🙏✨ครบ ๗๑ ปี ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ปรากฏหลวงพ่อทองคำ✨🙏
พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร (หลวงพ่อทองคำ)
วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร
🙏หลวงพ่อทองคำ (พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร) วัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร มรดกพุทธศิลป์ทองคำอันล้ำค่า ใหญ่ที่สุดในโลกคู่แผ่นดินไทย
ในย่านเยาวราชอันคึกคักของกรุงเทพมหานคร ยังคงมีความสงบศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ ณ วัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร สถานที่ประดิษฐาน
“หลวงพ่อทองคำ” พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ศิลปกรรมล้ำค่าที่สะท้อนภูมิปัญญาช่างไทยและบารมีแห่งพระพุทธศาสนาอย่างวิจิตรเหนือกาลเวลา หลวงพ่อทองคำเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย อายุกว่า 700 ปี หล่อจากทองคำบริสุทธิ์ทั้งองค์ หน้าตักกว้างกว่า 3 เมตร น้ำหนักถึง 5.5 ตัน จนได้รับการบันทึกลงใน Guinness World Records ปี ค.ศ. 1991 ให้เป็น
พระพุทธรูปทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นหนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ผู้คนให้ความเคารพสักการะไม่เสื่อมคลาย เรื่องราวการค้นพบองค์พระทองคำยิ่งเพิ่มมนต์ขลังให้สถานที่แห่งนี้ เพราะอดีตหลวงพ่อถูกพอกปูนปิดทับเพื่อป้องกันภัยสงคราม จนวันหนึ่งปูนเกิดแตกเผยให้เห็นเนื้อทองคำบริสุทธิ์ภายในราวกับ
“มหาสมบัติแห่งธรรม” ที่ตื่นขึ้นกลางกรุง
การมาเยือนวัดไตรมิตรไม่เพียงเพื่อกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังเป็นการสัมผัสประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณแห่งพุทธศิลป์ไทยที่ยืนยง วัดแห่งนี้คือรากแห่งศรัทธา และหลวงพ่อทองคำคือประกายทองคำที่ส่องสว่างใจผู้มาเยือนไม่รู้ดับสูญ
ที่มาข้อมูล facebook : เที่ยววัด

พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร
หลวงพ่อทองคำสุโขทัยไตรมิตร
วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร (วัดสามจีน)
๏ หลวงพ่อทองคำ สร้างขึ้นสมัยกรุงสุโขทัย เป็นสมบัติของชาติ มรดกของแผ่นดิน พุทธศิลป์สุโขทัย พุทธลักษณะงามวิเศษ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระคู่บ้านคู่เมือง หลวงพ่อทองคำสุโขทัยไตรมิตร ๚ะ๛
🙏✨
ประวัติ หลวงพ่อทองคำ 🙏✨
ชื่อ
พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร
ชื่อสามัญ
หลวงพ่อทองคำสุโขทัยไตรมิตร
ชื่อที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า
หลวงพ่อทองคำ
เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย
ประดิษฐานที่ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร
แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร
……จากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญ เป็นที่ยอมรับกันว่าพระพุทธรูปทองคำองค์นี้งดงามอย่างหาที่ติไม่ได้ พุทธลักษณะสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงสุโขทัย และผู้ที่สร้างพระพุทธรูปทองคำขนาดนี้ได้ ก็ต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคทีเดียว แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง นอกจากสันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็นพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เพราะเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของกรุงสุโขทัย และโปรดให้สร้างพิหารหลวงขึ้นกลางกรุงสุโขทัยเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญต่างๆ ซึ่งหลักศิลาจารึกก็กล่าวไว้ว่า……
“.…..กลางกรุงสุโขทัยนี้มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารส มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันงาม…...”
