแขวนอัจกลับ ในตำหนักนี้มีบันลังก์ตั้ง ๒ ข้าง บนบันลังก์นั้นตั้งพัดยศสำหรับตำแหน่ง (สมเด็จพระสังฆราช) อย่างละเล่ม พัดทั้ง ๒ เล่มนี้ ด้ามทำด้วยงา (ส่วนตัวพัดเล่ม ๑) เป็นพัดสานด้วยงาที่เลื่อยจักเป็นเส้นละเอียด (อีกเล่ม๑) เป็นพื้นกำมะหยี่แดง ปักลวดลายด้วยทองและเงิน ภายในม่าน ๒ ไข อันปักด้วยทอง ตั้งพระแท่นสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระสังฆราชทรงประทับอยู่บนพระแท่นนั้น พระหัตถ์ขวาถือพัดขนนกบังพระพักตร์อยู่ หน้าพระแท่นลงมา มีพระฐานานุกรมยืนเฝ้าอยู่ข้างละองค์ สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีรับสั่งให้เบิกทูตานุทูตเข้าไปเฝ้า เมื่อพวกทูตานุทูตเข้าไปถวายนมัสการ และ ถวายเครื่องบรรณาการแล้ว มีผู้ยกพานหมากขึ้นมาตั้งเลี้ยงดูพวกทูตานุทูต ส่วนสมเด็จพระสังฆราชนั้น มีรับสั่งให้อนุโมทนาการที่พวกทูตานุทูตทั้งหลายมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัย สู้อุตสาห์ทนความลำบาก ฝ่าคลื่นฝืนลมทนความอันตรายต่างๆ เข้ามาเพื่อกิจที่จะทนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนาให้ถาวรวัฒนาการและดำรัสว่าจะจัดคณะสงฆ์ออกไปกับพวกทูต เพื่อจะได้ให้อุปสมบทแก่ชาวสิงหฬในลังกาทวีปตามประสงค์
ในบริเวณรอบตำหนักสมเด็จพระสังฆราช มีกุฎีภิกษุสามเณรต่อไปเป็นอันมาก มีทั้งที่พัก อุบาสก อุบาสิกา และที่พักของพวกข้าพระโยมสงฆ์ ซึ่งมากระทำการอุปฐากทุกๆ วัน เมื่อเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชแล้ว เจ้าพนักงานจึงพาเหล่าพวกทูตานุทูต กลับไปส่งถึงที่พักในเวลาเย็นวันนั้น
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่