คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 10
ไม่รู้ว่าทำไมมีแต่ negative comment ก่อนอื่นขอบอกว่า คุณสามารถบิน business class กับเด็ก infant ได้นะคะ ฝรั่งก็ทำกันปกติ ยกเว้นสายการบินบางสาย ซึ่งก่อนจอง คุณแค่โทรไปถามแค่นั้นเอง ส่วนใหญ่ถ้าไม่ถึง 2 ขวบก็ต้องนั่งบนตัก
ถ้าคุณมีเงินที่จะจ้างพี่เลี้ยง แนะนำให้เอาลูกไปด้วยค่ะ อาจจะหนักหน่อย แต่เมื่อลูกโต คุณจะไม่เสียใจที่ได้เลี้ยงเขาเองค่ะ พ่อแม่คุณก็อาจบินไปเยี่ยม ช่วยดูอีกแเรงก็ได้
ส่วนเรื่องวีซ่า ก็น่าทำได้ค่ะ ให้โทรถามสถานฑูตของประเทศที่จะไปค่ะ จะได้รีบทำทัน
อะไรที่เป็น Facts บางทีก็อย่ามาถามในพันทิปเลยค่ะ เช็คกับสายการบินและสถานฑูตโดยตรงจะดีกว่า ถึงขนาดที่สามารถไปเรียนเมืองนอกได้ เชื่อว่าต้องฉลาดพอสมควร สามารถหาข้อมูลพวกนี้ ดำเนินการเรื่องได้แน่นอน ตอนพี่สาวเรามาเรียนต่อที่อเมริกา ก็เอาทั้งลูกและสามีมาช่วยเลี้ยง อยู่เป็นปี ขอวีซ่าติดตามได้
ที่สังคมเมืองนอก การช่วยเหลือตัวเองเป็นเรื่องปกติ เลี้ยงเด็ก ยิ่งมีเงินจ้างก็ช่วยแบ่งเบาได้เยอะ สู้ๆ เป็นกำลังใจให้ค่ะ เห็นคุณแม่อีกกระทู้ที่จบด็อกเตอร์หรือไงเนี่ย มีลูกหลายคน เลี้ยงเอง ก็ยังเรียนจบได้เลย
ถ้าคุณมีเงินที่จะจ้างพี่เลี้ยง แนะนำให้เอาลูกไปด้วยค่ะ อาจจะหนักหน่อย แต่เมื่อลูกโต คุณจะไม่เสียใจที่ได้เลี้ยงเขาเองค่ะ พ่อแม่คุณก็อาจบินไปเยี่ยม ช่วยดูอีกแเรงก็ได้
ส่วนเรื่องวีซ่า ก็น่าทำได้ค่ะ ให้โทรถามสถานฑูตของประเทศที่จะไปค่ะ จะได้รีบทำทัน
อะไรที่เป็น Facts บางทีก็อย่ามาถามในพันทิปเลยค่ะ เช็คกับสายการบินและสถานฑูตโดยตรงจะดีกว่า ถึงขนาดที่สามารถไปเรียนเมืองนอกได้ เชื่อว่าต้องฉลาดพอสมควร สามารถหาข้อมูลพวกนี้ ดำเนินการเรื่องได้แน่นอน ตอนพี่สาวเรามาเรียนต่อที่อเมริกา ก็เอาทั้งลูกและสามีมาช่วยเลี้ยง อยู่เป็นปี ขอวีซ่าติดตามได้
ที่สังคมเมืองนอก การช่วยเหลือตัวเองเป็นเรื่องปกติ เลี้ยงเด็ก ยิ่งมีเงินจ้างก็ช่วยแบ่งเบาได้เยอะ สู้ๆ เป็นกำลังใจให้ค่ะ เห็นคุณแม่อีกกระทู้ที่จบด็อกเตอร์หรือไงเนี่ย มีลูกหลายคน เลี้ยงเอง ก็ยังเรียนจบได้เลย
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 27
