........ขอบคุณบรรดา....กระทู้สามีนอกใจในพันทิปค่ะ...........

กระทู้คำถาม
ขอขอบคุณทั้งคนที่ตั้งกระทู้และทุกความคิดเห็นที่เข้ามาตอบในทุกกระทู้ที่เราอ่าน (ซึ่งมีเยอะมาก) มันทำให้เรารู้ว่าไม่ได้มีแค่เราที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ ดังนั้นเพื่อตอบแทนกระทู้เหล่านั้น และเป็นกำลังใจให้ใครก็ตามที่ต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ในชีวิต อยากบอกว่า ยังมีชีวิตที่ดีกว่ารออยู่ข้างหน้า พรุ่งนี้ดีกว่าวันนี้เสมอค่ะ ใจคุณจะแกร่งขึ้น มุมมองในการใช้ชีวิตจะเปลี่ยนไป
เราชอบคำนี้ แพ้เป็นถ่านผ่านเป็นเพชร

เราเป็นผู้หญิงเกือบจะหลักสี่แล้วค่ะ ตั้งแต่เป็นแฟนและแต่งงานเราใช้ชีวิตแบบอยู่กันคนละจังหวัดมาสิบกว่าปี
เมื่อหลายปีก่อนโลกของเราได้กลายเป็นสีเทา จุดเริ่มต้นเรื่องของเราไม่ต่างกับหลายๆกระทู้ คือเราคลอดลูก และนี่เป็นเหตุผลที่ตอนนั้นไม่ได้ตั้งกระทู้เรื่องตัวเอง

วันนี้เราขอแชร์เหตุการณ์หลังจากรู้ความจริง แล้วกันนะคะว่าเราทำอะไรเพื่อให้โลกของเราไม่เป็นสีเทาอีกต่อไป
สิ่งแรกที่เราทำคือถาม google ว่าควรทำยังไงดี ในนั้นมีทั้งความรู้ สายธรรมะ และ กระทู้พันทิป

เราเจอข้อความหนึ่งแต่จำไม่ได้จริงๆว่ามาจากเวปไหน ขออภัยด้วยนะคะ
บอกว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้จะมีทางเลือก 3 อย่าง
1. ใช้ชีวิตครอบครัวต่อไปโดยเรื่องที่เกิดขึ้นไม่มีผลกับชีวิต
2. ใช้ชีวิตครอบครัวแบบเลิกๆดีๆเพราะเมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก็ขุดมาทะเลาะกันเรื่อยๆ
3. เลิกกันไปเลยค่ะ

ในส่วนของการปรึกษาคนเราปรึกษาคนน้อยมากเพราะตอนนั้นเราเองก็สับสนไม่รู้ว่าต้องทำยังไงเลยเลือกที่จะเก็บเรื่องเอาไว้คนเดียวจนถึงที่สุดจึงเลือกที่ปรึกษา

ที่ปรึกษาคนที่ 1
พี่สาวที่สนิทและน่ารักมากคอยช่วยเหลือน้องในหลายๆเรื่อง
คำแนะนำคือให้อภัยให้โอกาสรักษาครอบครัว
เราลองวิธีที่พี่เขาแนะนำ เราคิดว่าเราคือคนที่สามารถมีความสุขโดยมองข้ามเรื่องนี้ไปได้ เราหันหน้ามาคุยกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นเราควรปรับส่วนไหนเขาต้องปรับส่วนไหนเพื่อให้ครอบครัวสามารถไปต่อได้ (เราไม่ได้โทษเขาทั้งหมดเราเองก็อาจมีส่วนผิดแต่การที่เขาเปิดใจบอกข้อเสียของเรามันนำมาซึ่งการตัดสินใจสำคัญในเวลาต่อมา)
แต่ตลอดเวลาประมาณเดือนกว่าๆที่เราพยายามคิดว่าเราให้อภัยได้ ตัวเรากลับไม่รู้สึกดีขึ้นเลย เรายังเอาความสุขไปผูกไว้กับเขาอยากให้เขาทำนั้นทำนี้ถ้าเขาไม่ทำเราก็ทุกข์วนไปวนมา

ที่ปรึกษาคนที่ 2
พี่สาวคนนี้สนิทและเป็นผู้มีประสบการณ์ตรงแกจับกิ๊กสามีแกได้ตั้งแต่ก่อนแต่ง แต่ก็แต่งและอยู่ด้วยกันจนมีลูกสองคน เราอยากรู้ว่าพี่เค้าคิดยังไงถึงอยู่กันได้นานขนาดนั้น
คำแนะนำคือให้อภัยให้โอกาสรักษาครอบครัว
ก่อนวางสายโทรศัพท์ เราบอกแกว่ายังไม่สบายใจขึ้นเลย
แกบอกว่า ไม่มีใครทำให้เราสบายใจได้หรอก นอกจากตัวเราเอง
ตอนนั้นไม่เข้าใจปนๆกับไม่เชื่อ ไม่จริงมันต้องมีใครหรืออะไรมาทำให้เราดีขึ้นสิ
รอบนี้ใช้เวลานานพอควรประมาณเกือบ 5 เดือนเราถึงตัดสินใจเลือกปรึกษาอีกคน

