เรากับแฟนคบกันมาเข้าปีที่7 อายุเข้า31แล้วค่ะ เรื่องสถานะทางครอบครัว การงาน สิ่งแวดล้อมเรากับเค้าค่อนข้างแตกต่างกันมาก
เราจบป.ตรี ครอบครัวพอมีจะกินไม่เคยลำบาก ส่วนเค้าไม่จบ ทำงานรับจ้างทั่วไป ส่วนการใช้ชีวิตจะตรงกันบางเรื่องเช่น ไม่ติดเพื่อน ไม่ติดเที่ยว ไม่ติดเหล้า บุหรี่ ชอบอยู่กับบ้าน // ครอบครัวเรา อบอุ่น พ่อแม่มียศราชการ//ครอบครัวเค้า พ่อแม่ไม่เคยสนใจ เหมือนต่างคนต่างอยู่ (ตอนนี้เค้ามาอาศัยอยู่กับเราค่ะ)
.
ซึ่งเราสองคนแตกต่างกันมาก จะบอกว่าเราตาบอดหรือใช้ความรู้สึกล้วนๆในการเลือกคบเขาก็ได้ค่ะ เพราะตอนนั้นเขาก็คงมีพื้นฐานเป็นคนดี และเราคิดว่าคิดว่าเค้าคงรักเราและเราก็รักเค้า (ตอนนี้พ่อแม่เราก็รับรู้ และก็ยอมรับเขา และดีกับเขามากๆค่ะ)
.
เมื่อ3ปีก่อน เราได้ตัดสินใจลาออกจากบริษัทเอกชนชื่อดังเพราะต้องการทำธุรกิจเป็นของตัวเอง ซึ่งใช้โบนัสจากบริษัทเก่าที่มีเป็นทุน
ซึ่งก็เป็นไปด้วยดีค่ะ ยอดขายและแนวโน้มดีขึ้น
..เค้าตัดสินใจออกงานมา แล้วพูดกับเราอย่างดีว่า ถึงเขาจะมาตัวเปล่า แต่เขาจะคอยออกมาช่วยเหลือเราเรื่องธุรกิจ ช่วยเป็นแรงงานและคอยพัฒนาเรา จะเป็นผู้ช่วยนู่นนี่นั่น บลาบลา..ตอนแรกเราก็ตะหงิดๆ เพราะเราก็ไม่เคยทำธุรกิจหรือมีอะไรเกี่ยวเนื่องกันกับใครแบบนี้
เราเลยให้เค้าไปถามกับแม่เราว่าโอเคมั้ย ซึ่งแม่เราก็บอกว่าโอเค เพราะช่วยๆกันทำมาหากิน แต่ขออย่าทำให้ลูกแม่เสียใจ เป็นคนดีก็พอ
.
..สุดท้ายก็ตกลงตามที่เขาบอก เขาออกมาช่วยงานเรา อยู่พักบ้านเราโดยไม่เสียค่าเช่า ค่าอาหาร ค่าใช้จ่าย แต่เราให้เขาเดือนละ5พันบาท
เพราะคิดว่าเผื่อเขาให้ส่วนตัวบ้าง และเขาก็ยังมีหนี้ติดตัวก้อนหนึ่ง
"หน้าที่หลักๆของเขาคือ คุยโทรศัพท์กับลูกค้า ตอบลูกค้า ใช้แรงงานเป็นส่วนใหญ่ เรื่องานบ้านทำบ้างไม่ทำบ้าง บางอย่างเราก็ต้องทำเองค่ะ "
.
ผ่านมาได้3ปี กิจการที่เราตั้งใจสร้างดีขึ้นเรื่อยๆ จนซื้อคอนโด ซื้อบ้านได้1หลัง
ชีวิตที่ผ่านมาเหมือนจะราบเรียบดี เราพาเขารู้จักทุกคนในครอบครัว ก็ดูเหมือนเขาจะดีกับครอบครัวเราเข้ากับครอบครัวเรา เข้ากับครอบครัวเราได้ง่ายเราไปไหนเค้าก็ไปด้วย เราพาเขาเข้าธรรมะ เขาก็ตามด้วย คือทุกอย่างเราพยายามให้สิ่งดีๆกับเขาหมด เรียกได้ว่าเขาเป็นผู้ตามทุกอย่าง ดูเหมือนเราจะเข้ากันได้ ใช้ชีวิตด้วยกันแทบทุกเวลา ชีวิตทุกอย่างสบายราบเรียบ
.