หนึ่ง การขอวีซ่าให้ลูกเราไม่คิดว่าเป็นปัญหา ไม่ว่าประเทศไหน ลูกเราเองไม่ใช่ลูกบุญธรรม เด็กยังเล็ก เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวไม่มีสามี เขาต้องให้ ตามหลักมนุษยธรรม เพราะไม่อย่างนั้นเด็กจะอยู่กับใคร ฝรั่งเขาคิดในแง่มุมนี้มากกว่าเมืองไทย ขอให้หลักฐานพร้อมว่าลูกเราเป็นอันใช้ได้ แต่อาจจะได้วีซ่าช้าไปเรียนเทอมแรกไม่ทันรึเปล่านี่ขึ้นอยู่กับแต่ละสถานฑูตล่ะ
สอง ลูกเราเดือนทางครั้งแรก อายุหกอาทิตย์ ในขวบปีแรก ลูกเราจำเป็นต้องขึ้นเครื่องบินทั้งหมด 7 ครั้ง 4 ประเทศ ครั้งที่ง่ายที่สุดตอนอายุเดือนครึ่งนั่นแหละ
สาม ทั้งเจ็ดครั้ง เรานั่งชั้นประหยัด สบายดีไม่มีปัญหา
ลองดูประสพการณ์ตรงของเราพิจารณาปรับใช้
เราท้องที่ญี่ปุ่น กลับมาคลอดเมืองไทย สิ่งแรกที่ต้องทำ เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากคลอดลูกคือ ตั้งชื่อและขอใบเกิด ได้ใบเกิดก่อนออกจากโรงพยาบาล ออกจากโรงพยาบาลปุ๊บที่แรกที่แวะก่อนเข้าบ้านคือ พาลูกไปทำพาสปอร์ต เรามีน้องสาวกับสามีไปด้วย กะจะทำด่วน แต่ไม่สามารถทำได้ ได้แต่ถ่ายรูปน้อง พิมพ์ลายนิ้วเท้า (เพราะนิ้วมือเล็กเกิน) ทำเอกสารไว้ เพราะขาดเอกสารทะเบียนบ้าน ไม่รู้ว่าต้องเอาลูกเข้าทะเบียนบ้านก่อนทำพาสปอร์ต เราเลยเอาลูกกลับบ้าน น้องสาวกับสามีวิ่งทำเอกสารทะเบียนบ้าน สามีเราไม่ใช่คนไทย ไปรับพาสปอร์ตสองวันถัดไป ลูกเรามีพาสปอร์ตตั้งแต่อายุห้าวัน ที่เราต้องรีบเพราะต้องขอ permanent residence ให้ลูกไปออสเตรเลียตอนหกเดือน ซึ่งอันนี้ปกติเขาใช้เวลานานมากบางทีเป็นปี เราได้พาสปอร์ตปุ๊บขอเลย เอกสารครบปรากฏว่าประมาณสี่เดือนได้เลยไวมาก เข้าใจว่าเพราะเป็นเด็กเล็ก แม่อยู่ไหนลูกต้องอยู่ด้วย เขาให้สิทธิทำก่อนมั้ง ตอนขอวีซ่าพาน้องกลับญี่ปุ่นก็ไม่ยาก เราไปทำตอนเดือนนึงมั้ง จำได้ว่าไปเอง เอกสารครบ ก็ได้ภายในอาทิตย์นั้นเลย สามีเราไม่ใช่คนญี่ปุ่น มีวีซ่าทำงาน นี่ก็อีกพ่ออยู่ไหนลูกต้องอยู่ด้วย วีซ่าญี่ปุ่นเราเป็นวีซ่าติดตามในฐานะคู่สมรส เพราะฉะนั้นเราคิว่าวีซ่าน้องได้แน่ ปัญหาคือ timeline ต้องวางแผนให้ดี เตรียมเอกสารทุกอย่างให้พร้อมก่อนน้องคลอด
เราเดินทางตอนน้องครบหกอาทิตย์ แม่นี่ร้องไห้สงสารหลานเลยเพราะตัวเล็กมาก (แต่เราคิดว่าเด็กต้องให้พ่อได้ใกล้ชิดด้วย เพราะความผูกพันระหว่างพ่อกับลูกมันไม่เหมือนแม่ แม่นี่ยังไงเราก็รักเพราะเรารู้แน่ว่าลูกเราเกิดจากท้องเรา เรารู้สึกถึงกันสื่อสารกันตั้งแต่อยู่ในท้อง แต่พ่อเขาจะรักจะผูกพันเพราะได้เลี้ยงดู)
