มติชนออนไลน์-“พณ.”วอนผู้ผลิตแจ้งปรับขนาดสินค้าก่อนวางขาย15-30วัน-ชี้ขายของลดขนาดแต่ราคาเดิมไม่ผิดกฎหมาย

กระทู้คำถาม
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ 8 ราย และห้างค้าปลีก-ส่ง 4 ราย เกี่ยวกับการลดปริมาณบรรจุภัณฑ์ แต่ขายราคาเดิม ว่า การกระทำดังกล่าวไม่ถือว่าผิดกฎหมาย ยังอยู่ในกฎระเบียบ เพราะราคาจำหน่ายสินค้ายังอยู่ต่ำกว่าราคาแนะนำที่ได้แจ้งไว้กับกรมการค้าภายใน ซึ่งจากการประชุมพบว่ามีสินค้า 2 รายการ คือ ครีมอาบน้ำ และน้ำยาซักฟอก ที่ลดปริมาณแต่ไม่ลดราคา เนื่องจากมีต้นทุนสารเคมีการผลิตที่เพิ่มขึ้นกว่า 2-3ปีแล้ว และการแข่งขันสินค้าประเภทนี้รุนแรง จึงต้องดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดเช่นนี้

“ผู้ประกอบการแต่ละคนยังให้คำตอบไม่ได้ว่าจะดำเนินการกับเรื่องนี้อย่างไร เพราะจะต้องนำเรื่องที่หารือกันวันนี้ไปประชุมร่วมกับผู้บริหารของแต่ละบริษัทก่อน เพื่อพิจารณาเรื่องต้นทุนและราคาขายคาดใช้เวลาดำเนินการ 1 สัปดาห์ ดังนั้นจะเชิญผู้ประกอบการมาประชุมเพื่อหาข้อสรุปและทางออกร่วมกันอีกครั้งในวันอังคารที่ 16 พฤษภาคมนี้ ส่วนสินค้าของผู้ผลิตที่ลดปริมาณ แต่คงราคาเดิมที่วางในชั้นจำหน่ายตามห้างร้านก่อนหน้านี้ก็สามารถขายได้ต่อไป เพราะไม่ผิดกฎหมาย”นายสนธิรัตน์กล่าว

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตสินค้าว่าหากเปลี่ยนขนาดและปริมาณบรรจุและเปลี่ยนแปลงราคาจะต้องแจ้งให้กรมการค้าภายในให้รับทราบก่อนประมาณ 15-30 วัน ที่จะมีการซื้อขายในตลาด และได้ขอความร่วมมือห้างค้าปลีก-ส่ง ให้ตรวจสอบขนาดบรรจุ หรือการเปลี่ยนแปลงราคาว่ามีการแจ้งกับกรมการค้าภายในแล้วหรือยัง

“เป็นการขอความร่วมมือกับผู้ผลิตสินค้าและห้าง ไม่ใช่การสั่งการ เพราะไม่มีตัวกฎหมายที่ให้สั่งการได้ ต้องเข้าใจว่าเราเป็นตลาดเสรี การกระทำดังกล่าวเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดทั่วไป ไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติ กระทรวงฯมีหน้าที่ดูแล ติดตามภาวะราคาสินค้า ว่าผู้ประกอบการขายเกินกว่าราคาแนะนำไว้หรือไม่ ดังนั้นกลยุทธ์การตลาดดังกล่าว เป็นกลไกตลาด เป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค ซึ่งก่อนจะซื้อก็ต้องพิจารณาเปรียบเทียบก่อน”นายสนธิรัตน์กล่าว

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า สำหรับครีมอาบน้ำ น้ำยาซักฟอก จัดเป็นสินค้าที่กรมการค้าภายในติดตามดูแล(watch list) ซึ่งมีทั้งหมด 134 รายการ หากจะให้ยกระดับสินค้าทั้งหมดเป็นสินค้าควบคุมคงเป็นไปไม่ได้ เพราะต้องพิจารณาถึงความจำเป็นและการแข่งขันในตลาดด้วย ดังนั้นสินค้ากลุ่มติดตามดูแลแต่ไม่ได้เป็นสินค้าควบคุม จะใช้วิธีขอความร่วมมือให้แจ้งกรมการค้าภายในก่อนเปลี่ยนแปลงขนาดราคา ส่วนสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการครองชีพเป็นสินค้าควบคุมมี 47 รายการ เช่น น้ำตาลทราย น้ำมันพืช นมผง นมสด ผงซักฟอก ปูนซีเมนต์ เป็นต้น จะต้องแจ้งราคาก่อนเปลี่ยนแปลง 15 วัน โดยราคาจะต้องลดตามสัดส่วนขนาดบรรจุที่ลดลง มีราคาต่อหน่วยเท่าเดิม เว้นเป็นสินค้าใหม่หรือปรับสูตร ทำให้ต้นทุนเปลี่ยนไป ทั้งนี้หากผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร มีโทษตามกฎหมายจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับผู้ประกอบการร่วมประชุมครั้งนี้ มีผู้ผลิต 8 ราย ได้แก่ บริษัท คอล-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ยูนิลีเวอร์ไทย เทรดดิ้ง จำกัด บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไอ.พี.เทรดดิ้ง จำกัด บริษัท คาโอ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด ส่วนห้างประกอบด้วย บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด

ขอบคุณที่มาข่าว
“พณ.”วอนผู้ผลิตแจ้งปรับขนาดสินค้าก่อนวางขาย15-30วัน-ชี้ขายของลดขนาดแต่ราคาเดิมไม่ผิดกฎหมาย
http://www.matichon.co.th/news/555480
เผยแพร่ 9 พฤษภาคม 2560

ช่วงจ้อเพลินๆอมยิ้ม06
ขายดีวันดีคืนขึ้นเอาๆบางทีถ้าค่าแรง"ขั้นต่ำ"กับสวัสดิการประชาชนเพิ่มขึ้นบ่อยๆเรื่อยๆมั่งก็น่าสนนะครับ กับเรื่องนี้เฉยๆอ่าครับที่ว่าลดปริมาณลงราคาเดิมก็คิดดูดิขนาดปริมาณเท่าเดิมราคาเพิ่มขึ้นหรือเอาล็อตใหม่ลงปริมาณน้อยลงราคาเท่าเดิมมาตั้งหลายปีแล้วโฆษณาออกทางโทรทัศน์ว่าดียังงั้นดียังงี้ตั้งกะเพื่อสุขภาพยันความสะดวกกันโครมๆยังไม่เห็นจะมีใครโวยเลยว่าไม่ดีมันแพงเอาเปรียบผู้บริโภคบลาๆๆๆ พณ.นี่ก็ตื่นตูมกับราคาสินค้าไปได้ไหนบอกว่าเศรษฐกิจดีไงโถ่วแค่ลดปริมาณลงจะได้ทำยอดขายได้มากขึ้นแค่นี้ขนหน้าแข้งเอ้ยกระเป๋าตังไม่ร่วงหรอกน่า ไอ้เรื่องแบบนี้พวกชาวห้างร้านค้าต่างๆเขาทำกันมาเป็นชาติแล้วพึ่งรู้กันหรอ ไม่ไหวๆนะครับเนี่ยชอบออกมาให้ข่าวขัดๆกันเองเนี่ย

ว่าแต่ว่าไอ้ที่เขาว่าแข่งขันกันรุนแรงจนต้องลดปริมาณลงนี่มันคืออะไรหรอครับถ้าเป็นลดราคาลงเพื่อเพิ่มยอดขายยังพอเข้าใจว่าตัดราคากันเพื่อหาลูกค้าแบบพวกร้านชำทำกันแต่ลดปริมาณลงเพื่อแข่งขันกันเนี่ยพวกแม่บ้านทั้งหลายจะไม่ไปหันซื้อยี่ห้ออื่นแทนหรอครับแบบนี้ทำให้เสียฐานลูกค้ากลุ่มนิยมความคุ้มค่าปริมาณต่อราคานะครับ งงอ่าครับหรือว่าเพื่อไม่ให้ขาดทุนจึงต้องใช้วัตถุดิบเท่าเดิมแต่แบ่งซอยบรรจุภัณฑ์ได้เยอะขึ้นจะได้ขายได้หลายๆล็อตกัน

ว่าแต่ว่าทำไมคุ้นๆเหมือนกับว่าถามเองตอบเองซะงั้นไม่รู้Facepalm
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่