เรื่องทะเลาะกันส่วนใหญ่จะเป็นเรื่อง ที่เตือนในสิ่งที่อยากให้เขาพัฒนาขึ้น คือเขาเป็นคนเนือยๆ ไม่ใส่ใจ ไม่มีความกระตือรือร้น ไร้วินัย เหมือนใช้ชีวิตไปวันๆ เช่นตื่นสาย ถ้าเราไม่ปลุกก็ไม่ตื่น บางทีวานให้ทำนั่นนี่ก็ชอบขัด ทำบ้างไม่ทำบ้าง งานบ้านก็ทำ บางครั้งเราก็ต้องเตือน และก็จะเหมือนพวกเด็กติดเกมส์ ติดมือถือ บางทีเราเรียกเพื่อปรึกษาเรื่องงาน กำลังดูมือถือ ก็ได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง คล้ายๆกับคนจิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ล่องลอย พูดอะไรแล้วลืม จำอะไรผิดๆ
.
ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน เหมือนเราจะคุยคนละภาษา เขาจะเสียงดัง ไม่ค่อยยอม และก็เหมือนพูดข้างๆคูๆ พูดคนละเรื่องกับเรา เราสื่อแบบนี้ เขาก็วกอีกเรื่อง และก็ได้คำพูดที่ทำร้ายจิตใจกลับมาเหมือน ไม่แคร์ความรู้สึก บอกว่าเราเข้ากันไม่ได้บ้าง ให้เราเอาเขาออกไปจากชีวิตบ้าง (แต่ก็ทำไม่ได้อย่างที่พูด) ผ่านไปก็เนียนมาคุยดีกับเรา พอเราบอกปัญหาก็จะบอกพัฒนา
.
จนเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เรากลับมีความรู้สึกแปลกๆขึ้นในใจ จากเหตุการ์ณหลายๆอย่างที่ผ่านมา
ทั้งเรื่องเขาเล่นเกมส์ ติดมือถือ แล้วทำงานพลาด คือเรากลับรู้เหนื่อยกับความสัมพันธ์ เหมือนเราดิ้นรนคนเดียวทุกอย่าง
ในเรื่องงานเราก็รับรู้ว่าเขาก็ทำ ช่วยเราได้ในสิ่งที่เราไม่ถนัด แต่บางทีมันเหมือนกับหุ่นยนต์ มีผิดพลาดบ้าง พูดบ้าง ต้องเตือนบ้าง เรื่องอื่นนอกจากงานก็ทำบ้าง บางทีบอกแล้วก็บอกปัด ผลัดวัน ไม่ได้พยายามช่วยกันพัฒนาในส่วนชึวิตประจำวัน
พอได้มีโอกาสพูดเรื่องนี้กับเขาโดยตรง ประมาณว่า..
สิ่งที่ดีของเขาก็มี แต่มันดีไม่พอสำหรับการใช้ชีวิตคู่ เรามองยาวไปถึงอนาคตและมันดูเลือนลาง เหมือนเราตั้งใจฝ่ายเดียว
ถ้าคุณไม่มีความสามารถในเงินทุก การเริ่มต้นทำธุรกิจ คุณก็ควรจะช่วยในด้านอื่นให้เห็นเป็นรูปธรรม ไม่ใช้ต้องเตือน ต้องคอยบอกทุกอย่าง เพราะนี่คือครอบครัว ที่ควรช่วยกันผลักดันไปทางที่ดีขึ้น
แต่ทุกอย่างที่เราพูดไป เหมือนสื่อสารกันไม่ได้เลย เขาก็เถียง คล้ายๆกับไม่ยอมรับซะทีเดียว
คล้ายๆพยายามจะบอกข้อดีของเขาทุกเรื่อง ว่าตั้งใจออกมาช่วยเราบ้างจนได้ถึงทุกวันนี้ พูดกันจนบทสรุปไม่มีและเราเหนื่อย
.