_____________________
ขนาดความกว้าง ๖ ศอก ๕ นิ้ว (๓.๑๐ เมตร)
ขนาดความสูง ๗ ศอก ๑ คืบ ๙ นิ้ว (๓.๙๔ เมตร)
วัสดุทองคำแท้ น้ำหนัก ๕.๕ ตัน (๕,๕๐๐ กิโลกรัม)
เป็นพระพุทธรูปทองคำแท้ในสมัยกรุงสุโขทัย
สามารถแยกออกจากกันได้ ๙ ส่วน
คือ พระเศียร ๑ ส่วน พระองค์ ๑ ส่วน
พระพาหาข้างละ ๓ ส่วน
และพระเพลาอีก ๑ ส่วน
นอกจากนี้ยังมีพระเกตุมาลาซึ่งแยกไว้ต่างหาก
แต่โบราณกาลมา
ชาวพุทธไม่ได้มองพระพุทธรูปเป็นแค่วัตถุ
แต่เป็นสิ่งที่มีความสำคัญทางจิตใจ
เมื่อเห็นว่าพระพุทธรูปองค์ใด
เสี่ยงต่อมนุษย์ใจบาป
โดยเฉพาะพระพุทธรูปที่สร้างจากวัตถุมีค่า
เช่น ทองคำ ก็จะเอาปูนโบกปิดซ่อนไว้
ให้ดูเป็นของไม่มีราคา
แต่ก็มีค่าทางจิตใจเหมือนเดิม เพราะเป็นการเห็นด้วยปัญญา ด้วยใจ ไม่ใช่เห็นแค่ตา แต่เมื่อคนที่ซ่อนไว้ตายไปไม่มีใครรู้เห็น พระพุทธรูปที่ถูกซ่อนจึงเป็นความลับอยู่ตลอด จนกว่าจะถูกพบโดยบังเอิญ ซึ่งก็มีการพบแล้วหลายองค์ และที่ยังไม่พบก็คงมีอยู่ไม่น้อย
พระพุทธรูปที่ถูกซ่อนไว้และถูกค้นพบเป็นข่าวเกรียวกราวที่สุดในยุคนี้ คงไม่มีองค์ไหนที่สร้างความตื่นเต้นได้เท่า
พระพุทธรูปทองคำวัดไตรมิตรวิทยาราม ซึ่งพบเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๘ จากนั้นก็ค้นพบพระพุทธรูปทองคำแบบนี้อีกหลายองค์ แต่พระพุทธรูปทองคำวัดไตรมิตรเป็นองค์ใหญ่ที่สุด หนักถึง ๕ ตัน และเป็นทองคำบริสุทธิ์ที่สุด จนกินเนสบุ๊คต้องบันทึก
ตามประวัติที่สำนักนายกรัฐมนตรีพิมพ์แจกในงานทอดกฐินพระราชทาน ณ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๑๔ กล่าวไว้ว่า
“เดิมพระพุทธรูปทององค์นี้ ประดิษฐานอยู่ที่พระวิหารหลวง วัดมหาธาตุ กรุงสุโขทัย แต่แล้วหายสาบสูญไปเพราะมีผู้เอาปูนปั้นหุ้มไว้ ต้นเหตุของการเอาปูนหุ้มสันนิษฐานได้ ๓ ประการ ประการที่ ๑ หุ้มตั้งแต่สมเด็จพระบรมราชาธิราช (ขุนหลวงพะงั่ว) เสด็จขึ้นไปตีอาณาจักรสุโขทัย ชาวสุโขทัยกลัวจะอัญเชิญพระพุทธรูปทองคำลงมา จึงปั้นปูนหุ้มไว้ ประการที่ ๒ หุ้มเพราะครั้งนั้นข้าศึกจะมาทำลายหรือเอาไฟสำรอกเอาทองออก ครั้งกรุงศรีอยุธยาแตกเมื่อพุทธศักราช ๒๓๑๐ เพราะครั้งนั้นข้าศึกได้เอาไฟเที่ยวสุมสำรอกเอาทองคำเสียอเนกอนันต์ เช่นพระพุทธศรีสรรเพชญ์ ก็ถูกข้าศึกเอาไฟสุมละลายลงมาทั้งองค์ ประการที่ ๓ ขุนนางผู้ใหญ่คนใดคนหนึ่งคงจะขึ้นไปพบเห็นเข้า เมื่อปรากฏว่ามีพระพุทธลักษณะงดงามมาก ก็ใคร่จะอัญเชิญมาประทับประดิษฐานที่วัดแห่งสกุลของตน หรือครั้งนั้นอาจไม่ทราบว่าเป็นพระพุทธรูปทองก็ได้ เพราะเอาปูนปั้นหุ้มไว้หนามาก แต่อย่างไรก็ตาม ปรากฏหลักฐานว่า เท่าที่อยู่วัดโชตินาราม (วัดพระยาไกร) นั้น คงมาเมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยแผ่นดินของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ นี่เอง”
________________________
วัดโชตินาราม หรือ
วัดพระยาไกร เป็นวัดที่พระยาไกรโกษา (บุญมา) กรมพระคลังวังหน้า ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว สร้างมาตั้งแต่ยังเป็น พระยาโชฎึกราชเศรษฐี ในสมัยแผ่นดินของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แต่เมื่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ ย่านบางคอแหลมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นทำเลที่บริษัทฝรั่งเข้ามาเช่าทำท่าเรือกันมาก วัดพระยาไกรก็เลยถูกบุกรุกแคบลงทุกทีจนกลายเป็นวัดร้าง