เราเดินทางคนเดียว ใช้เป้อุ้ม (เราใช้ manduca ดีที่สุดในตอนนั้นแต่ตอนนี้ไม่รู้นะ) กระเป๋าโหลดหมด เอาสัมภาระไปเยอะมากนะ ทั้งที่นอน ทั้งคาร์ซีท รถเข็นเด็ก เพราะใช้ที่เมืองไทยเดือนครึ่งไง ทุกอย่างโหลดหมด ถือแต่ลูกกับกระเป๋าผ้าอ้อมเท่านั้น (คือกระเป๋าแบบใส่เอสารทุกอย่างในนั้นหมด ผ้าอ้อม และของจำเป็น) ดีที่เราเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เข้าเต้าอย่างเดียวไม่ต้องเตรียมเยอะ มีผ้าอ้อม กับเสื้อผ้าสำรองให้ลูกสักชุด เสื้อกันหนาวเวลาไปถึง เรามีเจ๊คเก็ตนิรภัย (?) ให้ลูกใส่บนไฟล์ท Baby B'Air Flight Vest Travel Harness เขามีสองขนาด ของเราซื้อขนาดเด็กแรกเกิด ใช้ได้ถึงหกเดือน เพราะเข็มขัดนิรภัยที่เขาให้มามันจะใหญ่เกินไป ถ้าเราซื้อตั๋ว infant บอกอายุเด็ก ปกติพนักงานเขาจะรู้หน้าที่เตรียม bassinet ไว้ เขาจะถามอีกทีตอนเรานั่ง แต่ถ้าจะให้ชัวร์อย่างที่ข้างบนบอกก็โทรไปบอกเขาก่อนดีกว่า ตอนเครื่องขึ้นลงในเรารัดเข็มขัดผูกกับเจ๊คเก็ตเด็ก และให้ลูกเข้าเต้าระหว่างเครื่องขึ้นลง bassinet สรุปเราไม่ได้ใช้ เราไม่ไว้ใจ bassinet เดี๋ยวเครื่องกระแทก เดี๋ยวเผลอหลับมีคนเอาลูกไปว่าไง เรากอดไว้ในอกเราสบายใจกว่า ลูกเราอยู่กับอกอุ่นๆ หลับตลอดทางตั้งแต่เครื่องขึ้นจนถึงญี่ปุ่นเลย
พอถึงปลายทาง แฟนเราโทรบอกสายการบินไว้ว่าเราเดินทางกับเด็กคนเดียว พอออกจากตรวจคนเข้าเมือง มีพนักงานมารับ มาช่วยยกกระเป๋าขึ้นรถเข็น เข็นออกมาให้ถึงหน้าประตู เราเลี้ยงลูกคนเดียวกะสามี ลูกเราไม่ใช่แบบกินแล้วนอน วางมือไปทำอะไรได้นะ ลูกเราวางไม่ได้เลย แหกปากทันที เราต้องใส่เป้อุ้มไว้ตลอด ไม่งั้นใช้คอมก็ต้องวางบนตัก ถ้าอยู่บนตักก็หลับได้อยู่ เราให้นมเองจนสองปีขอบอกว่ารู้ตัวอีกทีก็เหมือนไม่ได้นอนสองปีเต็มๆ เพราะเราก็เป็นคนหลับยากพอๆกับลูกเราเหมือนกัน