สิ่งที่ได้กลับคืนมาก็คือ คำพูดที่ไม่แคร์ความรู้สึกเรา สายตาท่าทางที่ไม่พอใจ บอกว่าสงสัยเราคงเข้ากันไม่ได้ เราบอกงั้นก็ต้องลากัน แต่สุดท้ายก็ไม่ไป มาบอกเราว่าจะปรับปรุงตัว...ผ่านมาไม่กี่วัน ทุกอย่างก็กลับไปสู่สภาวะปกติ เหมือนสิ่งที่เราต้องการบอก มันหายไปในอากาศ
เรารู้สึกเหนื่อยมาก การกระทำของเขาก็ไม่ต่างกับลูกจ้างคนหนึ่ง แต่สิ่งที่ได้แถมมาคือคำพูดการกระทำที่ไม่แคร์เราเวลามีเเรื่องทะเลาะกัน
ในเหตุการ์ณครั้งนี้ แม่เราก็อยู่ด้วย แม่เราบอกเขาไม่เจียมตัว ไม่อ่อนน้อม เราก็รู้สึกไม่ดี รู้สึกวนเวียนในหัวว่าที่เขาอยู่กับเรานี้
เขารักเราจริงหรือ หรือ แค่อยู่ไปแค่นั้น หรืออยู่เพื่อผลประโยชน์ เพราะเขาอยู่สบายกว่าทำงานประจำมาก
ประเด็นนี้เราก็ได้คุยกับเขา แต่พอเราพูดแบบนี้กับเขา เขากลับพูดว่า "เขาไม่ได้มาอยู่กับเราเพื่อสบาย ทำงานประจำก็สบาย ไม่ต้องถูกกดดันแบบนี้"
มันเป็นคำพูดเหมือนเขาไม่ยอมรับ แต่ทางกลับกันมันบั่นทอนจิดใจเรามากๆค่ะ และเเม่เราก็เหมือนไม่ไว้วางใจเขาแล้วด้วยค่ะ
...แบบนี้เราควรทำยังไงดีคะ เพราะตอนนี้เขาออกงานมาช่วยธุรกิจเรา ทุกอย่างที่สร้างมากำลังไปด้วยดี เขาก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น T_T
แต่เรารู้สึกไม่ค่อยดีเลยค่ะ เหมือนความรู้สึกมันล้าไปหมด รบกวนขอคำแนะนำด้วยค่ะ
พอมั้ยกับชีวิตคู่ ผู้ชายแบบนี้ควรคบหรือจากดีคะ
เราจบป.ตรี ครอบครัวพอมีจะกินไม่เคยลำบาก ส่วนเค้าไม่จบ ทำงานรับจ้างทั่วไป ส่วนการใช้ชีวิตจะตรงกันบางเรื่องเช่น ไม่ติดเพื่อน ไม่ติดเที่ยว ไม่ติดเหล้า บุหรี่ ชอบอยู่กับบ้าน // ครอบครัวเรา อบอุ่น พ่อแม่มียศราชการ//ครอบครัวเค้า พ่อแม่ไม่เคยสนใจ เหมือนต่างคนต่างอยู่ (ตอนนี้เค้ามาอาศัยอยู่กับเราค่ะ)
.
ซึ่งเราสองคนแตกต่างกันมาก จะบอกว่าเราตาบอดหรือใช้ความรู้สึกล้วนๆในการเลือกคบเขาก็ได้ค่ะ เพราะตอนนั้นเขาก็คงมีพื้นฐานเป็นคนดี และเราคิดว่าคิดว่าเค้าคงรักเราและเราก็รักเค้า (ตอนนี้พ่อแม่เราก็รับรู้ และก็ยอมรับเขา และดีกับเขามากๆค่ะ)
.
เมื่อ3ปีก่อน เราได้ตัดสินใจลาออกจากบริษัทเอกชนชื่อดังเพราะต้องการทำธุรกิจเป็นของตัวเอง ซึ่งใช้โบนัสจากบริษัทเก่าที่มีเป็นทุน
ซึ่งก็เป็นไปด้วยดีค่ะ ยอดขายและแนวโน้มดีขึ้น
..เค้าตัดสินใจออกงานมา แล้วพูดกับเราอย่างดีว่า ถึงเขาจะมาตัวเปล่า แต่เขาจะคอยออกมาช่วยเหลือเราเรื่องธุรกิจ ช่วยเป็นแรงงานและคอยพัฒนาเรา จะเป็นผู้ช่วยนู่นนี่นั่น บลาบลา..ตอนแรกเราก็ตะหงิดๆ เพราะเราก็ไม่เคยทำธุรกิจหรือมีอะไรเกี่ยวเนื่องกันกับใครแบบนี้
เราเลยให้เค้าไปถามกับแม่เราว่าโอเคมั้ย ซึ่งแม่เราก็บอกว่าโอเค เพราะช่วยๆกันทำมาหากิน แต่ขออย่าทำให้ลูกแม่เสียใจ เป็นคนดีก็พอ
.
