นี่คือกระทู้แรกในชีวิตของผมในพันทิป 55 แต่ที่จริงผมอ่านข้อมูลในกระทู้บ่อยครั้งโดยเฉพาะเกี่ยวกับการท่องเที่ยว วันนี้อยากมีกระทู้เป็นของตัวเองบ้าง ก็เลยมาลองดูครับ
ตอนที่ 1
https://pantip.com/topic/36424684
ตอนที่ 2
https://pantip.com/topic/36428643
ตอนที่ 3
https://pantip.com/topic/36444082
สืบเนื่องจากผมเป็นคนอุบลราชธานี แต่มาทำงานที่จังหวัดระยอง แล้วมีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติ 2 คน ชาวภูฏาน ทั้งสองเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ง่ายๆคือตอนนี้ผมก็เรียนภาษาอังกฤษกับเพื่อนทั้งสองคน พอคุยรู้เรื่องบ้าง ต้องฝึกไปอีกนานพอสมควร ในช่วงปิดเทอมช่วงสงกรานต์เราไม่มีโปรแกรมจะไปเที่ยวไหน เขาก็ไม่ได้กลับบ้านที่ภูฏาน ผมก็บอกว่าจะกลับบ้านที่อุบล เขาจึงถามว่ามีจะมีปัญหาไหมถ้าเข้าสองคนจะกลับบ้านด้วย เราก็บอกว่าที่บ้านเราร้อนมากนะ แต่ไปได้ ยินดีต้อนรับ เมื่อตกลงเราก็จองตั๋วเครื่องบิน ซึ่งโชคดีเป็นช่วงที่สายการบินเปิดเที่ยวบินที่สนามบินอู่ตะเภาที่สัตหีบ-อุบลราชธานี จองไปกลับราคาโปรโมชั่น ตกคนล่ะ 1,200 บาท โอเคเลย เรามีกำหนดการอยู่ที่อุบล 15-20 เมษายน 2560 ซึ่งผมได้บอกทางบ้านไปว่าเพื่อนต่างชาติจะกลับไปเที่ยวบ้านด้วย ซึ่งทางบ้านทั้งพ่อ แม่ และพี่สาวก็ตื่นเต้นกันใหญ่ กับการต้อนรับผู้มาเยือนในครั้งนี้ 555 ขนาดว่ามารับถึงสนามบินเลยทีเดียว (ไม่อยากจะบอกว่าเวลาผมกับบ้านคนเดียวไม่เคยมารับเลยนะ "นั่งแท็กซี่มาเองเด้อลูกบ่แพงดอก"แม่บอก) ออกจากสนามบินพ่อกับแม่ก็พาเราไปไหว้พระที่วัดมหาวนาราม และวัดพระธาตุหนองบัว รถติดบอสมควรเนื่องจากเป็นวันสงกรานต์วันสุดท้ายในตัวเมืองจะเล่นกันถึงเย็น จากนั้นเราก็กลับมาบ้านที่อำเภอม่วงสามสิบ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 50 กิโลเมตร พ่อกับแม่ก็กังวลกลัวเพื่อนอยู่บ้านไม่ได้ ซึ่งบ้านผมก็อยู่บ้านนอกหน่อย ดีที่พ่อกับแม่ตัดสินใจติดแอร์ ในห้องนอน 1 ห้องเมื่อสองปีก่อน และพ่อกับแม่ก็เป็นผู้เสียสละให้เราและเพื่อนเข้าไปนอน เราอยู่บ้านไม่ได้ไปไหน 15-16 เมษายน 2560 พักที่บ้าน เริ่มออกเดินทางเที่ยว 17 เมษายน 2560 ที่แรกคือ สามพันโบกครับ
ทั้งนี้ขอออกตัวก่อนนะครับว่ากระทู้นี้เราไม่ได้มาโชว์ฝีมือในการถ่ายรูปนะครับ โดยรูปส่วนมากเราใช้มือถือถ่าย แล้วมาตั้งกระทู้ไว้เพื่อบอกเล่าประสบการณ์ดีๆและความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิตที่พาเพื่อนชาวต่างชาติมาเที่ยวบ้านเกิดครับ