เรื่องเรียนหนังสือ เราว่าคงหนักมาก เพราะเราก็ผ่านมาแล้ว แต่ตอนนั้นไม่มีลูกหรือสามีก็รู้สึกว่าหนักมาก แต่เพื่อนร่วมชั้นเรียนเรา เขามากับสามี มีลูกมาแล้วหนึ่งคน ระหว่างเรียนสี่ปีครึ่ง เขาท้องอีกสอง แล้วเขามาจากประเทศที่มีวัฒนธรรมผู้หญิงต้องปรนนิบัติสามีด้วยนะ สี่ปีเรียนหนังสือ พร้อมลูกสาม ผัวหนึ่ง ท้องลูกสองคนระหว่างเรียนด้วย ทำทุกอย่างเองไม่มีพี่เลี้ยง เขายังจบเลย ตามเวลาด้วย ไม่ได้มีเพื่อนคนนี้คนเดียวที่มีครอบครัว เรามีเพื่อนที่มีครอบครัวอย่างนี้หลายคน เป็นคุณแม่ ไม่มีแม่บ้าน ไม่มีพี่เลี้ยง พ่อแม่ไม่ได้มาช่วย เรียนจบทุกคน ขอบอก แต่ถ้าถามเราเราไม่แน่ใจว่าเราจะสู้ได้เหมือนเพื่อนเขาไหม แต่ตอนนี้เรามีลูกแล้วเราว่าพอมีลูกความรับผิดชอบ และฮึดสู้มันมาเอง พร้อมๆกับที่เราอดทนอุ้มท้องเขามาเก้าเดือนนั่นแหละ เพราะหน้าที่ความเป็นแม่มันละทิ้งไม่ได้ ลูกจะอดตายไม่ได้ หน้าที่ความเป็นลูกที่ต้องรับผิดชอบสร้างความภูมิใจให้พ่อแม่ เราก็ทิ้งไม่ได้เหมือนกัน เราอาจทำได้ก็ได้นะ
ขอให้คุณโชคดีนะคะ มีน้องน่ารัก ให้น้องเลี้ยงง่ายๆ นอนเก่งๆ กินเยอะๆนะคะ แต่ถ้าถีบแม่ตลอดเวลาตั้งแต่อยู่ในท้องก็เตรียมใจไว้หน่อยนึงนะคะ เขาบอกว่าตอนอยู่ในท้องเขาหลับเวลาไหนตื่นเวลาไหน ออกมาเขาก็มีเวลาหลับและตื่นเหมือนอยู่ในท้องแหละ อันนี้เราคอนเฟิร์ม อิๆ มีอะไรถามได้หลังไมค์นะ แต่เราตอบช้าห้ามโกธร ไม่ได้เข้ามาทุกวัน
เอาสภาพก่อนขึ้นเครื่องให้ดู
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
สอง ลูกเราเดือนทางครั้งแรก อายุหกอาทิตย์ ในขวบปีแรก ลูกเราจำเป็นต้องขึ้นเครื่องบินทั้งหมด 7 ครั้ง 4 ประเทศ ครั้งที่ง่ายที่สุดตอนอายุเดือนครึ่งนั่นแหละ
สาม ทั้งเจ็ดครั้ง เรานั่งชั้นประหยัด สบายดีไม่มีปัญหา
ลองดูประสพการณ์ตรงของเราพิจารณาปรับใช้
เราท้องที่ญี่ปุ่น กลับมาคลอดเมืองไทย สิ่งแรกที่ต้องทำ เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากคลอดลูกคือ ตั้งชื่อและขอใบเกิด ได้ใบเกิดก่อนออกจากโรงพยาบาล ออกจากโรงพยาบาลปุ๊บที่แรกที่แวะก่อนเข้าบ้านคือ พาลูกไปทำพาสปอร์ต เรามีน้องสาวกับสามีไปด้วย กะจะทำด่วน แต่ไม่สามารถทำได้ ได้แต่ถ่ายรูปน้อง พิมพ์ลายนิ้วเท้า (เพราะนิ้วมือเล็กเกิน) ทำเอกสารไว้ เพราะขาดเอกสารทะเบียนบ้าน ไม่รู้ว่าต้องเอาลูกเข้าทะเบียนบ้านก่อนทำพาสปอร์ต เราเลยเอาลูกกลับบ้าน น้องสาวกับสามีวิ่งทำเอกสารทะเบียนบ้าน สามีเราไม่ใช่คนไทย ไปรับพาสปอร์ตสองวันถัดไป ลูกเรามีพาสปอร์ตตั้งแต่อายุห้าวัน