แบ่งปัน เทคนิค และประสบการณ์การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ก่อนจะเริ่มเล่าประสบการณ์ส่วนตัว ในเรื่องการฝึกและพัฒนาภาษาต่างประเทศ ทั้งภาษาอังกฤษและเยอรมันนั้น อยากเริ่มต้นด้วยการเล่าประเด็นหลักๆ ที่เราเห็นว่าสำคัญให้เพื่อนๆ ได้ทำความเข้าใจก่อน คือ

1. เรื่องของ "ภาษา" เป็นเรื่องของ "ทักษะ" ค่ะ นั่นหมายถึง คนที่จะใช้ภาษาได้ดี ต้องรู้สึกว่า ภาษานั้นๆ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แบบที่มีคำกล่าวว่า ถ้าอยากใช้ภาษานั้นๆ ได้ดี ต้องพยายาม คิด พูด อ่าน เขียน หรือ อยู่ในสภาพแวดล้อมของการใช้ภาษานั้นๆ ให้มากที่สุดนะคะ

ดังนั้น "ทักษะ" จึงหมายความเท่ากับ "การฝึกฝน" และ "การนำไปใช้" ให้มากที่สุดค่ะ แบบที่มีคำกล่าวติดตลกแต่ปนความจริงด้วยว่า "คนที่ใช้ภาษาต่างประเทศได้ดีนั้น คือ คนที่แม้กระทั่งฝัน ยังฝันในภาษานั้นๆ ได้" 55 เพราะมันฝังลึกอย่างสุดใจแล้วนั่นเอง  ;)

2. การใช้ภาษานั้นๆ ให้ได้ดีนั้น เพื่อนๆ ต้องมี "ความกล้า" ที่จะใช้มันในชีวิตประจำวันนะคะ คือ กล้าที่จะเปิดหูฟัง กล้าที่จะพูดโต้ตอบ และกล้าที่จะยอมให้คนมาแก้ไขประโยค หรือคำนั้นๆ ให้ถูกต้องค่ะ เคยมีคนเยอรมันมาบ่นให้ฟังว่า เวลาที่เขาฟังคนต่างชาติพูดภาษาเยอรมันแบบผิดๆ หรือไม่ครบโครงสร้างของประโยค และเขาอยากจะแก้ไขให้ กลับโดนคนต่างชาติบ่นอย่างไม่พอใจว่ามายุ่งอะไรกับเขาเนี่ย ทำให้คนเยอรมันคนนี้ก็รู้สึกไม่อยากจะยุ่งด้วยแล้ว เพราะเขาอุตส่าห์หวังดีด้วยนะเนี่ย

อย่างไรก็ดี เพื่อนๆ ควรจำไว้เสมอว่า ว่าด้วยภาษาแล้ว มันเป็นเรื่องเดียวกันกับ "Integration" หรือ การผสมผสานเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะกับเรื่องวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ดังนั้น คนที่จะเรียนภาษาต่างประเทศได้ดีนั้น จะต้องมีคุณลักษณะของการเปิดใจ เปิดประตูความคิด สู่โลกของภาษาและความเป็นตัวตนของชาตินั้นๆ คือ สามารถที่จะเข้าใจได้ว่า เพราะอะไรคนชาตินี้จึงพูดแบบนี้ ใช้ภาษาในลักษณะนี้ และพยายามที่จะใช้คำนั้นๆ หรือประโยคในภาษานั้นๆ ให้ถูกต้องที่สุดค่ะ