สามพันโบก เราวางแผนออกจากบ้านตั้งแต่ 05.30 น. เราต้องออกเช้าเพราะจะได้ไม่ร้อนมาก พ่อกับแม่และเพื่อน ครั้งแรกที่ไปเที่ยวสามพันโบก ส่วนผมครั้งที่ 3 แต่สองครั้งที่ผ่านมาคือไปถึงก็ 10.00-12.00 น. ชนิดว่าแดดไหม้เลยทีเดียว ครั้งนี้จึงวางแผนเดินทางเช้าหน่อย อีกอย่างสามพันโบกอยู่ห่างจากบ้านผมประมาณ 100 กิโลเมตร ต้องใช้เวลาในการเดินทางพอสมควร เราถึงสามพันโบก 07.30 น. สภาพอากาศมืดครึ้ม ไม่มีแดดท้องฟ้าไม่สวยเลย แต่ไม่เป็นไรอย่างน้อยก็ไม่ร้อน (อย่างที่บอกว่าผมมารอบที่ 3 ทุกครั้งเป็นแบบนี้ตลอดเลยฟ้าเน่า ไม่ใสไม่สวยเลย 555)
การมาเที่ยวสามพันโบก เราควรทำความเข้าใจถึง ปรากฏการทางธรรมชาติครับ เพราะระดับน้ำโขงจะลดลงช่วงหน้าร้อน ทำให้เห็นเกาะแก่งหิน โบกหินต่างๆที่สวยงาม บางคนมาบอกว่าร้อนมาก ใช่ครับ ร้อนมาก การเตรียมตัว และการวางแผนจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก บางคนวางแผนมาเช้าเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น และบางคนรอแดดร่มลมตก มาดูพระอาทิตย์ตก และบางคนมาตามสะดวกต่อเวลาที่มีก็สุดแล้วแต่ว่าแต่ละคนจะเลือกเก็บความทรงจำที่ได้พบ ได้เห็นแบบไหนกลับไป และเลือกเก็บความทรงจำนั้นไว้ ว่าครั้งหนึ่งเราเคยมาแล้วนะ แล้วได้อะไรกลับไป ไม่ใช่แค่มาถึงถ่ายรูป เช็คอินแล้วกับไป และบอกคนอื่นว่าอย่าไปเลย ร้อน !!! แค่นั้น


เราต้องนั่งรถสองแถวลงไปที่กลางแม่น้ำโขงที่ลดระดับลงครับ ค่าเช่า 200 บาทคือนั้งได้ 6-8 คนเลยทีเดียว แต่เราไป 5 คนสบายมาก และเราเลือกเอาน้องๆที่เป็นไกด์ไปด้วยเพื่อแนะนำจุดไฮไลท์ของสามพันโบก ซึ่งน้องๆบอกว่าค่าจ้างแล้วแต่จะให้ เราก็โอเคถือว่าให้ทุนการศึกษาเด็กๆไป โดยน้องที่นำเราไปคือ น้องพลอย น้องเขาก็คุยเก่ง แนะนำเป็นภาษาอิสานแบบชัดถ้อย ชัดคำดี ส่วนเราก็แนะนำเพื่อนเป็นภาษาอังกฤษแบบมั่วบ้าง 55
แต่ก็พอรู้เรื่อง
ลงจากรถน้องพลอยก็พาเราเดินไปยังจุดแรก คือ “หินเต่ายิ้ม” ดูออกไหมครับ

จากนั้นก็นี่เลยครับ “โบกมิกกี้เม้าส์” ที่หลายคนต้องมาถ่ายรูปเก็บไว้ (ผมมารอบที่ 3 จึงได้เห็น 555)

ถ่ายกับพ่อ แม่ ด้วย 1 2 3 แชะ

ต่อมาเป็นไฮไลท์สำคัญอีกจุด คือ หินหัวสุนัข ตอนแรกดูไม่ออก เพื่อนก็ดูไม่ออก พอถ่ายรูปแล้วมาดูร้อง อ๋อเลยทีเดียว เพื่อนๆดูออกไหมครับ เราก็ถ่ายรูปเยอะมากจุดนี้
Pema@samphanbok

