สวัสดีครับ ผมเป็นเด็กจบใหม่เรียนนิเทศน์จากมหาวิทยาลัยรัฐบาลที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงด้านสาขานี้สักเท่าไร....ความฝันของผมคือการได้ทำงานผลิตละคร ภาพยนตร์ หรือ ซีรีส์ อะไรทำนองนี้น่ะครับ ระหว่างเรียนด้วยความที่เราเรียนมหาลัยฯ ที่ไม่เด่นไม่ดัง ผมพยายามถีบตัวเองทุกอย่าง ตั้งใจเรียน ตั้งใจศึกษาหาความรู้ เพื่อจะเอาวิชาไปใช้ในอนาคต ระหว่างเรียนได้มีการทำรายการ ทำMVเพลง หนังสั้นอะไรพวกนี้ และก็ได้รางวัลมาบ้างครับ จะบอกว่ากลุ่มผมและเพื่อนๆที่ทำด้วยกันก็เป็นกลุ่มเด็กอันดับต้นๆในสาขาวิชา ที่ค่อนข้างมีความสามารถนะครับ ช่วงเวลานั้นผมรู้สึกดีใจและมีความสุขกับการเรียนมากเพราะคิดว่าเรานั้นเลือกที่จะเรียนได้แบบตรงสายสุดๆ อาจารย์ก็ภูมิใจและคาดหวังตัวพวกผมไว้พอสมควร
..........แต่แล้ววันเวลานั้นก็มาถึง วันที่จะต้องออกไปตามความฝันและเผชิญโลกกว้างแห่งความเป็นจริง ผมเรียนจบก็ไม่รอช้าทันทีรีบเร่งหางานทำ ต่างจากเด็กคนอื่นๆที่ตั้งใจจะใช้ชีวิตให้คุ้มก่อนวัยทำงานโดยการเที่ยวเล่นกันตามภาษาเด็กจบใหม่...ผมออกจากบ้านทุกวันเป็นเดือนๆ เพื่อหางานทำ ผมสมัครงานไปหลายที่มาก อย่างต่ำวันนึงต้องไปบริษัทนึงให้ได้ พอส่งใบสมัครหรือสำภาษณ์เสร็จก็กลับมาหางานต่อ ชีวิตผมหมกมุ่นกับการหางานมาก ตอนนั้นผมรู้สึกโคตรเคว้งคว้างว่า "ทำไมวะนี่เราเต็มที่สุดๆแล้วนะทำไมไม่มีใครอยากรับเด็กจบใหม่อย่างเราเข้าทำงานเลย" ทั้งๆที่ผมก็ค่อนข้างมีโปรไฟล์และผ่านงานจริงๆมาบ้างระหว่างเรียน แต่เค้าก็นับว่าไม่มีประสบการณ์เพราะยังไงก็พึ่งจบใหม่ อันนี้ผมเข้าใจเป็นอย่างดีครับ (เงินเดือนที่คาดหวังผมก็ไม่สูงมากนะครับแค่ 10 - 15 k ตามทั่วไปของเด็กจบใหม่) ผมท้อมากและกลัวไม่มีงานจะทำด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีแบบนี้งานเลยหายาก ผมเลยลองหาอะไรใหม่ๆดูบ้าง สุดท้ายก็ได้งานแล้วครับ ทำเกี่ยวกับออแกไนท์พวกจัดบูธ และ ขายของบ้างพบปะลูกค้า ทำนองนี้ (เงินเดือนก็ไม่สูงมากครับ 10-13 k )
ผมทำงานที่นี่มาได้หลายเดือนแล้วครับ บริษัทค่อนข้างมีชื่อเสียงทุกๆคนอาจรู้จักกัน ผมได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ทำอยู่มันก็สนุกดีนะครับ สังคมที่ทำงานก็โอเค ทุกๆอย่างค่อนข้างลงตัว ด้วยความที่ผมเป็นคนที่พูดค่อนข้างเก่ง มีสาระ น่าเชื่อถือ (เพราะเรียนวิชาการพูดการสื่อสารมา) ผมเลยทำงานที่นี่คล่องและไปได้ด้วยดี แต่มันติดอยู่อย่างเดียวในใจผมตอนนี้ คือผมยังไม่อยากทิ้งความฝันที่ผมฝันมาตั้งแต่เด็ก ผมอยากทำงานเกี่ยวกับกองถ่าย อยากสร้างหนังสร้างละคร ผมเป็นคนที่จริงจังกับชีวิตนะ ทำอะไรก็ทุ่มสุดตัว ด้วยความที่อายุยังไม่เยอะเลยยังอยากทำตามความฝันอยู่ ที่บ้านผมก็คุยกับผมบ้างทุกๆวันเกี่ยวกับที่ทำงาน ผมก็ตอบไปว่าโอเคสนุก แต่มีคำนึงที่ทำให้ผมเจ็บจี๊ดไปถึงหัวใจเลย คือคำที่พ่อผมบอกผมไว้ว่า...............................................