3. การใช้ภาษาต่างประเทศให้ได้ดีนั้น เพื่อนๆ ควรจะคำนึงถึง "การใช้ให้ถูกหลักไวยกรณ์" ด้วยนะคะ คือ หากจะใช้ผิดบ้าง เพราะมันไม่ใช่ภาษาแม่ของเรา ก็ไม่มีปัญหาค่ะ แต่หากอยากจะใช้ภาษานั้นๆ ให้ได้ดี เราก็ควรพยายามเรียนรู้ให้มาก ให้ได้ดีขึ้น ด้วยการพัฒนาให้การใช้ภาษานั้นๆ ได้ถูกต้องมากขึ้น โดยวิธีที่ดีที่สุด คือ ความพยายามที่จะนำภาษานั้นๆ ไปใช้ในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น คือ หากเพื่อนๆ นำภาษานั้นๆ ไปใช้ในชีวิตประจำวันมาก ด้วยอาการเปิดใจที่จะถูกปรับแก้อย่างที่กล่าวไว้ในข้อที่ 1 และ2 มากเท่าไหร่ เพื่อนๆ ก็จะมีโอกาสเรียนรู้ที่จะใช้ภาษานั้นๆ ได้อย่างถูกต้องและดีมากขึ้นเท่านั้นค่ะ

มีคำกล่าวที่น่าสนใจไว้ว่า "คนจะรู้ทันทีว่า เรามีความสามารถและเก่งภาษานั้นๆ หรือมีการศึกษาที่เกี่ยวกับภาษานั้นๆ มากเท่าไหร่ จากการดูที่ลักษณะของภาษาที่เราใช้" ค่ะ

ตอนที่เรียนปริญญาโท อยู่ที่จุฬาฯ นั้น มีอาจารย์ที่ปรึกษาท่านหนึ่ง ท่านเป็นคนที่เก่งและมีความสามารถมาก ถึงขนาดได้เกียรตินิยมจากการเรียนปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย London School of Economics and Political Science (LSE, ลอนดอน ประเทศอังกฤษ) เลยทีเดียว เวลาที่ท่านเขียนบทความภาษาอังกฤษทีไร เราจะต้องใช้เวลาในการอ่านบทความของท่านนานกว่านักเขียนท่านอื่นๆ ค่ะ ทั้งนี้เพราะ ภาษาอังกฤษที่ท่านใช้นั้น เป็นภาษาอังกฤษแบบวิชาการที่สวยงามมาก ในขณะที่เราคิดว่า เราก็เป็นคนอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเก่งแล้วนะ ในเวลานั้น แต่กระนั้น เมื่ออ่านบทความงานวิชาการของท่าน เรายังต้องนั่งกุมขมับอยู่นานทีเดียวค่ะ นั่นเป็นตัวอย่างที่บอกว่า ความสามารถในการใช้ภาษา เป็นตัวบอกเช่นกันว่า เรามีระดับความคิด ความสามารถในเรื่องภาษาเพียงใด

และประเด็นสุดท้าย ประเด็นที่ 4 ก่อนจะเข้าสู่หมวดประสบการณ์ส่วนตัวในเรื่องมี่เกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศของตัวเราเอง คือ

เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษานะคะ แต่จะเล่าอิงประสบการณ์ล้วนๆ เลย (โดยเฉพาะความกล้ามากๆ ของเรา) เพราะฉะนั้น เพื่อนๆ ที่มีความสามารถเรื่อภาษาต่างประเทศ สามารถเข้ามาเสนอแนวทางและความคิดเพิ่มเติมที่นี่ได้ เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ คนอื่นๆ ที่ต้องการฝึกฝนและพัฒนาภาษาให้มากขึ้นค่ะ ขอบคุณล่วงหน้าค่า  
---------------------------------------------

- "เรื่องจริง อิงประสบการณ์ เกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ" ของเราเองค่า -  ;)