Chimi@samphanbok

Aon@samphanbok

เราหรือผมคนเดียวก็ไม่รู้ที่ถ่ายเยอะ 555


การมาสามพันโบกถ้าเราจะมาแบบลุยๆ คือเดินแบบนานๆ หลายๆจุด ****ควรสวมรองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าหุ้มส้นจะดีที่สุดครับ นอกจากนี้ยังอาจจะพกร่ม หมวก แว่นตา ต่างๆตามสะดวกครับ แม่ผมใส่รองเท้ามีส้นสูงนิดๆมาเดิน จนต้องถอดเดินในบางจุดเพราะกลัวลื่น 55

หลายมุมมอง สวยงามแปลกตา

เดินไปอีกสักพักพ่อกับแม่ก็บอกว่า ให้เราเดินเที่ยวต่อเลย เดี๋ยวนั่งรอแล้ว แต่ไม่ต้องรีบ ได้มาแล้วพาเพื่อนไปดูให้ครบทุกจุด ประมาณว่าพ่อกับแม่เหนื่อยแล้วว่างั้น แม่บอกเพื่อนผมว่าสู้ๆอย่าย้อมแพ้ (My mother Say don't give up) 5555 งั้นแวะถ่ายรูปกันก่อน

พ่อผมยิ้มอย่างเดียว


รูปรวมสักรูป

จากนั้นเราก็เดินต่อ น้องพลอย ไกด์ของเราก็มามาอีกจุด เรียกว่าโบกกล้องส่องดาว ว่างั้น น้องอาสาถ่ายรูปให้เรา จัดไปหลายรูปอีกทีเดียว 555



ตลอดการเดินลุยจุดต่างๆ ของสามพันโบก ผมคิดว่าใครที่มาก็อาจจะคิดแบบผมว่า มันคือการมาดูหินก็จริง แต่มันเต็มไปด้วยมุมมองที่ต่างกัน และจินตนาการได้หลากหลาย และน่าค้นหาอยู่เสมอ
แดดเริ่มร้อนมาบ้าง เราก็คอยถามเพื่อนตลอดเวลาว่า Are you ok ? เธอโอเคไม? ไหวไหม? เพราะเรากลัวเขาเหนื่อย 55 เพราะนี่แค่ที่แรกที่เรามา ยังต้องไปอีกหลายที่

มุมไหนก็ดูหลากหลาย (เพื่อนบอกว่านี่คือท่า dab ท่าอะไรก็ไม่รู้)

นี่ท่า dhoom machale 555

เราก็ลุยเดิน และถ่ายรูปไปหลายจุด เริ่มเหนื่อยแล้ว นักท่องเที่ยวก็เริ่มมาบ้าง ดูคึกคักดี อากาศก็เริ่มร้อน เพื่อนเราก็เริ่มออกอาการเหนื่อย ดังภาพ 5555
ได้ยินบ่นว่า So hot So hot เป็นช่วงๆ 555 ตูว่าล่ะ

สำหรับคนที่ชอบถ่ายรูป คงเป็นอะไรที่สนุก ตื่นเต้นเลยทีเดียว เพราะมีหลายมุม ผมเองก็เอากล้องไป แต่ดันไม่ได้ถ่าย ส่วนมากใช้มือถือถ่าย เหตุผลคือ พอเดินเหนื่อย ร้อน แล้วก็ไม่มีใครอยากถือ อยากเอากล้องห้อยคอ เกี่ยงกันประมาณนั้น 555

ยิ่งใหญ่ คนดูเล็กไปเลยในบางมุม

ร้อนแค่ไหน แต่เรื่องถ่ายรูปขอให้บอกเราเลยครับ 55

เราถามเพื่อนว่า รู้สึกยังไงสำหรับสถานที่นี้ เขาก็ตอบว่าโอเค สวย ร้อนแต่ก็คุ้มค่าที่ได้มาดูให้เห็นกับตา