ที่เราต้องรีบเพราะต้องขอ permanent residence ให้ลูกไปออสเตรเลียตอนหกเดือน ซึ่งอันนี้ปกติเขาใช้เวลานานมากบางทีเป็นปี เราได้พาสปอร์ตปุ๊บขอเลย เอกสารครบปรากฏว่าประมาณสี่เดือนได้เลยไวมาก เข้าใจว่าเพราะเป็นเด็กเล็ก แม่อยู่ไหนลูกต้องอยู่ด้วย เขาให้สิทธิทำก่อนมั้ง ตอนขอวีซ่าพาน้องกลับญี่ปุ่นก็ไม่ยาก เราไปทำตอนเดือนนึงมั้ง จำได้ว่าไปเอง เอกสารครบ ก็ได้ภายในอาทิตย์นั้นเลย สามีเราไม่ใช่คนญี่ปุ่น มีวีซ่าทำงาน นี่ก็อีกพ่ออยู่ไหนลูกต้องอยู่ด้วย วีซ่าญี่ปุ่นเราเป็นวีซ่าติดตามในฐานะคู่สมรส เพราะฉะนั้นเราคิว่าวีซ่าน้องได้แน่ ปัญหาคือ timeline ต้องวางแผนให้ดี เตรียมเอกสารทุกอย่างให้พร้อมก่อนน้องคลอด
เราเดินทางตอนน้องครบหกอาทิตย์ แม่นี่ร้องไห้สงสารหลานเลยเพราะตัวเล็กมาก (แต่เราคิดว่าเด็กต้องให้พ่อได้ใกล้ชิดด้วย เพราะความผูกพันระหว่างพ่อกับลูกมันไม่เหมือนแม่ แม่นี่ยังไงเราก็รักเพราะเรารู้แน่ว่าลูกเราเกิดจากท้องเรา เรารู้สึกถึงกันสื่อสารกันตั้งแต่อยู่ในท้อง แต่พ่อเขาจะรักจะผูกพันเพราะได้เลี้ยงดู)
เราเดินทางคนเดียว ใช้เป้อุ้ม (เราใช้ manduca ดีที่สุดในตอนนั้นแต่ตอนนี้ไม่รู้นะ) กระเป๋าโหลดหมด เอาสัมภาระไปเยอะมากนะ ทั้งที่นอน ทั้งคาร์ซีท รถเข็นเด็ก เพราะใช้ที่เมืองไทยเดือนครึ่งไง ทุกอย่างโหลดหมด ถือแต่ลูกกับกระเป๋าผ้าอ้อมเท่านั้น (คือกระเป๋าแบบใส่เอสารทุกอย่างในนั้นหมด ผ้าอ้อม และของจำเป็น) ดีที่เราเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เข้าเต้าอย่างเดียวไม่ต้องเตรียมเยอะ มีผ้าอ้อม กับเสื้อผ้าสำรองให้ลูกสักชุด เสื้อกันหนาวเวลาไปถึง เรามีเจ๊คเก็ตนิรภัย (?) ให้ลูกใส่บนไฟล์ท Baby B'Air Flight Vest Travel Harness เขามีสองขนาด ของเราซื้อขนาดเด็กแรกเกิด ใช้ได้ถึงหกเดือน เพราะเข็มขัดนิรภัยที่เขาให้มามันจะใหญ่เกินไป ถ้าเราซื้อตั๋ว infant บอกอายุเด็ก ปกติพนักงานเขาจะรู้หน้าที่เตรียม bassinet ไว้ เขาจะถามอีกทีตอนเรานั่ง แต่ถ้าจะให้ชัวร์อย่างที่ข้างบนบอกก็โทรไปบอกเขาก่อนดีกว่า ตอนเครื่องขึ้นลงในเรารัดเข็มขัดผูกกับเจ๊คเก็ตเด็ก และให้ลูกเข้าเต้าระหว่างเครื่องขึ้นลง bassinet สรุปเราไม่ได้ใช้ เราไม่ไว้ใจ bassinet เดี๋ยวเครื่องกระแทก เดี๋ยวเผลอหลับมีคนเอาลูกไปว่าไง เรากอดไว้ในอกเราสบายใจกว่า ลูกเราอยู่กับอกอุ่นๆ หลับตลอดทางตั้งแต่เครื่องขึ้นจนถึงญี่ปุ่นเลย
