NOTE: ก่อนจะเริ่มอ่าน ควรเปิดฟังเสียงดนตรีนี้ไปด้วย เพื่อสร้างบรรยากาศ เพิ่มอรรถรสในการอ่านครับ 
====================================================================

ปีสองพันห้าร้อยสามสิบเจ็ด
ต้องระเห็ดลงใต้ไปสงขลา
หางานทำเช้าค่ำช้ำกายา
สามเดือนกว่าย้ายมามหานคร
กรุงเทพคือแดนสวรรค์ว่ากันทั่ว
จึงพาตัวไปทุกหนคนสลอน
ได้งานทุกข์ยากแท้ไม่แน่นอน
จึงทอดถอนหัวใจไปเมืองนนท์
อยู่บางกรวยเกือบปีก็มีข่าว
สุดแสนเศร้าเรื่องที่หนีไม่พ้น
คือความตายชีพวายของพ่อตน
บนถนนรถชนคว่ำกลางทาง
จึงเดินทางขึ้นเหนือเพื่อไปบวช
จะได้กรวดกุศลไปไม่ติดค้าง
แทนบุญคุณพ่อหนุนเกื้อไม่เจือจาง
และเพื่อสร้างบารมีศรีแก่ตัว
จะบวชนั้นฉันต้องเป็นนาคก่อน
ต้องไปนอนในศาลามืดสลัว
ถึงเย็นย่ำยามค่ำก็น่ากลัว
มันมืดมัวหมองหม่นก็ทนไป
ถึงยามหลับหลับไม่ลงต้องปลงจิต
ว่าชีวิตอนิจจาอย่าสงสัย
บทสวดสวดจนจบสงบใจ
จึงหลับได้ถึงทิวาฟ้าอรุณ
ฝนตกพรำวันนั้นที่ฉันบวช
หลังพระสวดจบพิธีที่เกื้อหนุน
ให้โอวาทด้วยปรานีว่า
นี่คุณ
ช่วยค้ำจุนพระศาสน์ไปให้นานๆ
ตอนเดินรับบิณฑบาตจากญาตินั้น
ก็ฉับพลันลมสะบัดมาพัดผ่าน
ลมอะไรถึงได้พัดเข้าวิหาร
พอเสร็จการงานบวชกรวดน้ำไป
อยู่วิหารจนผ่านสัปดาห์แรก
พิธีแปลก “เข้ากรรม” ท่านย้ำไว้
ตำนานเจ็ดและสิบสองท่องขึ้นใจ
สวดมนต์ไปเช้าเย็นไม่เว้นวัน
จากนั้นฉันย้ายไปในกุฎี
อยู่ตรงที่หลังวิหารผ่านโรงฉัน
ยามราตรีที่สงบและเงียบงัน
ทันใดนั้นเสียงแสกสากลากบนลาน
ใครกันหนามากวาดวัดในบัดนี้
เวลาสี่ทุ่มกว่าช่างกล้าหาญ
ไฟก็ดับมืดไปไม่เห็นลาน
กวาดตั้งนานคือใครไม่ใช่คน
บทสวดมนต์ที่ตนอัดเทปไว้
เปิดฟังไปให้จำย้ำอีกหน
แล้วจำวัดตัดใจมิให้กังวล
ก็เผลอตนหลับใหลในนิทรา
หลับไปนานเท่าไรก็ไม่รู้
แล้วจู่ๆก็ตื่นขึ้นผวา
ทีแรกนั้นฉันจะลุกขึ้นมา
เป็นเพราะว่ากระหายน้ำเย็นๆ
ปรากฏว่าจะลุกลุกไม่ได้
มีมือใครจับเราไว้มองไม่เห็น
อากาศร้อนขึ้นพลันตอนนั้นเป็น
มือเยียบเย็นจับข้อมือสองของเรา
กดเอาไว้ไม่ให้ขยับทับข้างบน
ในตอนต้นร้อนรุ่มกลุ้มรุมเข้า
ด้วยตระหนกตกใจไม่บางเบา
จำต้องเข้าสมาธิโดยฉับพลัน
บทชินบัญชรย้อนนึกไป
ยันทุนได้ตามจรดเป็นบทสั้น
ท่องในใจท่องไปหยุดกลางคัน