บริษัทอิสเอเชียติก จำกัด ได้ขอเช่าเป็นที่ทำการของบริษัท เมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็ได้รื้อถอนเสนาสนะสงฆ์ที่หักพังจนหมดสิ้น เหลือเพียงพระอุโบสถที่มีพระพุทธรูปปูนปั้นและพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่เท่ากันเพียง ๒ องค์ ซึ่งยากต่อการขนย้าย ส่วนพระขนาดย่อมถูกอัญเชิญไปไว้ตามวัดต่างๆหมดแล้ว ในปี ๒๔๗๘ ทางคณะสงฆ์จึงมีเถระบัญชาให้วัดไตรมิตรวิทยาราม กับวัดไผ่เงินโชตนาราม ไปอัญเชิญพระพุทธรูป ๒ องค์นี้ไปเก็บรักษาไว้ ทางวัดไผ่เงินโชตนารามไปก่อน จึงเชิญพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ซึ่งอยู่ด้านหน้าไป วัดไตรมิตรจึงอัญเชิญพระพุทธรูปปูนปั้นที่เหลืออยู่มา
ความใหญ่โตขององค์พระเมื่ออัญเชิญขึ้นประทับบนรถบรรทุกที่บริษัทอิสเอเชียติกส่งมาช่วยขนย้ายนั้น ปรากฏว่าองค์พระยิ่งสูงขึ้นไปมาก ต้องคอยเอาไม้ค้ำสายไฟ สายโทรศัพท์ และสายไฟรถรางให้พ้นพระเกตุมาลามาตลอดทางจนถึงวัดไตรมิตร ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำ ส่วนโบสถ์วิหารของวัดไตรมิตรก็เก่าเต็มทนใกล้พังเต็มที บริเวณวัดมีสภาพเป็นที่ลุ่ม มีสระคูคลอง น้ำท่วมขังเกือบทั่วบริเวณวัด ยังหาที่เหมาะสมให้ไม่ได้
จึงสร้างแค่เพิงสังกะสีกันแดดกันฝนให้อยู่ข้างพระเจดีย์หน้าโบสถ์ไปก่อน แล้วบอกกล่าวทั่วไปว่าใครอยากได้ก็จะยกให้ มีหลายวัดต้องการนำไปเป็นพระประธาน แต่ก็ขาดแคลนพาหนะที่จะขนไปได้ บางรายก็ติดขัดที่เส้นทางรถเข้าไม่ถึง จนรายสุดท้ายขอไปเป็นพระประธานที่วัดบ้านบึงบวรสถิตย์ ชลบุรี แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ ว่าไม่งามสมกับที่จะเป็นพระประธาน
จนในปี ๒๔๙๘ มีการเตรียมงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษในปี ๒๕๐๐ วัดไตรมิตรเกิดความสงสารพระพุทธรูปที่ไม่มีใครเหลียวแล จึงสร้างวิหารให้เป็นที่ประดิษฐาน แต่ขณะขนย้ายเข้าวิหารในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๔๙๘ เชือกที่สอดใต้องค์พระขึ้นเกี่ยวกับกว้านยก ทานน้ำหนักไม่ได้เกิดขาด ทำให้องค์พระหล่นลงกระแทกพื้นคอนกรีต ปูนที่พอกกะเทาะออก เห็นเนื้อในเป็นทองคำสุกปลั่ง จึงจัดการกะเทาะออกทั้งองค์ พบว่าไม่มีรอยบุบสลาย แต่ก็เก็บเป็นความลับไว้ จนมาเป็นข่าวเกรียวกราวในปลายปี ๒๔๙๙
จากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญ เป็นที่ยอมรับกันว่าพระพุทธรูปทองคำองค์นี้งดงามอย่างหาที่ติไม่ได้ พุทธลักษณะสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงสุโขทัย และผู้ที่สร้างพระพุทธรูปทองคำขนาดนี้ได้ก็ต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคทีเดียว แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง นอกจากสันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็นพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เพราะเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของกรุงสุโขทัย และโปรดให้สร้างพิหารหลวงขึ้นกลางกรุงสุโขทัยเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญต่างๆ ซึ่งหลักศิลาจารึกก็กล่าวไว้ว่า