พอถึงปลายทาง แฟนเราโทรบอกสายการบินไว้ว่าเราเดินทางกับเด็กคนเดียว พอออกจากตรวจคนเข้าเมือง มีพนักงานมารับ มาช่วยยกกระเป๋าขึ้นรถเข็น เข็นออกมาให้ถึงหน้าประตู เราเลี้ยงลูกคนเดียวกะสามี ลูกเราไม่ใช่แบบกินแล้วนอน วางมือไปทำอะไรได้นะ ลูกเราวางไม่ได้เลย แหกปากทันที เราต้องใส่เป้อุ้มไว้ตลอด ไม่งั้นใช้คอมก็ต้องวางบนตัก ถ้าอยู่บนตักก็หลับได้อยู่ เราให้นมเองจนสองปีขอบอกว่ารู้ตัวอีกทีก็เหมือนไม่ได้นอนสองปีเต็มๆ เพราะเราก็เป็นคนหลับยากพอๆกับลูกเราเหมือนกัน
เรื่องเรียนหนังสือ เราว่าคงหนักมาก เพราะเราก็ผ่านมาแล้ว แต่ตอนนั้นไม่มีลูกหรือสามีก็รู้สึกว่าหนักมาก แต่เพื่อนร่วมชั้นเรียนเรา เขามากับสามี มีลูกมาแล้วหนึ่งคน ระหว่างเรียนสี่ปีครึ่ง เขาท้องอีกสอง แล้วเขามาจากประเทศที่มีวัฒนธรรมผู้หญิงต้องปรนนิบัติสามีด้วยนะ สี่ปีเรียนหนังสือ พร้อมลูกสาม ผัวหนึ่ง ท้องลูกสองคนระหว่างเรียนด้วย ทำทุกอย่างเองไม่มีพี่เลี้ยง เขายังจบเลย ตามเวลาด้วย ไม่ได้มีเพื่อนคนนี้คนเดียวที่มีครอบครัว เรามีเพื่อนที่มีครอบครัวอย่างนี้หลายคน เป็นคุณแม่ ไม่มีแม่บ้าน ไม่มีพี่เลี้ยง พ่อแม่ไม่ได้มาช่วย เรียนจบทุกคน ขอบอก แต่ถ้าถามเราเราไม่แน่ใจว่าเราจะสู้ได้เหมือนเพื่อนเขาไหม แต่ตอนนี้เรามีลูกแล้วเราว่าพอมีลูกความรับผิดชอบ และฮึดสู้มันมาเอง พร้อมๆกับที่เราอดทนอุ้มท้องเขามาเก้าเดือนนั่นแหละ เพราะหน้าที่ความเป็นแม่มันละทิ้งไม่ได้ ลูกจะอดตายไม่ได้ หน้าที่ความเป็นลูกที่ต้องรับผิดชอบสร้างความภูมิใจให้พ่อแม่ เราก็ทิ้งไม่ได้เหมือนกัน เราอาจทำได้ก็ได้นะ
ขอให้คุณโชคดีนะคะ มีน้องน่ารัก ให้น้องเลี้ยงง่ายๆ นอนเก่งๆ กินเยอะๆนะคะ แต่ถ้าถีบแม่ตลอดเวลาตั้งแต่อยู่ในท้องก็เตรียมใจไว้หน่อยนึงนะคะ เขาบอกว่าตอนอยู่ในท้องเขาหลับเวลาไหนตื่นเวลาไหน ออกมาเขาก็มีเวลาหลับและตื่นเหมือนอยู่ในท้องแหละ อันนี้เราคอนเฟิร์ม อิๆ มีอะไรถามได้หลังไมค์นะ แต่เราตอบช้าห้ามโกธร ไม่ได้เข้ามาทุกวัน
เอาสภาพก่อนขึ้นเครื่องให้ดู
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แสดงความคิดเห็น

Single mom กับการพาลูกไปเรียนต่อต่างประเทศด้วยมันยากมากมั้ยคะ?