นึกถึงวันบนเขากับอาจารย์
เริ่มภาวนา พุทฺโธ พุทฺโธ ไว้
ภาวนาไปด้วยใจกำแหงหาญ
และสงบลบความกลัวจนลนลาน
จึงได้ผ่านไปได้โดยสวัสดี
มือลึกลับที่จับก็หายไป
คิดเปิดไฟลุกขึ้นได้ก็เร็วรี่
ไขว่คว้าหาสวิทช์ไฟพลันทันที
อยู่สว่างอย่างนี้ตลอดคืน
ตั้งแต่วันนั้นไปไฟไม่ดับ
ยามจะหลับจำวัดไซร้เลยไม่ฝืน
ให้ใจหวาดกลัวไปในกลางคืน
หลับหรือตื่นสว่างไว้อุ่นใจตน
ยังมีอีกคราวหนึ่งซึ่งสงสัย
เสียงอะไรบนฟ้าน่าฉงน
กำลังเดินกลับสู่กุฎีตน
ณ ที่หนทางผ่านพระเจดีย์
เสียงกรีดแหลมลากยาวกลางหาวเหิน
กำลังเดินหยุดกึกนึกพลันนี่
เปรตแน่นอน เดินไปก่อนไม่รอรี
ไม่กล้าที่จะแหงนขึ้นไปมอง
ไม่เหมือนเสียงอื่นใดเคยได้ยิน
ร้องไม่สิ้นหวี๊ดๆชวนสยอง
มันจะเป็นอะไรไม่ต้องมอง
รีบท่องแผ่เมตตาพาตนไป
ทั้งหมดนี้นี่คือประสบการณ์
ที่ได้ผ่านมานานยังจำได้
ตอนบวชเรียนพากเพียรเรียนสุดใจ
จนสุดท้ายได้ “มหา” มาครอบครอง
แต่ก็มีบุญวาสนามาแค่เจ็ด
แปดเก้าเด็ดยากเกินจะจับต้อง
ตัดใจลาสิกขาตามครรลอง
แล้วก็ท่องเที่ยวไปในปุถุชน ฯ
<<< THE SHOCK POEM : บทกวีสยอง ตอนที่ 3 = ประสบการณ์จากการบวช >>>
NOTE: ก่อนจะเริ่มอ่าน ควรเปิดฟังเสียงดนตรีนี้ไปด้วย เพื่อสร้างบรรยากาศ เพิ่มอรรถรสในการอ่านครับ
====================================================================
ปีสองพันห้าร้อยสามสิบเจ็ด
ต้องระเห็ดลงใต้ไปสงขลา
หางานทำเช้าค่ำช้ำกายา
สามเดือนกว่าย้ายมามหานคร
กรุงเทพคือแดนสวรรค์ว่ากันทั่ว
จึงพาตัวไปทุกหนคนสลอน
ได้งานทุกข์ยากแท้ไม่แน่นอน
จึงทอดถอนหัวใจไปเมืองนนท์
อยู่บางกรวยเกือบปีก็มีข่าว
สุดแสนเศร้าเรื่องที่หนีไม่พ้น
คือความตายชีพวายของพ่อตน
บนถนนรถชนคว่ำกลางทาง
จึงเดินทางขึ้นเหนือเพื่อไปบวช
จะได้กรวดกุศลไปไม่ติดค้าง
แทนบุญคุณพ่อหนุนเกื้อไม่เจือจาง
และเพื่อสร้างบารมีศรีแก่ตัว
จะบวชนั้นฉันต้องเป็นนาคก่อน
ต้องไปนอนในศาลามืดสลัว
ถึงเย็นย่ำยามค่ำก็น่ากลัว
มันมืดมัวหมองหม่นก็ทนไป
ถึงยามหลับหลับไม่ลงต้องปลงจิต
ว่าชีวิตอนิจจาอย่าสงสัย
บทสวดสวดจนจบสงบใจ
จึงหลับได้ถึงทิวาฟ้าอรุณ
ฝนตกพรำวันนั้นที่ฉันบวช
หลังพระสวดจบพิธีที่เกื้อหนุน
ให้โอวาทด้วยปรานีว่า นี่คุณ