“...กลางกรุงสุโขทัยนี้มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารส มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันงาม...”
พระพุทธรูปองค์นี้หน้าตักกว้าง ๓.๑๐ เมตร สูงจากฐานถึงยอดพระเกตุมาลา ๓.๙๔ เมตร ถอดออกได้เป็น ๙ ชิ้น มีความบริสุทธิ์ของเนื้อทองจากฐานขององค์พระ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เรื่อยขึ้นไปถึงพระพักตร์มีความบริสุทธิ์ของทอง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนยอดเป็นทองคำเนื้อแท้ ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์ และมีน้ำหนักเฉพาะส่วนยอดนี้ ๔๕ กิโลกรัม
ใน พ.ศ.๒๕๓๓ กินเนสบุ๊คได้บันทึกไว้ว่า
พระพุทธรูปทองคำวัดไตรมิตร เป็นพระพุทธรูปทองคำใหญ่ที่สุดในโลก และตีราคาไว้ ๒๘.๕ ล้านปอนด์ เมื่อเทียบกับราคาทองคำในปัจจุบันคงต้องเปลี่ยนตัวเลขนี้อีกมาก
ใน พ.ศ.๒๕๓๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานนามพระพุทธรูปทองคำของวัดไตรมิตรนี้ มีนามทางราชการว่า
“พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร” เพื่อเป็นสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒน์มงคลสืบไป
ใน พ.ศ. ๒๕๔๙ วัดไตรมิตรวิทยารามเห็นว่าวิหารหลังเก่าของหลวงพ่อทองคำซึ่งสร้างมาแต่ พ.ศ.๒๔๙๘ อยู่ในสภาพทรุดโทรมและคับแคบ ไม่สะดวกแก่การรับนักท่องเที่ยวหลายชาติหลายศาสนาที่มาชม และเป็นโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ ๖๐ ปี และเจริญพระชนมายุ ๘๐ พรรษาใน พ.ศ. ๒๕๕๐
จึงได้จัดโครงการสร้างมหามณฑปหลังใหญ่เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร โดยมีประชาคมนักธุรกิจเขตสัมพันธวงศ์ ชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนร่วมสมทบ มีงบประมาณการก่อสร้าง ๑,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลตั้งงบประมาณสนับสนุน ๒๕๐ ล้านบาท เริ่มลงมือก่อสร้างมาตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๔๙ เป็นอาคารหินอ่อนทรงไทย ๓ ชั้น ปิดทองในส่วนที่เป็นลวดลาย และเนื่องจากมีพื้นที่ก่อสร้างแคบ จึงเป็นอาคารทรงสูง ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับศาสนสถานอื่นๆ ชั้นบนสุดเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อทองคำ อีก ๒ ชั้นเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนบอกเล่าความเป็นมาของย่านเยาวราช ณ วัดไตรมิตรวิทยาราม แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร
🙏✨ครบ ๗๑ ปี ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ปรากฏหลวงพ่อทองคำ🙏✨พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร (หลวงพ่อทองคำ) วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร
🙏✨ครบ ๗๑ ปี ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ปรากฏหลวงพ่อทองคำ✨🙏
พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร (หลวงพ่อทองคำ)
วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร
🙏หลวงพ่อทองคำ (พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร) วัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร มรดกพุทธศิลป์ทองคำอันล้ำค่า ใหญ่ที่สุดในโลกคู่แผ่นดินไทย