เรามีกำหนดจะเดินทางไปเรียนต่อที่ยุโรปปลายๆเดือนตุลาค่ะ!!
คำถาม
1. การขอวีซ่าให้ลูกติดตามเรายากไหมคะ คือเราไปเรียนแล้วไปคนเดียวด้วยค่ะ (ในส่วนของ statement คิดว่าไม่มีปัญหาอะไรค่ะ)
2. การพาเด็กอายุประมาณ 2 เดือนเดินทางไปต่างประเทศลำบากมั้ยคะ
3. นั่ง business class จะสะดวกกว่ามั้ยคะ โดยจอง basinett กับทางสายการบินหรือเอาไปเองดีคะ แล้วรถเข็นเด็กนี่ควรเอาไปด้วยเลยมั้ยคะ
- เราได้ติดต่อ Babysitter หรือพี่เลี้ยงเด็กไว้แล้วค่ะ เชื่อถือได้ มีประกันความปลอดภัย การตรวจเช็คประวัติอาชญากรรมต่างๆเรียบร้อย โดยเราจะให้พี่เลี้ยงดูแลลูกในระหว่างที่เราไปเรียนค่ะ
- พอลูกอายุครบกำหนดที่เข้า Childcare ได้ก็จะพาเขาไปฝากค่ะ เลิกเร็วก็ไปรับเร็วค่ะ (เลิกช้าสุดในแต่ละวันไม่เกินบ่ายสามโมงค่ะ)
ขอรบกวนคุณแม่ หรือผู้ที่มีประสบการณ์ช่วยแนะนำด้วยนะคะ
ขออนุญาตไม่ตอบคำถามในส่วนของพ่อน้องนะคะ
ตอนนี้เราได้ข้อสรุปเรียบร้อยแล้วค่ะ ขอบพระคุณทุกคำแนะนำและกำลังใจนะคะ
- เราพาลูกไปด้วยแน่นอนค่ะ เพราะอยากให้ลูกทานนมเรา และอย่างน้อยการได้เจอกันทุกวัน ได้กอด ได้หอม คงจะส่งผลดีต่อลูกมากกว่าค่ะ
- กำหนดเรียนยังเหมือนเดิมค่ะ แต่เราคุยกับที่ปรึกษาว่าเราสามารถลงเทอมแรกไม่หนักมากได้ค่ะ โดยตัววิชาอาจารย์ที่ปรึกษาท่านจะช่วยดูให้ค่ะ
- เราเลือกเดินทางด้วยสารการบิน Emirates ค่ะ เดินทางไปพร้อมกับคุณแม่ของเราและอาจจะมีพี่ที่เป็นญาติไปด้วยอีกคนค่ะ และอยู่ด้วยจนกว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางค่ะ
- เราจ้างพี่เลี้ยงเด็กแบบประจำค่ะ เขาพักอยู่กับเราเลย ตอนนี้กำลังมองหา Baby monitor ไว้คอยดูลูกในระหว่างที่เราไม่อยู่ค่ะ
- เรื่องวีซ่าได้ทำการสอบถามกับทางสถานทูตเรียบร้อยแล้วค่ะ ไม่มีปัญหาอะไร สามารถทำได้ค่ะ
ขอบพระคุณทุกความคิดเห็นและกำลังใจนะคะ