หลังจากเราลาออกจากงานล่าสุดมา ก็ไปสมัครงานใหม่หลายที่ ทุกที่จะถามว่า "ทำไมจึงลาออกจากงาน" แล้วเราก็พยายามจะตอบให้ดูดี โดยการตอบว่า "เพราะรู้สึกไม่ถนัดกับงานที่ทำอยู่ งานไม่ได้มีทุกวัน แต่จะมีเป็นบางช่วง และช่วงที่มีงานก็จะมีเยอะมากๆ อีกทั้งต้องใช้ความเร่งรีบสูง จึงรู้สึกไม่ชอบและไม่ถนัด" แต่เราคิดว่าตอบแบบนี้ก็ไม่ค่อยดูดีเท่าไหร่ แถมบางครั้งเราไปสมัครงานตำแหน่งเดิม แต่เป็นที่ใหม่ HR ก็จะงงว่าเรามาสมัครตำแหน่งนี้ทำไม ในเมื่อเราบอกว่าไม่ถนัดงานนี้
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ความจริง เราลาออกเพราะเข้ากับรุ่นพี่ในทีมตัวเองไม่ได้ เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรไม่ได้ และดูเหมือนว่าไม่ค่อยเหมาะกับงานด้วย เพราะเราทำงานผิดบ่อย และรู้สึกว่าตัวเองต้องใช้ความเร่งรีบสูงในการทำงาน รีบไปหมดทุกอย่าง มันกดดันตัวเอง แถมรุ่นพี่ก็คอยพูดกดดันอีก ไม่รู้เป็นเพราะเราทำช้า หรือมีเวลาให้เราทำน้อยเกินไปกันแน่ เรากำหนดเวลาเองไม่ได้เลย ต้องทำตามแผนที่มีอยู่แล้ว ความเร่งรีบก็มีส่วนให้เราทำงานผิด พอเราทำผิด เราก็โดนบ่น พอโดนบ่นบ่อยๆ เราก็ไม่ชอบ เพราะเราคิดว่าตัวเองพยายามทำเต็มที่แล้ว ขณะเดียวกันเราก็รู้สึกแย่กับตัวเอง ประมาณว่าทำไมถึงผิดบ่อยเหลือเกิน ไม่เคยทำงานไหนแล้วผิดมากเท่ากับงานนี้เลย แม้ว่าช่วงหลังๆเราจะผิดน้อยลง จนแทบจะไม่ผิดแล้วก็ตาม และเราก็แก้ปัญหาเรื่องที่ต้องเร่งรีบทำงาน โดยการอยู่ทำงานจนเลยเวลาเลิกงาน แต่เป็นแบบนี้บ่อยๆเราก็ไม่ชอบ เพราะไม่ได้ค่าโอที แถมยังเหนื่อยอีก และยิ่งอยู่ก็ยิ่งมีงานมากขึ้น บางครั้งก็จำใจต้องรับงานจากคนที่ลาออกมาทำแทน นี่คือปัญหาเรื่องงาน
ต่อไป ปัญหาเรื่องวัฒนธรรมองค์กร บริษัทนี้ต้องการคนพูดคุยเก่งๆ เพราะทำงานกันเป็นทีมๆ อยากให้อยู่กันเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน และก็อยากให้คุยกับทุกคนในที่ทำงาน แต่เราเป็นคนไม่ค่อยพูด ยิ่งกับรุ่นพี่ในทีมนี่เรายิ่งเงียบหนัก เพราะโดนเขาบ่นใส่บ่อยๆ จึงทำให้เราไม่รู้สึกสนิทสนมกับเขา เราเกือบไม่ผ่านโปรก็เพราะเรื่องนี้ แต่เราก็ฝืนตัวเองให้ร่าเริงกับพวกเขาไม่ได้เหมือนกัน เราจะร่าเริงและพูดมากเฉพาะกับคนที่เรารู้สึกดีเมื่ออยู่ใกล้
สุดท้าย ปัญหาเรื่องเพื่อนร่วมงาน ก็คือรุ่นพี่ในทีมตัวเองนี่แหละ ที่ชอบบ่นเราบ่อยๆ เรื่องงาน ถึงแม้ช่วงหลังๆเราจะทำดีขึ้นแล้ว แต่รุ่นพี่ก็ยังมีเรื่องอื่นมาบ่นเราอีกจนได้ เช่น ถ้าเราตรวจงานตัวเองแล้วไม่เขียนหรือพิมพ์วิธีตรวจกำกับไว้ รุ่นพี่ก็จะหาว่าเราไม่ได้ตรวจงาน และก็บ่นเรา และเวลาที่เราว่าง (งานไม่ได้มาเรื่อยๆทุกวัน แต่จะมาหนักๆเป็นบางช่วงเหมือน ปจด. ผู้หญิง) พอเราไม่รู้จะทำอะไรแล้วก็เลยนั่งเล่นเน็ต รุ่นพี่ก็บ่นเรา (แต่เขาก็ทำ) ตอนแรกเรากับรุ่นพี่ไม่ได้นั่งใกล้กัน แต่หลังๆหัวหน้าจับให้มานั่งใกล้กัน เขาจึงเห็นหมดเลยว่าเราทำอะไรบ้าง ส่วนเราก็มีความกดดันมากขึ้นกว่าเดิม หัวหน้าก็รู้นะว่ารุ่นพี่ชอบพูดจาไม่ดีกับเรา(รู้จากปากคนอื่น) หัวหน้าก็เตือนเขาแล้ว เขาก็พูดดีกับเราได้แป๊บเดียว แล้วก็กลับมาพูดไม่ดีเหมือนเดิม