ในย่านเยาวราชอันคึกคักของกรุงเทพมหานคร ยังคงมีความสงบศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ ณ วัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร สถานที่ประดิษฐาน “หลวงพ่อทองคำ” พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ศิลปกรรมล้ำค่าที่สะท้อนภูมิปัญญาช่างไทยและบารมีแห่งพระพุทธศาสนาอย่างวิจิตรเหนือกาลเวลา หลวงพ่อทองคำเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย อายุกว่า 700 ปี หล่อจากทองคำบริสุทธิ์ทั้งองค์ หน้าตักกว้างกว่า 3 เมตร น้ำหนักถึง 5.5 ตัน จนได้รับการบันทึกลงใน Guinness World Records ปี ค.ศ. 1991 ให้เป็น พระพุทธรูปทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นหนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ผู้คนให้ความเคารพสักการะไม่เสื่อมคลาย เรื่องราวการค้นพบองค์พระทองคำยิ่งเพิ่มมนต์ขลังให้สถานที่แห่งนี้ เพราะอดีตหลวงพ่อถูกพอกปูนปิดทับเพื่อป้องกันภัยสงคราม จนวันหนึ่งปูนเกิดแตกเผยให้เห็นเนื้อทองคำบริสุทธิ์ภายในราวกับ “มหาสมบัติแห่งธรรม” ที่ตื่นขึ้นกลางกรุง
การมาเยือนวัดไตรมิตรไม่เพียงเพื่อกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังเป็นการสัมผัสประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณแห่งพุทธศิลป์ไทยที่ยืนยง วัดแห่งนี้คือรากแห่งศรัทธา และหลวงพ่อทองคำคือประกายทองคำที่ส่องสว่างใจผู้มาเยือนไม่รู้ดับสูญ
พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร
หลวงพ่อทองคำสุโขทัยไตรมิตร
วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร (วัดสามจีน)
๏ หลวงพ่อทองคำ สร้างขึ้นสมัยกรุงสุโขทัย เป็นสมบัติของชาติ มรดกของแผ่นดิน พุทธศิลป์สุโขทัย พุทธลักษณะงามวิเศษ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระคู่บ้านคู่เมือง หลวงพ่อทองคำสุโขทัยไตรมิตร ๚ะ๛
🙏✨ ประวัติ หลวงพ่อทองคำ 🙏✨
ชื่อ พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร
ชื่อสามัญ หลวงพ่อทองคำสุโขทัยไตรมิตร
ชื่อที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า หลวงพ่อทองคำ
เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย
ประดิษฐานที่ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร
แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร
……จากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญ เป็นที่ยอมรับกันว่าพระพุทธรูปทองคำองค์นี้งดงามอย่างหาที่ติไม่ได้ พุทธลักษณะสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงสุโขทัย และผู้ที่สร้างพระพุทธรูปทองคำขนาดนี้ได้ ก็ต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคทีเดียว แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง นอกจากสันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็นพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เพราะเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของกรุงสุโขทัย และโปรดให้สร้างพิหารหลวงขึ้นกลางกรุงสุโขทัยเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญต่างๆ ซึ่งหลักศิลาจารึกก็กล่าวไว้ว่า……
“.…..กลางกรุงสุโขทัยนี้มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารส มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันงาม…...”