เราก็เก็บภาพกันอีกนิดหน่อยก็ ยอมแล้ว พอแล้ว เหลือไปนั่งเรือชมวิวดีกว่า




พอเราไปดูไฮไลท์ต่างๆของสามพันโบกเสร็จแล้ว (เพราะเหนื่อยแล้ว 555) เพื่อนเราก็อยากจะนั่งเรือ ล่องแม่น้ำโขง ชมวิว ทิวทัศน์ เราก็โอเคได้ ชวนพ่อกับแม่ แม่บอกว่าไม่ไหว กลัวหวิ่ง (เวียนหัว) ก็เลยไปแค่ 4 คน กับน้องไกด์ อากาศเย็นสบายดีบนเรือ ค่าเช่าเรือระยะใกล้ 500 บาท สามารถนั่งได้ 10 คนได้ แต่เราไปแค่ 4 คน พ่อกับแม่นั่งรอที่ฝั่ง ไปแวะลานหินสี และหาดทราย เราสามารถแวะได้ไม่จำกัดเวลาด้วยนะ

ตอนลงเรือไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเท่าไหร่ 55


หลังจากเสร็จจากล่องเรือเราก็กลับขึ้นฝั่ง เพื่อกินข้าว เราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง อยู่ที่สามพันโบกอาหารเช้าแม่เตรียมมาเองครับข้าวเหนียว หมูแดดเดียว แบบว่าประหยัดค่าอาหารไปได้เยอะ เพราะเอามาหลายอย่างจากที่บ้าน มะม่วง น้ำดื่ม น้ำแข็ง เตรียมมาเอง บอกแล้วว่าวางแผนมาดีมากครั้งนี้
กินข้าวเสร็จเราก็ไปถ่ายรูปที่ป้ายสามพันโบก ไว้เป็นที่ระลึก และลาน้องพลอย ไกด์สาวน้อยของเรา พร้อมกับให้ค่าขนมน้องไปจำนวนหนึ่ง และเราก็เดินทางไปต่อที่อุทยานเเห่งชาติผาแต้ม เอาไว้โพสเป็นตอนที่ 2 แล้วกันนะครับ เราจะไปต่อที่ผาแต้มและโขงเจียม อย่าลืมมาติดตามนะครับ