ที่ปรึกษาคนที่ 3 คนสำคัญ
เพื่อนสาวคนสนิทที่มีความคิดอะไรหลายๆอย่างคล้ายกัน เธอไปมีครอบครัวอยู่ต่างประเทศ นอกจากปรึกษาปัญหาแล้วยังไม่ลืมทิ้งท้ายว่า หาฝรั่งให้สักคน555555
คำแนะนำคือ เลิกค่ะ
ที่บอกว่าคนนี้เป็นคนสำคัญไม่ใช่เพราะเราเชื่อคำแนะนำของเขานะคะ
แต่เป็นเพราะคำตอบนี้มันอยู่ในใจเรามาตลอดตั้งแต่ต้น สิ่งที่เราต้องการจริงๆคือการเลิกกัน  เราต้องการแค่ใครสักคนที่เห็นด้วยกับความคิดเรา และสำหรับเราแค่มีคนนี้คนเดียวก็พอจริงๆนับจากนั้นเราโทรไลน์ข้ามทวีปบ่อยมากจะตีไหนเราก็รอได้ เราไม่ต้องด่าใครเลยค่ะมันด่าแทนเราทุกอย่าง 55555 (หมายถึงนินทานะคะไม่ได้ไปปะทะกับใครทั้งสิ้น)
เพราะตั้งแต่ตอนเป็นแฟนกันสิ่งที่เราบอกเสมอ ถ้านอกใจเลิกสถานเดียว แต่พอเจอกับตัวเข้าจริงๆแถมมีลูกเข้ามาให้คิดอีก มันต้องคิดให้ดีๆ แต่ตลอดเวลาที่ลองปรับกันเราไม่มีความสุขเลย ความระแวงเกาะกินจิตใจ ความเชื่อมั่นในตัวเองแทบจะหายไปจากชีวิต เวลาอยู่คนเดียวร้องไห้สิคะจะทำอะไร 5555 ตอนนั้นมันเหมือนโดนถีบกระเด็นนอนล้มอยู่รอเขามาดึงขึ้นเปล่าเลย เขาไม่ดึงขึ้นกลับรู้สึกว่าโดนกระทืบซ้ำอีกต่างหาก (ความรู้สึกตอนนั้นถ้าใครไม่เคย บอกเลยไม่มีวันเข้าใจเพราะเราเองที่เมื่อก่อนคิดว่าถ้าเราเจอก็ง่ายๆเลิกกันไปแต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่มันมีอะไรให้คิดมากมาย)
และเหตุผลสำคัญอีกอย่างคือข้อเสียของเราในหลายข้อที่เขาพูดออกมา เช่นเราชอบบ่งการชีวิตเขาเหมือนเขาอดทนกับเรามาตลอด (ถ้าทุกข์ขนาดนั้นทำไมไม่ยอมเลิกกะตรูนะ5555) ซึ่งข้อนี้เราว่ามันเป็นนิสัยหลักของเรา การที่จะไม่ให้เรายุ่งวุ่นวายในชีวิตได้มีอย่างเดียวที่ทำได้คือการไม่ได้เป็นอะไรกันเป็นทางออกที่ดีที่สุด (และถ้าสิ่งที่คุณทำดีอยู่แล้วมันจะมีคนมาบอกให้คุณทำนั้นทำนี้หรือเปล่าจริงไหม)
พอมานึกๆเหมือนความคิดการใช้ชีวิตของเราสองคนต่างกันหลายอย่างในจุดที่สำคัญ อย่างเราเคยขอให้เขาอย่ายุ่งกับผู้หญิงคนนี้ (ผู้หญิงมักมีลางเรื่องพวกนี้นะคะ5555) สิ่งที่เขาเลือกทำคือ ยังยุ่งกับผู้หญิงคนนั้นแต่ปกปิดเราเพราะคิดว่าเราคิดมากไปเอง แล้วท้ายที่สุดเรื่องมันก็เกิดขึ้นจริง

ในส่วนของพ่อแม่ญาติพี่น้องแม้แต่เพื่อนร่วมงานเราไม่ได้เล่าให้ใครฟังเลย เพราะเราไม่อยากให้ใครมาทุกข์กับเราและที่สำคัญเราไม่อยากได้ยินคำว่าให้อภัยให้โอกาส ซึ่งเราก็คิดว่าเราตัดสินใจถูกเพราะในวันที่โลกเราเป็นสีเทาแต่ทุกคนรอบตัวยังใช้ชีวิตปรกติทุกสิ่งรอบตัวยังเหมือนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปมีแต่ใจเราเท่านั้น พอคิดได้เราเลยพยายามพาตัวเองให้กลับมาให้ได้เร็วที่สุด