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เราเก็บสะสมความเครียดมาเรื่อยๆ ไม่รู้จะระบายกับใคร พ่อแม่ก็อยู่ไกล ไม่อยากทำให้เป็นห่วง เพื่อนก็ไม่มี เราทำได้อย่างเดียวคือระบายใน pantip แต่การระบายก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะสุดท้ายมันก็อยู่ที่ตัวเราเอง ปัญหาก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม เราอดทนข่มใจจนกระทั่งทนต่อไปไม่ไหว จึงลาออก เราก็บอกเหตุผลหัวหน้าไปเหมือนกับที่เราตอบตอนสัมภาษณ์งานใหม่ จริงๆเรายังสนใจงานที่ทำอยู่ (เราจึงสมัครงานที่ใหม่ในตำแหน่งเดิมไง) และเราก็ไม่ได้อยากจะรีบลาออก แต่มันถึงจุดที่เราไม่ไหวแล้ว แทนที่เราจะหางานใหม่ให้ได้ก่อนแล้วค่อยออก เราก็ไม่รอ รอไม่ได้ พอเราลาออกแล้วก็ต้องมาเครียดเรื่องตกงานอีก เราก็ไปพบจิตแพทย์ ไปเล่าให้จิตแพทย์ฟัง จิตแพทย์ก็บอกว่าเราเป็นโรคซึมเศร้า
ตอนนี้ก็ยังเครียดนะ เครียดเพราะตกงาน เครียดเพราะต้องพยายามใช้เงินอย่างประหยัดกว่าเดิม (จากเดิมก็ประหยัดอยู่แล้ว) แต่อย่างน้อยสภาพจิตใจเราก็ยังดีกว่าตอนที่ทำงาน แต่เราอยากมีเหตุผลดีๆไปตอบ HR ที่ใหม่ว่าทำไมจึงลาออก เราอยากพูดความจริงเพราะขี้เกียจโกหก แต่ก็คิดว่าถ้าพูดความจริงเขาคงไม่รับเราเข้าทำงานแน่ๆ ยิ่งถ้าบอกว่าเราเครียดจนต้องไปพบจิตแพทย์อีก ก็เหมือนเรากำลังฆ่าตัวเองชัดๆ
เจอคำถาม "ทำไมลาออกจากงานเก่า" จะตอบยังไงให้ไม่ดูแย่ ในเมื่อเราลาออกเพราะรู้สึกแย่
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ความจริง เราลาออกเพราะเข้ากับรุ่นพี่ในทีมตัวเองไม่ได้ เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรไม่ได้ และดูเหมือนว่าไม่ค่อยเหมาะกับงานด้วย เพราะเราทำงานผิดบ่อย และรู้สึกว่าตัวเองต้องใช้ความเร่งรีบสูงในการทำงาน รีบไปหมดทุกอย่าง มันกดดันตัวเอง แถมรุ่นพี่ก็คอยพูดกดดันอีก ไม่รู้เป็นเพราะเราทำช้า หรือมีเวลาให้เราทำน้อยเกินไปกันแน่ เรากำหนดเวลาเองไม่ได้เลย ต้องทำตามแผนที่มีอยู่แล้ว ความเร่งรีบก็มีส่วนให้เราทำงานผิด พอเราทำผิด เราก็โดนบ่น พอโดนบ่นบ่อยๆ เราก็ไม่ชอบ เพราะเราคิดว่าตัวเองพยายามทำเต็มที่แล้ว ขณะเดียวกันเราก็รู้สึกแย่กับตัวเอง ประมาณว่าทำไมถึงผิดบ่อยเหลือเกิน ไม่เคยทำงานไหนแล้วผิดมากเท่ากับงานนี้เลย แม้ว่าช่วงหลังๆเราจะผิดน้อยลง จนแทบจะไม่ผิดแล้วก็ตาม และเราก็แก้ปัญหาเรื่องที่ต้องเร่งรีบทำงาน โดยการอยู่ทำงานจนเลยเวลาเลิกงาน แต่เป็นแบบนี้บ่อยๆเราก็ไม่ชอบ เพราะไม่ได้ค่าโอที แถมยังเหนื่อยอีก และยิ่งอยู่ก็ยิ่งมีงานมากขึ้น บางครั้งก็จำใจต้องรับงานจากคนที่ลาออกมาทำแทน นี่คือปัญหาเรื่องงาน