ช่วยค้ำจุนพระศาสน์ไปให้นานๆ
ตอนเดินรับบิณฑบาตจากญาตินั้น
ก็ฉับพลันลมสะบัดมาพัดผ่าน
ลมอะไรถึงได้พัดเข้าวิหาร
พอเสร็จการงานบวชกรวดน้ำไป
อยู่วิหารจนผ่านสัปดาห์แรก
พิธีแปลก “เข้ากรรม” ท่านย้ำไว้
ตำนานเจ็ดและสิบสองท่องขึ้นใจ
สวดมนต์ไปเช้าเย็นไม่เว้นวัน
จากนั้นฉันย้ายไปในกุฎี
อยู่ตรงที่หลังวิหารผ่านโรงฉัน
ยามราตรีที่สงบและเงียบงัน
ทันใดนั้นเสียงแสกสากลากบนลาน
ใครกันหนามากวาดวัดในบัดนี้
เวลาสี่ทุ่มกว่าช่างกล้าหาญ
ไฟก็ดับมืดไปไม่เห็นลาน
กวาดตั้งนานคือใครไม่ใช่คน
บทสวดมนต์ที่ตนอัดเทปไว้
เปิดฟังไปให้จำย้ำอีกหน
แล้วจำวัดตัดใจมิให้กังวล
ก็เผลอตนหลับใหลในนิทรา
หลับไปนานเท่าไรก็ไม่รู้
แล้วจู่ๆก็ตื่นขึ้นผวา
ทีแรกนั้นฉันจะลุกขึ้นมา
เป็นเพราะว่ากระหายน้ำเย็นๆ
ปรากฏว่าจะลุกลุกไม่ได้
มีมือใครจับเราไว้มองไม่เห็น
อากาศร้อนขึ้นพลันตอนนั้นเป็น
มือเยียบเย็นจับข้อมือสองของเรา
กดเอาไว้ไม่ให้ขยับทับข้างบน
ในตอนต้นร้อนรุ่มกลุ้มรุมเข้า
ด้วยตระหนกตกใจไม่บางเบา
จำต้องเข้าสมาธิโดยฉับพลัน
บทชินบัญชรย้อนนึกไป
ยันทุนได้ตามจรดเป็นบทสั้น
ท่องในใจท่องไปหยุดกลางคัน
นึกถึงวันบนเขากับอาจารย์
เริ่มภาวนา พุทฺโธ พุทฺโธ ไว้
ภาวนาไปด้วยใจกำแหงหาญ
และสงบลบความกลัวจนลนลาน
จึงได้ผ่านไปได้โดยสวัสดี
มือลึกลับที่จับก็หายไป
คิดเปิดไฟลุกขึ้นได้ก็เร็วรี่
ไขว่คว้าหาสวิทช์ไฟพลันทันที
อยู่สว่างอย่างนี้ตลอดคืน
ตั้งแต่วันนั้นไปไฟไม่ดับ
ยามจะหลับจำวัดไซร้เลยไม่ฝืน
ให้ใจหวาดกลัวไปในกลางคืน
หลับหรือตื่นสว่างไว้อุ่นใจตน
ยังมีอีกคราวหนึ่งซึ่งสงสัย
เสียงอะไรบนฟ้าน่าฉงน
กำลังเดินกลับสู่กุฎีตน
ณ ที่หนทางผ่านพระเจดีย์
เสียงกรีดแหลมลากยาวกลางหาวเหิน
กำลังเดินหยุดกึกนึกพลันนี่
เปรตแน่นอน เดินไปก่อนไม่รอรี
ไม่กล้าที่จะแหงนขึ้นไปมอง
ไม่เหมือนเสียงอื่นใดเคยได้ยิน
ร้องไม่สิ้นหวี๊ดๆชวนสยอง
มันจะเป็นอะไรไม่ต้องมอง
รีบท่องแผ่เมตตาพาตนไป
ทั้งหมดนี้นี่คือประสบการณ์
ที่ได้ผ่านมานานยังจำได้
ตอนบวชเรียนพากเพียรเรียนสุดใจ
จนสุดท้ายได้ “มหา” มาครอบครอง
แต่ก็มีบุญวาสนามาแค่เจ็ด
แปดเก้าเด็ดยากเกินจะจับต้อง
ตัดใจลาสิกขาตามครรลอง
แล้วก็ท่องเที่ยวไปในปุถุชน ฯ