...................."คิดดีแล้วหรอที่มาทำงานตรงนี้ มันไม่ตรงสายที่เรียนเลยนะไหนว่าอยากทำหนังทำละครไง ตอนนี้เราอาจจะยังไม่คิดอะไรแค่หางานทำๆไปก่อนเท่านั้น แต่อนาคตเราต้องเป็นคนเลือกเดินเอง ถ้าทำไปเรื่อยๆเป็นปีๆ งานที่เราทำมันจะกลืนกินฝังลึกเข้าไปในตัวของเราจนยากที่จะถอนตัว แล้วแสงสว่างจากความฝันที่เราตั้งใจไว้ยิ่งนานวันเท่าไรแสงมันจะค่อยๆริบหรี่ลงเรื่อยๆจนอาจจะหายไปเลย พ่อไม่อยากให้มานั่งเสียดายความฝันแบบพ่อ" หลังจากนั้นผมแอบมานั่งร้องไห้คนเดียวในห้องเลยครับ (ปกติเป็นคนที่ไม่ค่อยอ่อนไหวนะ) แล้วได้แต่คิดในใจว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี ผมมีความฝันที่แรงกล้าในเป้าหมายนะครับแต่ทำไงได้เราลองพยายามมาทุกหนทางแล้ว เราพยายามที่จะไขว่คว้ามันแล้วแต่โอกาสไม่เคยเปิดรับเราสักที
ทุกวันนี้ผมก็ยังทำงานอยู่บริษัทเดิมนะครับแต่ก็ยังมีคำถามในหัวตลอดว่าจะเอายังไงดีๆ ผมอยู่ที่นี่ก็ค่อนข้างมั่นคงนะครับ เหตุผลหลักๆที่ไม่พร้อมจะออกไปสู้ชีวิตอีกครั้งคือ เงิน ครับ ถ้าผมออกไปแล้วผมเป็นแบบที่เคยเป็นยังหางานแบบที่ตั้งใจไว้ไม่ได้ผมไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นยังไงต่อไป ต้องเดินเตะฝุ่นกันไปถึงไหน แล้วจะมีใครรับเราทำงานบ้าง แบบที่ผ่านมาหลายๆเดือนตอนจบใหม่ๆ คือเป็นไองั่งเดินเตะฝุ่นจนแทบจะสำลักเลยครับ
ผมควรจะเอายังไงต่อกับชีวิตดีครับ ความจริงกับความฝันที่ผมวาดไว้มันต่างกันมากผมโคตรท้อชีวิตเลยเกิดมาครั้งนึงอยากมีโอกาสได้ทำตามฝันในสิ่งที่ตัวเองรักแต่ไม่มีใครเปิดรับโอกาสให้ผมเลย........ผมเลยต้องเลือกทางเดินอื่นเพื่อต่อชีวิตไปวันๆแบบนี้ โดยที่ไม่รู้ว่าปลายทางจะเป็นยังไงอีกต่อไป******
ปล.****(ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะครับ ตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองโคตรไร้ค่าเลย)
ความจริงกับความฝันมันต่างกันเยอะไหมครับ ? มีใครที่จบมาแล้วทำงานไม่ตรงสายเลยบ้าง แชร์ประสบการณ์กันหน่อย
..........แต่แล้ววันเวลานั้นก็มาถึง วันที่จะต้องออกไปตามความฝันและเผชิญโลกกว้างแห่งความเป็นจริง ผมเรียนจบก็ไม่รอช้าทันทีรีบเร่งหางานทำ ต่างจากเด็กคนอื่นๆที่ตั้งใจจะใช้ชีวิตให้คุ้มก่อนวัยทำงานโดยการเที่ยวเล่นกันตามภาษาเด็กจบใหม่...ผมออกจากบ้านทุกวันเป็นเดือนๆ เพื่อหางานทำ ผมสมัครงานไปหลายที่มาก อย่างต่ำวันนึงต้องไปบริษัทนึงให้ได้ พอส่งใบสมัครหรือสำภาษณ์เสร็จก็กลับมาหางานต่อ ชีวิตผมหมกมุ่นกับการหางานมาก ตอนนั้นผมรู้สึกโคตรเคว้งคว้างว่า "ทำไมวะนี่เราเต็มที่สุดๆแล้วนะทำไมไม่มีใครอยากรับเด็กจบใหม่อย่างเราเข้าทำงานเลย" ทั้งๆที่ผมก็ค่อนข้างมีโปรไฟล์และผ่านงานจริงๆมาบ้างระหว่างเรียน แต่เค้าก็นับว่าไม่มีประสบการณ์เพราะยังไงก็พึ่งจบใหม่ อันนี้ผมเข้าใจเป็นอย่างดีครับ (เงินเดือนที่คาดหวังผมก็ไม่สูงมากนะครับแค่ 10 - 15 k ตามทั่วไปของเด็กจบใหม่) ผมท้อมากและกลัวไม่มีงานจะทำด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีแบบนี้งานเลยหายาก ผมเลยลองหาอะไรใหม่ๆดูบ้าง สุดท้ายก็ได้งานแล้วครับ ทำเกี่ยวกับออแกไนท์พวกจัดบูธ และ ขายของบ้างพบปะลูกค้า ทำนองนี้ (เงินเดือนก็ไม่สูงมากครับ 10-13 k )