..สุดท้ายก็ตกลงตามที่เขาบอก เขาออกมาช่วยงานเรา อยู่พักบ้านเราโดยไม่เสียค่าเช่า ค่าอาหาร ค่าใช้จ่าย แต่เราให้เขาเดือนละ5พันบาท
เพราะคิดว่าเผื่อเขาให้ส่วนตัวบ้าง และเขาก็ยังมีหนี้ติดตัวก้อนหนึ่ง
"หน้าที่หลักๆของเขาคือ คุยโทรศัพท์กับลูกค้า ตอบลูกค้า ใช้แรงงานเป็นส่วนใหญ่ เรื่องานบ้านทำบ้างไม่ทำบ้าง บางอย่างเราก็ต้องทำเองค่ะ "
.
ผ่านมาได้3ปี กิจการที่เราตั้งใจสร้างดีขึ้นเรื่อยๆ จนซื้อคอนโด ซื้อบ้านได้1หลัง
ชีวิตที่ผ่านมาเหมือนจะราบเรียบดี เราพาเขารู้จักทุกคนในครอบครัว ก็ดูเหมือนเขาจะดีกับครอบครัวเราเข้ากับครอบครัวเรา เข้ากับครอบครัวเราได้ง่ายเราไปไหนเค้าก็ไปด้วย เราพาเขาเข้าธรรมะ เขาก็ตามด้วย คือทุกอย่างเราพยายามให้สิ่งดีๆกับเขาหมด เรียกได้ว่าเขาเป็นผู้ตามทุกอย่าง ดูเหมือนเราจะเข้ากันได้ ใช้ชีวิตด้วยกันแทบทุกเวลา ชีวิตทุกอย่างสบายราบเรียบ
.
เรื่องทะเลาะกันส่วนใหญ่จะเป็นเรื่อง ที่เตือนในสิ่งที่อยากให้เขาพัฒนาขึ้น คือเขาเป็นคนเนือยๆ ไม่ใส่ใจ ไม่มีความกระตือรือร้น ไร้วินัย เหมือนใช้ชีวิตไปวันๆ เช่นตื่นสาย ถ้าเราไม่ปลุกก็ไม่ตื่น บางทีวานให้ทำนั่นนี่ก็ชอบขัด ทำบ้างไม่ทำบ้าง งานบ้านก็ทำ บางครั้งเราก็ต้องเตือน และก็จะเหมือนพวกเด็กติดเกมส์ ติดมือถือ บางทีเราเรียกเพื่อปรึกษาเรื่องงาน กำลังดูมือถือ ก็ได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง คล้ายๆกับคนจิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ล่องลอย พูดอะไรแล้วลืม จำอะไรผิดๆ
.
ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน เหมือนเราจะคุยคนละภาษา เขาจะเสียงดัง ไม่ค่อยยอม และก็เหมือนพูดข้างๆคูๆ พูดคนละเรื่องกับเรา เราสื่อแบบนี้ เขาก็วกอีกเรื่อง และก็ได้คำพูดที่ทำร้ายจิตใจกลับมาเหมือน ไม่แคร์ความรู้สึก บอกว่าเราเข้ากันไม่ได้บ้าง ให้เราเอาเขาออกไปจากชีวิตบ้าง (แต่ก็ทำไม่ได้อย่างที่พูด) ผ่านไปก็เนียนมาคุยดีกับเรา พอเราบอกปัญหาก็จะบอกพัฒนา
.
จนเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เรากลับมีความรู้สึกแปลกๆขึ้นในใจ จากเหตุการ์ณหลายๆอย่างที่ผ่านมา
ทั้งเรื่องเขาเล่นเกมส์ ติดมือถือ แล้วทำงานพลาด คือเรากลับรู้เหนื่อยกับความสัมพันธ์ เหมือนเราดิ้นรนคนเดียวทุกอย่าง
ในเรื่องงานเราก็รับรู้ว่าเขาก็ทำ ช่วยเราได้ในสิ่งที่เราไม่ถนัด แต่บางทีมันเหมือนกับหุ่นยนต์ มีผิดพลาดบ้าง พูดบ้าง ต้องเตือนบ้าง เรื่องอื่นนอกจากงานก็ทำบ้าง บางทีบอกแล้วก็บอกปัด ผลัดวัน ไม่ได้พยายามช่วยกันพัฒนาในส่วนชึวิตประจำวัน
พอได้มีโอกาสพูดเรื่องนี้กับเขาโดยตรง ประมาณว่า..
สิ่งที่ดีของเขาก็มี แต่มันดีไม่พอสำหรับการใช้ชีวิตคู่ เรามองยาวไปถึงอนาคตและมันดูเลือนลาง เหมือนเราตั้งใจฝ่ายเดียว
ถ้าคุณไม่มีความสามารถในเงินทุก การเริ่มต้นทำธุรกิจ คุณก็ควรจะช่วยในด้านอื่นให้เห็นเป็นรูปธรรม ไม่ใช้ต้องเตือน ต้องคอยบอกทุกอย่าง เพราะนี่คือครอบครัว ที่ควรช่วยกันผลักดันไปทางที่ดีขึ้น
แต่ทุกอย่างที่เราพูดไป เหมือนสื่อสารกันไม่ได้เลย เขาก็เถียง คล้ายๆกับไม่ยอมรับซะทีเดียว
คล้ายๆพยายามจะบอกข้อดีของเขาทุกเรื่อง ว่าตั้งใจออกมาช่วยเราบ้างจนได้ถึงทุกวันนี้ พูดกันจนบทสรุปไม่มีและเราเหนื่อย
.
สิ่งที่ได้กลับคืนมาก็คือ คำพูดที่ไม่แคร์ความรู้สึกเรา สายตาท่าทางที่ไม่พอใจ บอกว่าสงสัยเราคงเข้ากันไม่ได้ เราบอกงั้นก็ต้องลากัน แต่สุดท้ายก็ไม่ไป มาบอกเราว่าจะปรับปรุงตัว...ผ่านมาไม่กี่วัน ทุกอย่างก็กลับไปสู่สภาวะปกติ เหมือนสิ่งที่เราต้องการบอก มันหายไปในอากาศ
เรารู้สึกเหนื่อยมาก การกระทำของเขาก็ไม่ต่างกับลูกจ้างคนหนึ่ง แต่สิ่งที่ได้แถมมาคือคำพูดการกระทำที่ไม่แคร์เราเวลามีเเรื่องทะเลาะกัน
ในเหตุการ์ณครั้งนี้ แม่เราก็อยู่ด้วย แม่เราบอกเขาไม่เจียมตัว ไม่อ่อนน้อม เราก็รู้สึกไม่ดี รู้สึกวนเวียนในหัวว่าที่เขาอยู่กับเรานี้
เขารักเราจริงหรือ หรือ แค่อยู่ไปแค่นั้น หรืออยู่เพื่อผลประโยชน์ เพราะเขาอยู่สบายกว่าทำงานประจำมาก
ประเด็นนี้เราก็ได้คุยกับเขา แต่พอเราพูดแบบนี้กับเขา เขากลับพูดว่า "เขาไม่ได้มาอยู่กับเราเพื่อสบาย ทำงานประจำก็สบาย ไม่ต้องถูกกดดันแบบนี้"
มันเป็นคำพูดเหมือนเขาไม่ยอมรับ แต่ทางกลับกันมันบั่นทอนจิดใจเรามากๆค่ะ และเเม่เราก็เหมือนไม่ไว้วางใจเขาแล้วด้วยค่ะ
...แบบนี้เราควรทำยังไงดีคะ เพราะตอนนี้เขาออกงานมาช่วยธุรกิจเรา ทุกอย่างที่สร้างมากำลังไปด้วยดี เขาก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น T_T
แต่เรารู้สึกไม่ค่อยดีเลยค่ะ เหมือนความรู้สึกมันล้าไปหมด รบกวนขอคำแนะนำด้วยค่ะ