ยังไงก็ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะครับ นี่คือกระทู้แรกจริงๆ หากมีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยนะครับ
ขอบคุณเจ้าของกระทู้นี้ ที่ทำให้เกิดแรงบัลดาลใจในการริวิวครับ
https://pantip.com/topic/35284891/comment5
ตอนที่ 2 ครับ
https://pantip.com/topic/36428643
[CR] พาเพื่อนเที่ยวอุบล (Ubon trip 1)
ตอนที่ 1 https://pantip.com/topic/36424684
ตอนที่ 2 https://pantip.com/topic/36428643
ตอนที่ 3 https://pantip.com/topic/36444082
สืบเนื่องจากผมเป็นคนอุบลราชธานี แต่มาทำงานที่จังหวัดระยอง แล้วมีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติ 2 คน ชาวภูฏาน ทั้งสองเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ง่ายๆคือตอนนี้ผมก็เรียนภาษาอังกฤษกับเพื่อนทั้งสองคน พอคุยรู้เรื่องบ้าง ต้องฝึกไปอีกนานพอสมควร ในช่วงปิดเทอมช่วงสงกรานต์เราไม่มีโปรแกรมจะไปเที่ยวไหน เขาก็ไม่ได้กลับบ้านที่ภูฏาน ผมก็บอกว่าจะกลับบ้านที่อุบล เขาจึงถามว่ามีจะมีปัญหาไหมถ้าเข้าสองคนจะกลับบ้านด้วย เราก็บอกว่าที่บ้านเราร้อนมากนะ แต่ไปได้ ยินดีต้อนรับ เมื่อตกลงเราก็จองตั๋วเครื่องบิน ซึ่งโชคดีเป็นช่วงที่สายการบินเปิดเที่ยวบินที่สนามบินอู่ตะเภาที่สัตหีบ-อุบลราชธานี จองไปกลับราคาโปรโมชั่น ตกคนล่ะ 1,200 บาท โอเคเลย เรามีกำหนดการอยู่ที่อุบล 15-20 เมษายน 2560 ซึ่งผมได้บอกทางบ้านไปว่าเพื่อนต่างชาติจะกลับไปเที่ยวบ้านด้วย ซึ่งทางบ้านทั้งพ่อ แม่ และพี่สาวก็ตื่นเต้นกันใหญ่ กับการต้อนรับผู้มาเยือนในครั้งนี้ 555 ขนาดว่ามารับถึงสนามบินเลยทีเดียว (ไม่อยากจะบอกว่าเวลาผมกับบ้านคนเดียวไม่เคยมารับเลยนะ "นั่งแท็กซี่มาเองเด้อลูกบ่แพงดอก"แม่บอก) ออกจากสนามบินพ่อกับแม่ก็พาเราไปไหว้พระที่วัดมหาวนาราม และวัดพระธาตุหนองบัว รถติดบอสมควรเนื่องจากเป็นวันสงกรานต์วันสุดท้ายในตัวเมืองจะเล่นกันถึงเย็น จากนั้นเราก็กลับมาบ้านที่อำเภอม่วงสามสิบ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 50 กิโลเมตร พ่อกับแม่ก็กังวลกลัวเพื่อนอยู่บ้านไม่ได้ ซึ่งบ้านผมก็อยู่บ้านนอกหน่อย ดีที่พ่อกับแม่ตัดสินใจติดแอร์ ในห้องนอน 1 ห้องเมื่อสองปีก่อน และพ่อกับแม่ก็เป็นผู้เสียสละให้เราและเพื่อนเข้าไปนอน เราอยู่บ้านไม่ได้ไปไหน 15-16 เมษายน 2560 พักที่บ้าน เริ่มออกเดินทางเที่ยว 17 เมษายน 2560 ที่แรกคือ สามพันโบกครับ
ทั้งนี้ขอออกตัวก่อนนะครับว่ากระทู้นี้เราไม่ได้มาโชว์ฝีมือในการถ่ายรูปนะครับ โดยรูปส่วนมากเราใช้มือถือถ่าย แล้วมาตั้งกระทู้ไว้เพื่อบอกเล่าประสบการณ์ดีๆและความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิตที่พาเพื่อนชาวต่างชาติมาเที่ยวบ้านเกิดครับ