ผมทำงานที่นี่มาได้หลายเดือนแล้วครับ บริษัทค่อนข้างมีชื่อเสียงทุกๆคนอาจรู้จักกัน ผมได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ทำอยู่มันก็สนุกดีนะครับ สังคมที่ทำงานก็โอเค ทุกๆอย่างค่อนข้างลงตัว ด้วยความที่ผมเป็นคนที่พูดค่อนข้างเก่ง มีสาระ น่าเชื่อถือ (เพราะเรียนวิชาการพูดการสื่อสารมา) ผมเลยทำงานที่นี่คล่องและไปได้ด้วยดี แต่มันติดอยู่อย่างเดียวในใจผมตอนนี้ คือผมยังไม่อยากทิ้งความฝันที่ผมฝันมาตั้งแต่เด็ก ผมอยากทำงานเกี่ยวกับกองถ่าย อยากสร้างหนังสร้างละคร ผมเป็นคนที่จริงจังกับชีวิตนะ ทำอะไรก็ทุ่มสุดตัว ด้วยความที่อายุยังไม่เยอะเลยยังอยากทำตามความฝันอยู่ ที่บ้านผมก็คุยกับผมบ้างทุกๆวันเกี่ยวกับที่ทำงาน ผมก็ตอบไปว่าโอเคสนุก แต่มีคำนึงที่ทำให้ผมเจ็บจี๊ดไปถึงหัวใจเลย คือคำที่พ่อผมบอกผมไว้ว่า...............................................
...................."คิดดีแล้วหรอที่มาทำงานตรงนี้ มันไม่ตรงสายที่เรียนเลยนะไหนว่าอยากทำหนังทำละครไง ตอนนี้เราอาจจะยังไม่คิดอะไรแค่หางานทำๆไปก่อนเท่านั้น แต่อนาคตเราต้องเป็นคนเลือกเดินเอง ถ้าทำไปเรื่อยๆเป็นปีๆ งานที่เราทำมันจะกลืนกินฝังลึกเข้าไปในตัวของเราจนยากที่จะถอนตัว แล้วแสงสว่างจากความฝันที่เราตั้งใจไว้ยิ่งนานวันเท่าไรแสงมันจะค่อยๆริบหรี่ลงเรื่อยๆจนอาจจะหายไปเลย พ่อไม่อยากให้มานั่งเสียดายความฝันแบบพ่อ" หลังจากนั้นผมแอบมานั่งร้องไห้คนเดียวในห้องเลยครับ (ปกติเป็นคนที่ไม่ค่อยอ่อนไหวนะ) แล้วได้แต่คิดในใจว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี ผมมีความฝันที่แรงกล้าในเป้าหมายนะครับแต่ทำไงได้เราลองพยายามมาทุกหนทางแล้ว เราพยายามที่จะไขว่คว้ามันแล้วแต่โอกาสไม่เคยเปิดรับเราสักที
ทุกวันนี้ผมก็ยังทำงานอยู่บริษัทเดิมนะครับแต่ก็ยังมีคำถามในหัวตลอดว่าจะเอายังไงดีๆ ผมอยู่ที่นี่ก็ค่อนข้างมั่นคงนะครับ เหตุผลหลักๆที่ไม่พร้อมจะออกไปสู้ชีวิตอีกครั้งคือ เงิน ครับ ถ้าผมออกไปแล้วผมเป็นแบบที่เคยเป็นยังหางานแบบที่ตั้งใจไว้ไม่ได้ผมไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นยังไงต่อไป ต้องเดินเตะฝุ่นกันไปถึงไหน แล้วจะมีใครรับเราทำงานบ้าง แบบที่ผ่านมาหลายๆเดือนตอนจบใหม่ๆ คือเป็นไองั่งเดินเตะฝุ่นจนแทบจะสำลักเลยครับ
ผมควรจะเอายังไงต่อกับชีวิตดีครับ ความจริงกับความฝันที่ผมวาดไว้มันต่างกันมากผมโคตรท้อชีวิตเลยเกิดมาครั้งนึงอยากมีโอกาสได้ทำตามฝันในสิ่งที่ตัวเองรักแต่ไม่มีใครเปิดรับโอกาสให้ผมเลย........ผมเลยต้องเลือกทางเดินอื่นเพื่อต่อชีวิตไปวันๆแบบนี้ โดยที่ไม่รู้ว่าปลายทางจะเป็นยังไงอีกต่อไป******
ปล.****(ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะครับ ตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองโคตรไร้ค่าเลย)