_____________________
ขนาดความกว้าง ๖ ศอก ๕ นิ้ว (๓.๑๐ เมตร)
ขนาดความสูง ๗ ศอก ๑ คืบ ๙ นิ้ว (๓.๙๔ เมตร)
วัสดุทองคำแท้ น้ำหนัก ๕.๕ ตัน (๕,๕๐๐ กิโลกรัม)
เป็นพระพุทธรูปทองคำแท้ในสมัยกรุงสุโขทัย
สามารถแยกออกจากกันได้ ๙ ส่วน
คือ พระเศียร ๑ ส่วน พระองค์ ๑ ส่วน
พระพาหาข้างละ ๓ ส่วน
และพระเพลาอีก ๑ ส่วน
นอกจากนี้ยังมีพระเกตุมาลาซึ่งแยกไว้ต่างหาก
แต่โบราณกาลมา
ชาวพุทธไม่ได้มองพระพุทธรูปเป็นแค่วัตถุ
แต่เป็นสิ่งที่มีความสำคัญทางจิตใจ
เมื่อเห็นว่าพระพุทธรูปองค์ใด
เสี่ยงต่อมนุษย์ใจบาป
โดยเฉพาะพระพุทธรูปที่สร้างจากวัตถุมีค่า
เช่น ทองคำ ก็จะเอาปูนโบกปิดซ่อนไว้
ให้ดูเป็นของไม่มีราคา
แต่ก็มีค่าทางจิตใจเหมือนเดิม เพราะเป็นการเห็นด้วยปัญญา ด้วยใจ ไม่ใช่เห็นแค่ตา แต่เมื่อคนที่ซ่อนไว้ตายไปไม่มีใครรู้เห็น พระพุทธรูปที่ถูกซ่อนจึงเป็นความลับอยู่ตลอด จนกว่าจะถูกพบโดยบังเอิญ ซึ่งก็มีการพบแล้วหลายองค์ และที่ยังไม่พบก็คงมีอยู่ไม่น้อย
พระพุทธรูปที่ถูกซ่อนไว้และถูกค้นพบเป็นข่าวเกรียวกราวที่สุดในยุคนี้ คงไม่มีองค์ไหนที่สร้างความตื่นเต้นได้เท่า พระพุทธรูปทองคำวัดไตรมิตรวิทยาราม ซึ่งพบเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๘ จากนั้นก็ค้นพบพระพุทธรูปทองคำแบบนี้อีกหลายองค์ แต่พระพุทธรูปทองคำวัดไตรมิตรเป็นองค์ใหญ่ที่สุด หนักถึง ๕ ตัน และเป็นทองคำบริสุทธิ์ที่สุด จนกินเนสบุ๊คต้องบันทึก
ตามประวัติที่สำนักนายกรัฐมนตรีพิมพ์แจกในงานทอดกฐินพระราชทาน ณ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๑๔ กล่าวไว้ว่า
“เดิมพระพุทธรูปทององค์นี้ ประดิษฐานอยู่ที่พระวิหารหลวง วัดมหาธาตุ กรุงสุโขทัย แต่แล้วหายสาบสูญไปเพราะมีผู้เอาปูนปั้นหุ้มไว้ ต้นเหตุของการเอาปูนหุ้มสันนิษฐานได้ ๓ ประการ ประการที่ ๑ หุ้มตั้งแต่สมเด็จพระบรมราชาธิราช (ขุนหลวงพะงั่ว) เสด็จขึ้นไปตีอาณาจักรสุโขทัย ชาวสุโขทัยกลัวจะอัญเชิญพระพุทธรูปทองคำลงมา จึงปั้นปูนหุ้มไว้ ประการที่ ๒ หุ้มเพราะครั้งนั้นข้าศึกจะมาทำลายหรือเอาไฟสำรอกเอาทองออก ครั้งกรุงศรีอยุธยาแตกเมื่อพุทธศักราช ๒๓๑๐ เพราะครั้งนั้นข้าศึกได้เอาไฟเที่ยวสุมสำรอกเอาทองคำเสียอเนกอนันต์ เช่นพระพุทธศรีสรรเพชญ์ ก็ถูกข้าศึกเอาไฟสุมละลายลงมาทั้งองค์ ประการที่ ๓ ขุนนางผู้ใหญ่คนใดคนหนึ่งคงจะขึ้นไปพบเห็นเข้า เมื่อปรากฏว่ามีพระพุทธลักษณะงดงามมาก ก็ใคร่จะอัญเชิญมาประทับประดิษฐานที่วัดแห่งสกุลของตน หรือครั้งนั้นอาจไม่ทราบว่าเป็นพระพุทธรูปทองก็ได้ เพราะเอาปูนปั้นหุ้มไว้หนามาก แต่อย่างไรก็ตาม ปรากฏหลักฐานว่า เท่าที่อยู่วัดโชตินาราม (วัดพระยาไกร) นั้น คงมาเมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยแผ่นดินของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ นี่เอง”