สามพันโบก เราวางแผนออกจากบ้านตั้งแต่ 05.30 น. เราต้องออกเช้าเพราะจะได้ไม่ร้อนมาก พ่อกับแม่และเพื่อน ครั้งแรกที่ไปเที่ยวสามพันโบก ส่วนผมครั้งที่ 3 แต่สองครั้งที่ผ่านมาคือไปถึงก็ 10.00-12.00 น. ชนิดว่าแดดไหม้เลยทีเดียว ครั้งนี้จึงวางแผนเดินทางเช้าหน่อย อีกอย่างสามพันโบกอยู่ห่างจากบ้านผมประมาณ 100 กิโลเมตร ต้องใช้เวลาในการเดินทางพอสมควร เราถึงสามพันโบก 07.30 น. สภาพอากาศมืดครึ้ม ไม่มีแดดท้องฟ้าไม่สวยเลย แต่ไม่เป็นไรอย่างน้อยก็ไม่ร้อน (อย่างที่บอกว่าผมมารอบที่ 3 ทุกครั้งเป็นแบบนี้ตลอดเลยฟ้าเน่า ไม่ใสไม่สวยเลย 555)
การมาเที่ยวสามพันโบก เราควรทำความเข้าใจถึง ปรากฏการทางธรรมชาติครับ เพราะระดับน้ำโขงจะลดลงช่วงหน้าร้อน ทำให้เห็นเกาะแก่งหิน โบกหินต่างๆที่สวยงาม บางคนมาบอกว่าร้อนมาก ใช่ครับ ร้อนมาก การเตรียมตัว และการวางแผนจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก บางคนวางแผนมาเช้าเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น และบางคนรอแดดร่มลมตก มาดูพระอาทิตย์ตก และบางคนมาตามสะดวกต่อเวลาที่มีก็สุดแล้วแต่ว่าแต่ละคนจะเลือกเก็บความทรงจำที่ได้พบ ได้เห็นแบบไหนกลับไป และเลือกเก็บความทรงจำนั้นไว้ ว่าครั้งหนึ่งเราเคยมาแล้วนะ แล้วได้อะไรกลับไป ไม่ใช่แค่มาถึงถ่ายรูป เช็คอินแล้วกับไป และบอกคนอื่นว่าอย่าไปเลย ร้อน !!! แค่นั้น
เราต้องนั่งรถสองแถวลงไปที่กลางแม่น้ำโขงที่ลดระดับลงครับ ค่าเช่า 200 บาทคือนั้งได้ 6-8 คนเลยทีเดียว แต่เราไป 5 คนสบายมาก และเราเลือกเอาน้องๆที่เป็นไกด์ไปด้วยเพื่อแนะนำจุดไฮไลท์ของสามพันโบก ซึ่งน้องๆบอกว่าค่าจ้างแล้วแต่จะให้ เราก็โอเคถือว่าให้ทุนการศึกษาเด็กๆไป โดยน้องที่นำเราไปคือ น้องพลอย น้องเขาก็คุยเก่ง แนะนำเป็นภาษาอิสานแบบชัดถ้อย ชัดคำดี ส่วนเราก็แนะนำเพื่อนเป็นภาษาอังกฤษแบบมั่วบ้าง 55
แต่ก็พอรู้เรื่อง
ลงจากรถน้องพลอยก็พาเราเดินไปยังจุดแรก คือ “หินเต่ายิ้ม” ดูออกไหมครับ
จากนั้นก็นี่เลยครับ “โบกมิกกี้เม้าส์” ที่หลายคนต้องมาถ่ายรูปเก็บไว้ (ผมมารอบที่ 3 จึงได้เห็น 555)
ถ่ายกับพ่อ แม่ ด้วย 1 2 3 แชะ
ต่อมาเป็นไฮไลท์สำคัญอีกจุด คือ หินหัวสุนัข ตอนแรกดูไม่ออก เพื่อนก็ดูไม่ออก พอถ่ายรูปแล้วมาดูร้อง อ๋อเลยทีเดียว เพื่อนๆดูออกไหมครับ เราก็ถ่ายรูปเยอะมากจุดนี้
Pema@samphanbok
Chimi@samphanbok
Aon@samphanbok
เราหรือผมคนเดียวก็ไม่รู้ที่ถ่ายเยอะ 555
การมาสามพันโบกถ้าเราจะมาแบบลุยๆ คือเดินแบบนานๆ หลายๆจุด ****ควรสวมรองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าหุ้มส้นจะดีที่สุดครับ นอกจากนี้ยังอาจจะพกร่ม หมวก แว่นตา ต่างๆตามสะดวกครับ แม่ผมใส่รองเท้ามีส้นสูงนิดๆมาเดิน จนต้องถอดเดินในบางจุดเพราะกลัวลื่น 55
เดินไปอีกสักพักพ่อกับแม่ก็บอกว่า ให้เราเดินเที่ยวต่อเลย เดี๋ยวนั่งรอแล้ว แต่ไม่ต้องรีบ ได้มาแล้วพาเพื่อนไปดูให้ครบทุกจุด ประมาณว่าพ่อกับแม่เหนื่อยแล้วว่างั้น แม่บอกเพื่อนผมว่าสู้ๆอย่าย้อมแพ้ (My mother Say don't give up) 5555 งั้นแวะถ่ายรูปกันก่อน
จากนั้นเราก็เดินต่อ น้องพลอย ไกด์ของเราก็มามาอีกจุด เรียกว่าโบกกล้องส่องดาว ว่างั้น น้องอาสาถ่ายรูปให้เรา จัดไปหลายรูปอีกทีเดียว 555
ตลอดการเดินลุยจุดต่างๆ ของสามพันโบก ผมคิดว่าใครที่มาก็อาจจะคิดแบบผมว่า มันคือการมาดูหินก็จริง แต่มันเต็มไปด้วยมุมมองที่ต่างกัน และจินตนาการได้หลากหลาย และน่าค้นหาอยู่เสมอ
แดดเริ่มร้อนมาบ้าง เราก็คอยถามเพื่อนตลอดเวลาว่า Are you ok ? เธอโอเคไม? ไหวไหม? เพราะเรากลัวเขาเหนื่อย 55 เพราะนี่แค่ที่แรกที่เรามา ยังต้องไปอีกหลายที่
มุมไหนก็ดูหลากหลาย (เพื่อนบอกว่านี่คือท่า dab ท่าอะไรก็ไม่รู้)
นี่ท่า dhoom machale 555
เราก็ลุยเดิน และถ่ายรูปไปหลายจุด เริ่มเหนื่อยแล้ว นักท่องเที่ยวก็เริ่มมาบ้าง ดูคึกคักดี อากาศก็เริ่มร้อน เพื่อนเราก็เริ่มออกอาการเหนื่อย ดังภาพ 5555
ได้ยินบ่นว่า So hot So hot เป็นช่วงๆ 555 ตูว่าล่ะ
สำหรับคนที่ชอบถ่ายรูป คงเป็นอะไรที่สนุก ตื่นเต้นเลยทีเดียว เพราะมีหลายมุม ผมเองก็เอากล้องไป แต่ดันไม่ได้ถ่าย ส่วนมากใช้มือถือถ่าย เหตุผลคือ พอเดินเหนื่อย ร้อน แล้วก็ไม่มีใครอยากถือ อยากเอากล้องห้อยคอ เกี่ยงกันประมาณนั้น 555
ยิ่งใหญ่ คนดูเล็กไปเลยในบางมุม
ร้อนแค่ไหน แต่เรื่องถ่ายรูปขอให้บอกเราเลยครับ 55
เราถามเพื่อนว่า รู้สึกยังไงสำหรับสถานที่นี้ เขาก็ตอบว่าโอเค สวย ร้อนแต่ก็คุ้มค่าที่ได้มาดูให้เห็นกับตา
เราก็เก็บภาพกันอีกนิดหน่อยก็ ยอมแล้ว พอแล้ว เหลือไปนั่งเรือชมวิวดีกว่า
พอเราไปดูไฮไลท์ต่างๆของสามพันโบกเสร็จแล้ว (เพราะเหนื่อยแล้ว 555) เพื่อนเราก็อยากจะนั่งเรือ ล่องแม่น้ำโขง ชมวิว ทิวทัศน์ เราก็โอเคได้ ชวนพ่อกับแม่ แม่บอกว่าไม่ไหว กลัวหวิ่ง (เวียนหัว) ก็เลยไปแค่ 4 คน กับน้องไกด์ อากาศเย็นสบายดีบนเรือ ค่าเช่าเรือระยะใกล้ 500 บาท สามารถนั่งได้ 10 คนได้ แต่เราไปแค่ 4 คน พ่อกับแม่นั่งรอที่ฝั่ง ไปแวะลานหินสี และหาดทราย เราสามารถแวะได้ไม่จำกัดเวลาด้วยนะ
หลังจากเสร็จจากล่องเรือเราก็กลับขึ้นฝั่ง เพื่อกินข้าว เราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง อยู่ที่สามพันโบกอาหารเช้าแม่เตรียมมาเองครับข้าวเหนียว หมูแดดเดียว แบบว่าประหยัดค่าอาหารไปได้เยอะ เพราะเอามาหลายอย่างจากที่บ้าน มะม่วง น้ำดื่ม น้ำแข็ง เตรียมมาเอง บอกแล้วว่าวางแผนมาดีมากครั้งนี้
กินข้าวเสร็จเราก็ไปถ่ายรูปที่ป้ายสามพันโบก ไว้เป็นที่ระลึก และลาน้องพลอย ไกด์สาวน้อยของเรา พร้อมกับให้ค่าขนมน้องไปจำนวนหนึ่ง และเราก็เดินทางไปต่อที่อุทยานเเห่งชาติผาแต้ม เอาไว้โพสเป็นตอนที่ 2 แล้วกันนะครับ เราจะไปต่อที่ผาแต้มและโขงเจียม อย่าลืมมาติดตามนะครับ
ยังไงก็ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะครับ นี่คือกระทู้แรกจริงๆ หากมีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยนะครับ
ขอบคุณเจ้าของกระทู้นี้ ที่ทำให้เกิดแรงบัลดาลใจในการริวิวครับ
https://pantip.com/topic/35284891/comment5
ตอนที่ 2 ครับ https://pantip.com/topic/36428643