เราขอหย่า แต่เขาไม่ยอม เขาขอโอกาสแต่การอยู่คนละจังหวัดความไว้ใจไม่มี เราจะรอเพื่ออะไรเพราะที่ผ่านมาเราก็รอมามากพอแล้วสิ่งที่เราได้รับกลับมันคือสิ่งที่เขาทำกับเราได้อย่างเจ็บปวดที่สุด
เราทุกข์ที่เขาไม่ยอมหย่าแต่ก็ไม่อยากทำให้มันเรื่องใหญ่เสียเงินเสียเวลา สุดท้ายแล้วเราก็ทำใจว่า ชีวิตฉันแค่กระดาษแผ่นเดียวทำอะไรฉันไม่ได้หรอก55555 พอคิดได้แบบนี้ชีวิตก็เป็นอิสระขึ้นมาทันทีจะทำอะไรไม่ต้องขออนุญาตใครอยากขับรถพาลูกไปเที่ยวไหนก็ไปได้สองคนแม่ลูก หัดจองตั๋วเครื่องบินเองจองโรงแรมเอง เรานี่ก็เก่งเหมือนกันนะอิอิ

สำหรับเรื่องลูกเราเชื่อว่าคงไม่มีลูกคนไหนอยากให้แม่ต้องทนทุกข์เพื่อให้ตัวเองมีความสุขหรอกจริงไหม พ่อแม่เลิกกันมันก็ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ไม่รักลูกไม่ใช่เหรอ เราเชื่อว่าลูกจะเข้าใจในความเป็นจริง แต่ตอนนี้เขายังเด็กเขารู้แค่ว่าพ่อทำงานที่อื่นเขาอยู่บ้านกับแม่สองคนและรู้ว่าพ่อกับแม่รักเขาที่สุด เขาส่งเงินมาให้ลูกทุกเดือนนะคะ ถ้าเขากลับมาก็จะมารับลูกไปเที่ยว (เราไม่เคยด่าพ่อหรือใส่สิ่งไม่ดีในหัวลูกเลย)

หลายๆคนแนะนำให้หาอะไรใหม่ๆทำ
สิ่งที่เราเลือกทำคือ การเรียนว่ายน้ำ เชื่อไหมระหว่างความเป็นกับความตายเราจะลืมความทุกข์เราจะคิดแต่ว่าจะทำยังไงไม่ให้ตัวเองตาย อันนี้แนะนำเลยค่ะลองดู

คำสำคัญที่ใช้ได้ดีเวลาที่คิดว่าทำไมเขาไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ คือ นั้นมันเรื่องของเขา นั้นมันชีวิตเขาไม่เกี่ยวกับเรา คำนี้จะช่วยทำให้ตัวเองออกมาจากสถานการณ์ทุกข์ที่อยู่ในหัวได้เร็วค่ะ

ทุกวันนี้เราขอบคุณเรื่องที่เกิดนะ มันทำให้เราเข้มแข็งขึ้น ได้เปิดโลกของตัวเอง ถ้าเรื่องนี้ไม่เกิดเราก็คงอยู่ในกะลาของเราต่อไป พอร์ตหุ้นที่เปิดไว้มานานได้เวลาหาความรู้เพื่อใช้เงินทำงานอีกทาง หนังสือที่เราอ่าน ช่อง youtube ที่เลือกดูเปลี่ยนไปหมด เราชอบดู โค้ช ครู อาจารย์มากมายที่ไลฟ์ทาง facebook ให้ความรู้จนดูแทบจะไม่ทัน (เหมือนเพิ่งออกมาพบโลกใบใหม่ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน)

ขอบคุณลูกที่ต้องไปโรงเรียนทุกวันทำให้พอไปส่งลูกที่โรงเรียนเราก็ต้องไปทำงานเช่นกัน (ไม่ได้ลาป่วยสักวันซึ่งจริงๆถ้าลาป่วยอยู่บ้านคนเดียวก็คงเอาแต่ร้องไห้ไม่ทำอะไรเลย) และขอบคุณงานทำให้ไม่มีเวลามากพอที่จะพาตัวเองเดินทางไปทำสิ่งที่อารมณ์ชั่ววูบอยากทำ พอมานึกๆแล้วถ้าเราทำแบบนั้นไป เราคงเสียใจมากและคงดึงตัวเองกลับมาได้ยากเช่นกัน

อีกสิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้คือ
การให้อภัยกับการให้โอกาสเป็นคนละเรื่องกัน
เราให้อภัยเขาค่ะ แต่เราไม่ให้โอกาสเขาเข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตเราอีกต่อไป สำหรับเราเขาเป็นเพื่อนและพ่อที่ดี เท่านั้น
เราเชื่อแล้วว่า ตัวเราเองเท่านั้นที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตดีขึ้นได้
เราหันกลับมารักตัวเอง อยากพัฒนาตัวเองในหลายๆด้าน

โลกของเราตอนนี้ไม่เป็นสีเทาแล้วนะคะ
หวังว่ากระทู้ของเราจะเป็นประโยชน์กับใครสักคน เราทำได้คุณเองก็ทำได้ค่ะ
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาสีเทาในชีวิตออกมาได้นะคะ

โชคดีค่า
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่