ต่อไป ปัญหาเรื่องวัฒนธรรมองค์กร บริษัทนี้ต้องการคนพูดคุยเก่งๆ เพราะทำงานกันเป็นทีมๆ อยากให้อยู่กันเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน และก็อยากให้คุยกับทุกคนในที่ทำงาน แต่เราเป็นคนไม่ค่อยพูด ยิ่งกับรุ่นพี่ในทีมนี่เรายิ่งเงียบหนัก เพราะโดนเขาบ่นใส่บ่อยๆ จึงทำให้เราไม่รู้สึกสนิทสนมกับเขา เราเกือบไม่ผ่านโปรก็เพราะเรื่องนี้ แต่เราก็ฝืนตัวเองให้ร่าเริงกับพวกเขาไม่ได้เหมือนกัน เราจะร่าเริงและพูดมากเฉพาะกับคนที่เรารู้สึกดีเมื่ออยู่ใกล้
สุดท้าย ปัญหาเรื่องเพื่อนร่วมงาน ก็คือรุ่นพี่ในทีมตัวเองนี่แหละ ที่ชอบบ่นเราบ่อยๆ เรื่องงาน ถึงแม้ช่วงหลังๆเราจะทำดีขึ้นแล้ว แต่รุ่นพี่ก็ยังมีเรื่องอื่นมาบ่นเราอีกจนได้ เช่น ถ้าเราตรวจงานตัวเองแล้วไม่เขียนหรือพิมพ์วิธีตรวจกำกับไว้ รุ่นพี่ก็จะหาว่าเราไม่ได้ตรวจงาน และก็บ่นเรา และเวลาที่เราว่าง (งานไม่ได้มาเรื่อยๆทุกวัน แต่จะมาหนักๆเป็นบางช่วงเหมือน ปจด. ผู้หญิง) พอเราไม่รู้จะทำอะไรแล้วก็เลยนั่งเล่นเน็ต รุ่นพี่ก็บ่นเรา (แต่เขาก็ทำ) ตอนแรกเรากับรุ่นพี่ไม่ได้นั่งใกล้กัน แต่หลังๆหัวหน้าจับให้มานั่งใกล้กัน เขาจึงเห็นหมดเลยว่าเราทำอะไรบ้าง ส่วนเราก็มีความกดดันมากขึ้นกว่าเดิม หัวหน้าก็รู้นะว่ารุ่นพี่ชอบพูดจาไม่ดีกับเรา(รู้จากปากคนอื่น) หัวหน้าก็เตือนเขาแล้ว เขาก็พูดดีกับเราได้แป๊บเดียว แล้วก็กลับมาพูดไม่ดีเหมือนเดิม
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เราเก็บสะสมความเครียดมาเรื่อยๆ ไม่รู้จะระบายกับใคร พ่อแม่ก็อยู่ไกล ไม่อยากทำให้เป็นห่วง เพื่อนก็ไม่มี เราทำได้อย่างเดียวคือระบายใน pantip แต่การระบายก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะสุดท้ายมันก็อยู่ที่ตัวเราเอง ปัญหาก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม เราอดทนข่มใจจนกระทั่งทนต่อไปไม่ไหว จึงลาออก เราก็บอกเหตุผลหัวหน้าไปเหมือนกับที่เราตอบตอนสัมภาษณ์งานใหม่ จริงๆเรายังสนใจงานที่ทำอยู่ (เราจึงสมัครงานที่ใหม่ในตำแหน่งเดิมไง) และเราก็ไม่ได้อยากจะรีบลาออก แต่มันถึงจุดที่เราไม่ไหวแล้ว แทนที่เราจะหางานใหม่ให้ได้ก่อนแล้วค่อยออก เราก็ไม่รอ รอไม่ได้ พอเราลาออกแล้วก็ต้องมาเครียดเรื่องตกงานอีก เราก็ไปพบจิตแพทย์ ไปเล่าให้จิตแพทย์ฟัง จิตแพทย์ก็บอกว่าเราเป็นโรคซึมเศร้า
ตอนนี้ก็ยังเครียดนะ เครียดเพราะตกงาน เครียดเพราะต้องพยายามใช้เงินอย่างประหยัดกว่าเดิม (จากเดิมก็ประหยัดอยู่แล้ว) แต่อย่างน้อยสภาพจิตใจเราก็ยังดีกว่าตอนที่ทำงาน แต่เราอยากมีเหตุผลดีๆไปตอบ HR ที่ใหม่ว่าทำไมจึงลาออก เราอยากพูดความจริงเพราะขี้เกียจโกหก แต่ก็คิดว่าถ้าพูดความจริงเขาคงไม่รับเราเข้าทำงานแน่ๆ ยิ่งถ้าบอกว่าเราเครียดจนต้องไปพบจิตแพทย์อีก ก็เหมือนเรากำลังฆ่าตัวเองชัดๆ