________________________
วัดโชตินาราม หรือ วัดพระยาไกร เป็นวัดที่พระยาไกรโกษา (บุญมา) กรมพระคลังวังหน้า ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว สร้างมาตั้งแต่ยังเป็น พระยาโชฎึกราชเศรษฐี ในสมัยแผ่นดินของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แต่เมื่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ ย่านบางคอแหลมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นทำเลที่บริษัทฝรั่งเข้ามาเช่าทำท่าเรือกันมาก วัดพระยาไกรก็เลยถูกบุกรุกแคบลงทุกทีจนกลายเป็นวัดร้าง
บริษัทอิสเอเชียติก จำกัด ได้ขอเช่าเป็นที่ทำการของบริษัท เมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็ได้รื้อถอนเสนาสนะสงฆ์ที่หักพังจนหมดสิ้น เหลือเพียงพระอุโบสถที่มีพระพุทธรูปปูนปั้นและพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่เท่ากันเพียง ๒ องค์ ซึ่งยากต่อการขนย้าย ส่วนพระขนาดย่อมถูกอัญเชิญไปไว้ตามวัดต่างๆหมดแล้ว ในปี ๒๔๗๘ ทางคณะสงฆ์จึงมีเถระบัญชาให้วัดไตรมิตรวิทยาราม กับวัดไผ่เงินโชตนาราม ไปอัญเชิญพระพุทธรูป ๒ องค์นี้ไปเก็บรักษาไว้ ทางวัดไผ่เงินโชตนารามไปก่อน จึงเชิญพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ซึ่งอยู่ด้านหน้าไป วัดไตรมิตรจึงอัญเชิญพระพุทธรูปปูนปั้นที่เหลืออยู่มา
ความใหญ่โตขององค์พระเมื่ออัญเชิญขึ้นประทับบนรถบรรทุกที่บริษัทอิสเอเชียติกส่งมาช่วยขนย้ายนั้น ปรากฏว่าองค์พระยิ่งสูงขึ้นไปมาก ต้องคอยเอาไม้ค้ำสายไฟ สายโทรศัพท์ และสายไฟรถรางให้พ้นพระเกตุมาลามาตลอดทางจนถึงวัดไตรมิตร ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำ ส่วนโบสถ์วิหารของวัดไตรมิตรก็เก่าเต็มทนใกล้พังเต็มที บริเวณวัดมีสภาพเป็นที่ลุ่ม มีสระคูคลอง น้ำท่วมขังเกือบทั่วบริเวณวัด ยังหาที่เหมาะสมให้ไม่ได้
จึงสร้างแค่เพิงสังกะสีกันแดดกันฝนให้อยู่ข้างพระเจดีย์หน้าโบสถ์ไปก่อน แล้วบอกกล่าวทั่วไปว่าใครอยากได้ก็จะยกให้ มีหลายวัดต้องการนำไปเป็นพระประธาน แต่ก็ขาดแคลนพาหนะที่จะขนไปได้ บางรายก็ติดขัดที่เส้นทางรถเข้าไม่ถึง จนรายสุดท้ายขอไปเป็นพระประธานที่วัดบ้านบึงบวรสถิตย์ ชลบุรี แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ ว่าไม่งามสมกับที่จะเป็นพระประธาน
จนในปี ๒๔๙๘ มีการเตรียมงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษในปี ๒๕๐๐ วัดไตรมิตรเกิดความสงสารพระพุทธรูปที่ไม่มีใครเหลียวแล จึงสร้างวิหารให้เป็นที่ประดิษฐาน แต่ขณะขนย้ายเข้าวิหารในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๔๙๘ เชือกที่สอดใต้องค์พระขึ้นเกี่ยวกับกว้านยก ทานน้ำหนักไม่ได้เกิดขาด ทำให้องค์พระหล่นลงกระแทกพื้นคอนกรีต ปูนที่พอกกะเทาะออก เห็นเนื้อในเป็นทองคำสุกปลั่ง จึงจัดการกะเทาะออกทั้งองค์ พบว่าไม่มีรอยบุบสลาย แต่ก็เก็บเป็นความลับไว้ จนมาเป็นข่าวเกรียวกราวในปลายปี ๒๔๙๙
จากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญ เป็นที่ยอมรับกันว่าพระพุทธรูปทองคำองค์นี้งดงามอย่างหาที่ติไม่ได้ พุทธลักษณะสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงสุโขทัย และผู้ที่สร้างพระพุทธรูปทองคำขนาดนี้ได้ก็ต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคทีเดียว แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง นอกจากสันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็นพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เพราะเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของกรุงสุโขทัย และโปรดให้สร้างพิหารหลวงขึ้นกลางกรุงสุโขทัยเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญต่างๆ ซึ่งหลักศิลาจารึกก็กล่าวไว้ว่า
“...กลางกรุงสุโขทัยนี้มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารส มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันงาม...”
พระพุทธรูปองค์นี้หน้าตักกว้าง ๓.๑๐ เมตร สูงจากฐานถึงยอดพระเกตุมาลา ๓.๙๔ เมตร ถอดออกได้เป็น ๙ ชิ้น มีความบริสุทธิ์ของเนื้อทองจากฐานขององค์พระ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เรื่อยขึ้นไปถึงพระพักตร์มีความบริสุทธิ์ของทอง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนยอดเป็นทองคำเนื้อแท้ ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์ และมีน้ำหนักเฉพาะส่วนยอดนี้ ๔๕ กิโลกรัม
ใน พ.ศ.๒๕๓๓ กินเนสบุ๊คได้บันทึกไว้ว่า พระพุทธรูปทองคำวัดไตรมิตร เป็นพระพุทธรูปทองคำใหญ่ที่สุดในโลก และตีราคาไว้ ๒๘.๕ ล้านปอนด์ เมื่อเทียบกับราคาทองคำในปัจจุบันคงต้องเปลี่ยนตัวเลขนี้อีกมาก
ใน พ.ศ.๒๕๓๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานนามพระพุทธรูปทองคำของวัดไตรมิตรนี้ มีนามทางราชการว่า “พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร” เพื่อเป็นสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒน์มงคลสืบไป
ใน พ.ศ. ๒๕๔๙ วัดไตรมิตรวิทยารามเห็นว่าวิหารหลังเก่าของหลวงพ่อทองคำซึ่งสร้างมาแต่ พ.ศ.๒๔๙๘ อยู่ในสภาพทรุดโทรมและคับแคบ ไม่สะดวกแก่การรับนักท่องเที่ยวหลายชาติหลายศาสนาที่มาชม และเป็นโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ ๖๐ ปี และเจริญพระชนมายุ ๘๐ พรรษาใน พ.ศ. ๒๕๕๐
จึงได้จัดโครงการสร้างมหามณฑปหลังใหญ่เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร โดยมีประชาคมนักธุรกิจเขตสัมพันธวงศ์ ชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนร่วมสมทบ มีงบประมาณการก่อสร้าง ๑,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลตั้งงบประมาณสนับสนุน ๒๕๐ ล้านบาท เริ่มลงมือก่อสร้างมาตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๔๙ เป็นอาคารหินอ่อนทรงไทย ๓ ชั้น ปิดทองในส่วนที่เป็นลวดลาย และเนื่องจากมีพื้นที่ก่อสร้างแคบ จึงเป็นอาคารทรงสูง ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับศาสนสถานอื่นๆ ชั้นบนสุดเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อทองคำ อีก ๒ ชั้นเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนบอกเล่าความเป็นมาของย่านเยาวราช ณ วัดไตรมิตรวิทยาราม แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร