เนื่องจาก วันนี้ได้มีโอกาสไป วัดแห่งหนึ่งมาครับ
ซึ่ง เป็นวัดที่ผมศรัทธามาค่อนค่างนานพอสมควร เพราะรู้สึกว่า ที่วัดแห่งนี้ เป็นวัดที่ มักน้อย สันโดษ
และมุ่งสอนแต่ธรรมะที่เป็นประโยชน์ แก่พุทธศาสนิกชน ที่ไม่สอนให้คนงมงาย ด้วยผมทำงานกับ สื่อทางออนไลน์โดยส่วนใหญ่ และโดยปกติแล้ว ผมเองอาจไม่ค่อยได้เป็นคนเข้าวัดเข้าวาเท่าไหร่ หรือมีโอกาสได้ไปบ้างแต่ก็ไม่บ่อยนัก จึงอาจทำให้ไม่รู้ กาละเทศะ หรือมารยาทอันควรหรือไม่ควร ในการไปวัดเท่าที่ควร แต่เป็นคนชอบฟังธรรม ชอบเปิดธรรมะนั่งฟังผ่านยูทูปอยู่บ้าน หรือปฏิบัติอยู่บ้าน ผมรู้สึกว่ามันสะดวกสบายดี บางครั้งทำงานไปด้วย ก็ฟังไปด้วยเพราะงานที่ทำไม่ต้องใช้สมองคิดอะไรมากสามารถพิจารณาตามธรรมใน คลิปวีดีโอได้ไม่ยาก
แต่ในที่สุด วันนี้เอง ผมก็ได้ไปวัดที่ผมอยากไปมากๆมานานหลายปี แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ไป บรรยากาศของวัด สงบร่มเย็น ไม่ฟุ้งเฟ้อไปด้วยศาสนวัตถุสถาน บรรยากาศเป็นที่น่ารื่นรมย์ และดูเป็นที่ วิเวก สัปปายะ อย่างที่คิดไม่ผิดหวัง จนผมนำครอบครัวไปนั่ง ท่ามกลาง ศิษยานุศิษย์ที่กำลัง ปรึกษาธรรม กับพระอาจารย์ที่ผมเคยแต่ได้เห็น และชื่นชม แต่ในทางสื่อต่างๆ ส่วนตัวผมเองใจจริงเพียงแค่อยากไปจำเส้นทางที่จะเดินทางไปวัดแห่งนี้เพื่อโอกาสต่อๆไป และไปกราบ พระอาจารย์ท่านสักครั้ง แต่ก็คงไม่มีคำถามอะไร จะไปถามท่าน เนื่องจากความรู้ทางธรรมยังน้อยอยู่มาก ได้นั่งฟังท่านตอบคำถามผู้มาฟังธรรมอยู่ครู่หนึ่ง ก็คงไกล้ถึงเวลาท่านต้องไปทำกิจอย่างอื่น ท่านมีเมตตา มองมาทางกลุ่มผม ท่านคงสังเกตุเห็นว่า น่าจะเป็นผู้มาใหม่ เนื่องจากไม่เคยมาวัดแห่งนี้มาก่อน หรือมานั่งฟังท่าน สาธยายธรรมมาก่อน ท่านจึงเมตตา หยิบหนังสือ แจกฟรีมาให้ แล้วถามผมว่าต้องการ หนังสือแจกฟรีหรือไม่
ประเด็นมันอยู่ที่ตรงนี้ครับ คือด้วยความเกรงใจ และคิดว่าส่วนตัว ผมชอบเปิดฟังธรรมะผ่านทางอินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว ซึ่งผมเองสามารถหาความรู้ได้จาก ทางเว็ปไซต์ ไม่ว่าจะของทางวัดเอง หรือสื่อต่างๆ ที่ศิษยานุศิษย์ ของวัดแห่งนี้ร่วมใจกันสร้างขึ้นได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว จึงได้ปฏิเสธท่านไป เพราะในใจหนึ่งก็เกรงใจ อยากให้คนที่ ต้องการจริงๆ นำไปให้เกิดประโยชน์มากกว่าเพราะถึงผมนำมาก็อาจจะไม่ได้อ่านเท่าไหร เพราะผมจะเน้นฟัง ผ่านหนังสือเสียง หรืออ่านผ่านทางอินเตอร์เน็ตเอาซะส่วนใหญ่ ซึ่งเข้าใจว่าเนื้อหาก็น่าจะเหมือนกันเพราะเป็นของทางวัดนำออกมาเผยแพร่เอง แต่ตรงจุดนี้ผมเองก็ยอมรับ ว่าฉลาดน้อยไปนิด ว่าทำไมถึงไม่หันไปถามคุณพ่อคุณแม่ หรือเพื่อนที่มาด้วยกันก่อน ว่าอยากได้หรือไม่ หรือคิดจะเอาไปฝากคนอื่นๆบ้างเลย พระอาจารย์ท่านก็ยิ้มไม่ได้ว่าอะไร ต่อมาพอพระอาจารย์ท่านลุกไป คุณพ่อกับคุณแม่ก็คุยกันว่า จริงๆ น่าจะนำมาสักสองเล่ม เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับเจ้านาย ผมจึงอาสาไปขอให้ แต่เนื่องจากท่านลุกไปแล้ว ผมจึงขอกับ พี่ผู้ชายคนนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นศิษย์ของพระอาจารย์ท่าน ซึ่งพี่เค้าเป็นคนนำถือหนังสือมาให้พระอาจารย์ท่านแจกด้วยความที่พี่เขาไม่มีอำนาจในการแจกจ่ายหนังสือ พี่เขาจึงแจ้งว่า พี่เขาคงให้ผมไม่ได้ เนื่องจากหนังสือนี้ ไม่ใช่ของพี่เขา ต้องขอกับพระอาจารย์ พร้อมถามเหตุผลผมว่า ก่อนหน้านี้ ตอนพระอาจารย์ถามทำไมผมถึงปฏิเสธ ผมจึงแจงกลับไปว่า เนื่องจากส่วนตัวผมมีอยู่แล้ว แต่คุณพ่อยังไม่มี และอยากนำไปฝากเจ้านาย แต่ถ้าไม่ได้ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยววันหลังผมจะมาขอใหม่ (ตั้งใจว่าจะมาขอกับพระอาจารย์ท่านเองตอนท่านอยู่ตามที่พี่เค้าบอกไว้)
แต่เมื่อพี่ผู้ชายคนหนึ่งซึ่งมาก่อนหน้าผม ได้ยินเข้าซึ่งผมสังเกตุเห็นว่า พี่เค้ามีหนังสือแจกฟรีอยู่ค่อนค่างหลายเล่มในกระเป๋า เห็นผมอยากได้ จึงหันไปถามพี่คนนั้นว่า ถ้าอย่างนั้น พี่เค้าอาสาให้หนังสือกับผมแทนได้ไหม พี่ผู้ชายคนเดิมแจ้งว่า ได้ครับ แต่แล้ว ผมก็ดัน ฉลาดน้อยปฏิเสธอีก โดยบอกว่า ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยววันหลัง ผมมาขอใหม่จะดีกว่า ( เหตุผลคือ ผมเกรงใจพี่เขา และไม่รู้ว่า พี่เขาได้หนังสือไปพอดีกับที่พี่เขาขอมาเพื่อต้องนำไปแจกจ่ายหรือเปล่า และผมก็คิดว่า ยังไงโอกาสหน้าก็ยังมีเดี๋ยวผมคงมาขอใหม่กับพระอาจารย์เอง )
หลังจากนั้น ผมก็ได้ยินพี่ซึ่งผมได้ขอหนังสือกับพี่เค้าไปก่อนหน้า พูดขึ้นว่าคงช่วยอะไรไม่ได้ ในเมื่อให้แล้วไม่เอา ตอนแรกผมเองก็ไม่ได้คิดอะไร แต่คิดไปคิดมา สักพัก ก็คิดได้ว่า การที่ผม ปฏิเสธทั้งพระอาจารย์ และพี่อีกคนที่ต้องการจะให้หนังสือผมมานั้น
เป็นการกระทำที่ ไม่สมควรหรือเปล่าครับ ที่ผมปฏิเสธไปถึงสองครั้ง ถึงแม้ผมจะยอมรับ ว่าปฏิเสธไปด้วยความเกรงใจจริงๆ ไม่ได้มีอคติใดๆเลยหรืออาจจะด้วยความฉลาดน้อย ที่ไม่ทันคิด คิดถึงแต่ตัวเองว่า ตัวเองไม่ต้องการ เพราะปกติผมกับแม่ก็ ฟังจากยูทูปกัน ประจำอยู่แล้ว แต่ก็มาอดคิดไม่ได้ว่า มันเป็นการเสียมารยาท หรือเป็นการกระทำที่ไม่ควร หรือดูเป็นการหักหน้า หรือคล้ายกับดูหมิ่น หรือเปล่าครับ จริงๆกลับบ้านมา ระหว่างขับรถกลับ ก็คิดมาตลอดทางเลยครับ กลับมาก็ถามแฟนที่บ้าน เล่าเหตุการณ์ให้ฟังสอบถามความเห็น แฟนก็บอกว่าจริงๆสิ่งที่ผมทำมันก็ทำให้ดูเหมือนคน เรื่องเยอะ เรื่องมากไปหน่อย ^^''
เลยคิดถึงขนาดว่า เอคราวหน้าไป ควรจะไป และอธิบายให้พี่เขาเข้าใจดีไหมหากได้มีโอกาสเจอกันอีก ถ้ามันดูเสียมารยาท ผมก็คิดว่า อาจจะไปขอโทษพี่เค้ากับขอขมาพระอาจารย์ ท่านครับ ^^''
ผมอาจจะใส่รายละเอียด เยอะไปนิด แต่ ประเด็นมีอยู่สั้นๆ อาจเรียบเรียงได้ไม่ดีเท่าไหร่ต้องขอโทษด้วยนะครับ ^^''
สอบถามความเห็นเพื่อนๆ ครับว่าการกระทำผมสมควรหรือไม่
ซึ่ง เป็นวัดที่ผมศรัทธามาค่อนค่างนานพอสมควร เพราะรู้สึกว่า ที่วัดแห่งนี้ เป็นวัดที่ มักน้อย สันโดษ
และมุ่งสอนแต่ธรรมะที่เป็นประโยชน์ แก่พุทธศาสนิกชน ที่ไม่สอนให้คนงมงาย ด้วยผมทำงานกับ สื่อทางออนไลน์โดยส่วนใหญ่ และโดยปกติแล้ว ผมเองอาจไม่ค่อยได้เป็นคนเข้าวัดเข้าวาเท่าไหร่ หรือมีโอกาสได้ไปบ้างแต่ก็ไม่บ่อยนัก จึงอาจทำให้ไม่รู้ กาละเทศะ หรือมารยาทอันควรหรือไม่ควร ในการไปวัดเท่าที่ควร แต่เป็นคนชอบฟังธรรม ชอบเปิดธรรมะนั่งฟังผ่านยูทูปอยู่บ้าน หรือปฏิบัติอยู่บ้าน ผมรู้สึกว่ามันสะดวกสบายดี บางครั้งทำงานไปด้วย ก็ฟังไปด้วยเพราะงานที่ทำไม่ต้องใช้สมองคิดอะไรมากสามารถพิจารณาตามธรรมใน คลิปวีดีโอได้ไม่ยาก
แต่ในที่สุด วันนี้เอง ผมก็ได้ไปวัดที่ผมอยากไปมากๆมานานหลายปี แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ไป บรรยากาศของวัด สงบร่มเย็น ไม่ฟุ้งเฟ้อไปด้วยศาสนวัตถุสถาน บรรยากาศเป็นที่น่ารื่นรมย์ และดูเป็นที่ วิเวก สัปปายะ อย่างที่คิดไม่ผิดหวัง จนผมนำครอบครัวไปนั่ง ท่ามกลาง ศิษยานุศิษย์ที่กำลัง ปรึกษาธรรม กับพระอาจารย์ที่ผมเคยแต่ได้เห็น และชื่นชม แต่ในทางสื่อต่างๆ ส่วนตัวผมเองใจจริงเพียงแค่อยากไปจำเส้นทางที่จะเดินทางไปวัดแห่งนี้เพื่อโอกาสต่อๆไป และไปกราบ พระอาจารย์ท่านสักครั้ง แต่ก็คงไม่มีคำถามอะไร จะไปถามท่าน เนื่องจากความรู้ทางธรรมยังน้อยอยู่มาก ได้นั่งฟังท่านตอบคำถามผู้มาฟังธรรมอยู่ครู่หนึ่ง ก็คงไกล้ถึงเวลาท่านต้องไปทำกิจอย่างอื่น ท่านมีเมตตา มองมาทางกลุ่มผม ท่านคงสังเกตุเห็นว่า น่าจะเป็นผู้มาใหม่ เนื่องจากไม่เคยมาวัดแห่งนี้มาก่อน หรือมานั่งฟังท่าน สาธยายธรรมมาก่อน ท่านจึงเมตตา หยิบหนังสือ แจกฟรีมาให้ แล้วถามผมว่าต้องการ หนังสือแจกฟรีหรือไม่
ประเด็นมันอยู่ที่ตรงนี้ครับ คือด้วยความเกรงใจ และคิดว่าส่วนตัว ผมชอบเปิดฟังธรรมะผ่านทางอินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว ซึ่งผมเองสามารถหาความรู้ได้จาก ทางเว็ปไซต์ ไม่ว่าจะของทางวัดเอง หรือสื่อต่างๆ ที่ศิษยานุศิษย์ ของวัดแห่งนี้ร่วมใจกันสร้างขึ้นได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว จึงได้ปฏิเสธท่านไป เพราะในใจหนึ่งก็เกรงใจ อยากให้คนที่ ต้องการจริงๆ นำไปให้เกิดประโยชน์มากกว่าเพราะถึงผมนำมาก็อาจจะไม่ได้อ่านเท่าไหร เพราะผมจะเน้นฟัง ผ่านหนังสือเสียง หรืออ่านผ่านทางอินเตอร์เน็ตเอาซะส่วนใหญ่ ซึ่งเข้าใจว่าเนื้อหาก็น่าจะเหมือนกันเพราะเป็นของทางวัดนำออกมาเผยแพร่เอง แต่ตรงจุดนี้ผมเองก็ยอมรับ ว่าฉลาดน้อยไปนิด ว่าทำไมถึงไม่หันไปถามคุณพ่อคุณแม่ หรือเพื่อนที่มาด้วยกันก่อน ว่าอยากได้หรือไม่ หรือคิดจะเอาไปฝากคนอื่นๆบ้างเลย พระอาจารย์ท่านก็ยิ้มไม่ได้ว่าอะไร ต่อมาพอพระอาจารย์ท่านลุกไป คุณพ่อกับคุณแม่ก็คุยกันว่า จริงๆ น่าจะนำมาสักสองเล่ม เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับเจ้านาย ผมจึงอาสาไปขอให้ แต่เนื่องจากท่านลุกไปแล้ว ผมจึงขอกับ พี่ผู้ชายคนนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นศิษย์ของพระอาจารย์ท่าน ซึ่งพี่เค้าเป็นคนนำถือหนังสือมาให้พระอาจารย์ท่านแจกด้วยความที่พี่เขาไม่มีอำนาจในการแจกจ่ายหนังสือ พี่เขาจึงแจ้งว่า พี่เขาคงให้ผมไม่ได้ เนื่องจากหนังสือนี้ ไม่ใช่ของพี่เขา ต้องขอกับพระอาจารย์ พร้อมถามเหตุผลผมว่า ก่อนหน้านี้ ตอนพระอาจารย์ถามทำไมผมถึงปฏิเสธ ผมจึงแจงกลับไปว่า เนื่องจากส่วนตัวผมมีอยู่แล้ว แต่คุณพ่อยังไม่มี และอยากนำไปฝากเจ้านาย แต่ถ้าไม่ได้ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยววันหลังผมจะมาขอใหม่ (ตั้งใจว่าจะมาขอกับพระอาจารย์ท่านเองตอนท่านอยู่ตามที่พี่เค้าบอกไว้)
แต่เมื่อพี่ผู้ชายคนหนึ่งซึ่งมาก่อนหน้าผม ได้ยินเข้าซึ่งผมสังเกตุเห็นว่า พี่เค้ามีหนังสือแจกฟรีอยู่ค่อนค่างหลายเล่มในกระเป๋า เห็นผมอยากได้ จึงหันไปถามพี่คนนั้นว่า ถ้าอย่างนั้น พี่เค้าอาสาให้หนังสือกับผมแทนได้ไหม พี่ผู้ชายคนเดิมแจ้งว่า ได้ครับ แต่แล้ว ผมก็ดัน ฉลาดน้อยปฏิเสธอีก โดยบอกว่า ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยววันหลัง ผมมาขอใหม่จะดีกว่า ( เหตุผลคือ ผมเกรงใจพี่เขา และไม่รู้ว่า พี่เขาได้หนังสือไปพอดีกับที่พี่เขาขอมาเพื่อต้องนำไปแจกจ่ายหรือเปล่า และผมก็คิดว่า ยังไงโอกาสหน้าก็ยังมีเดี๋ยวผมคงมาขอใหม่กับพระอาจารย์เอง )
หลังจากนั้น ผมก็ได้ยินพี่ซึ่งผมได้ขอหนังสือกับพี่เค้าไปก่อนหน้า พูดขึ้นว่าคงช่วยอะไรไม่ได้ ในเมื่อให้แล้วไม่เอา ตอนแรกผมเองก็ไม่ได้คิดอะไร แต่คิดไปคิดมา สักพัก ก็คิดได้ว่า การที่ผม ปฏิเสธทั้งพระอาจารย์ และพี่อีกคนที่ต้องการจะให้หนังสือผมมานั้น
เป็นการกระทำที่ ไม่สมควรหรือเปล่าครับ ที่ผมปฏิเสธไปถึงสองครั้ง ถึงแม้ผมจะยอมรับ ว่าปฏิเสธไปด้วยความเกรงใจจริงๆ ไม่ได้มีอคติใดๆเลยหรืออาจจะด้วยความฉลาดน้อย ที่ไม่ทันคิด คิดถึงแต่ตัวเองว่า ตัวเองไม่ต้องการ เพราะปกติผมกับแม่ก็ ฟังจากยูทูปกัน ประจำอยู่แล้ว แต่ก็มาอดคิดไม่ได้ว่า มันเป็นการเสียมารยาท หรือเป็นการกระทำที่ไม่ควร หรือดูเป็นการหักหน้า หรือคล้ายกับดูหมิ่น หรือเปล่าครับ จริงๆกลับบ้านมา ระหว่างขับรถกลับ ก็คิดมาตลอดทางเลยครับ กลับมาก็ถามแฟนที่บ้าน เล่าเหตุการณ์ให้ฟังสอบถามความเห็น แฟนก็บอกว่าจริงๆสิ่งที่ผมทำมันก็ทำให้ดูเหมือนคน เรื่องเยอะ เรื่องมากไปหน่อย ^^''
เลยคิดถึงขนาดว่า เอคราวหน้าไป ควรจะไป และอธิบายให้พี่เขาเข้าใจดีไหมหากได้มีโอกาสเจอกันอีก ถ้ามันดูเสียมารยาท ผมก็คิดว่า อาจจะไปขอโทษพี่เค้ากับขอขมาพระอาจารย์ ท่านครับ ^^''
ผมอาจจะใส่รายละเอียด เยอะไปนิด แต่ ประเด็นมีอยู่สั้นๆ อาจเรียบเรียงได้ไม่ดีเท่าไหร่ต้องขอโทษด้วยนะครับ ^^''