1. เนื่องจาก เราเป็นคนที่มีความคิดเป็นพื้นฐานว่า "ภาษาเป็นเรื่องทักษะ" และเราจะเรียนรู้มันได้ดีก็ต่อเมื่อ เรามี "ความคุ้นเคย" กับมันเป็นอย่างดี ดังนั้น เราจึงทำการคลุกคลีกับมันค่ะ แต่เราไม่ได้เริ่มต้นด้วยเพลง หรือหนังซีรี่ส์ ต่างๆ นะคะ เนื่องจากเป็นคนทำกิจกรรมเยอะมากตั้งแต่เด็ก ทำให้ไม่มีเวลาดูทีวีค่ะ 555 ดังนั้น สิ่งที่เราทำคือ เราเริ่มสร้างความคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษ ด้วยการอ่านและเขียนก่อน โดยเฉพาะการเขียนเนี่ย เรานำไปใช้กับการจดเลคเชอร์ในระดับมหาวิทยาลัยค่ะ คือ ดูกล้ามากใช่ไหมคะ? คือ จะบอกว่า ไม่คิดว่าตัวเองเขียนได้ถูกต้องตามไวยกรณ์ทุกครั้งนะคะ อาจจะแย่มากด้วยซ้ำในเริ่มแรก แต่ประเด็นคือ "ความกล้า" ที่จะนำไปใช้ตามความถนัดของตัวเองค่ะ กล่าวคือ ถ้าเพื่อนๆ คิดว่า อยากจะเริ่มต้นด้วยทักษะ การฟัง และการพูด ก่อน นั่นก็เป็นไปตามความชอบของเพื่อนๆ นะคะ แต่ประเด็นคือ "จะเรียนภาษาให้ได้ดี ต้องนำภาษาไปใช้" ค่ะ

ผลของการจดเลคเชอร์ เป็นภาษาอังกฤษถูกบ้างผิดบ้าง มันก็ทำให้เกิดความเคยชินมากขึ้นที่จะโยงใยภาษาไทย ไปสู่โครงสร้างแบบภาษาอังกฤษ ในสมองของเราค่ะ ทั้งนี้ผสมผสานกับการชอบอ่านหนังสือภาษาอังกฤษไปด้วย ก็ทำให้เราเห็นโครงสร้างภาษาที่ถูกต้องในรูปแบบต่างๆ ผ่านงานเขียน ซึ่งหนังสือภาษาอังกฤษที่เราอ่านส่วนใหญ่นั้น เป็นหนังสือวิชาการ หรือไม่ก็หนังสือสารคดี อัตชีวประวัติ ศาสนา และ ประเภท How to สู่ความสำเร็จ ประมาณนี้ค่ะ ซึ่งข้อดีของหนังสือในประเภทเหล่านี้คือ ผู้เขียนจะใช้ภาษาที่ดี และเป็นวิชาการเสียส่วนใหญ่ ซึ่งทำให้ นอกจากหนังสือเหล่านี้จะช่วยเราให้รู้จักคำศัพท์ต่างๆ มากขึ้นจากการอ่าน เรายังได้รู้จักการใช้โครงสร้างประโยคที่น่าสนใจและสวยงามต่างๆ ไปด้วยค่ะ

2. เนื่องจากบริบทชีวิตของเรา เมื่อยังเยาว์วัยนั้น มีความผูกพันและเกี่ยวข้องอย่างกระตือรือร้นกับการทำงานเพื่อสังคม ร่วมกับคริสตจักรที่เราอยู่ในเวลานั้นตลอดเวลา ทำให้เรามีโอกาสอย่างมากมายที่จะรู้จักกับชาวต่างประเทศ ที่หลายครั้งเข้ามาร่วมทำกิจกรรมและมาดูงานด้วยกับคริสตจักรของเรา โดยที่เรามักจะมีหน้าที่หลักในการจัดโปรแกรม ให้การต้อนรับ อธิบาย ดูแลกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับชาวต่างประเทศเหล่านี้ และนั่นก็เป็นโอกาสเช่นกันที่ทำให้เราได้ใช้ภาษาอังกฤษแบบบ่อยครั้งค่ะ

ดังนั้น ประเด็นที่อยากบอกเพื่อนๆ คือ ถ้าอยากเรียนรู้ภาษาต่างประเทศให้ได้ดี เพื่อนๆ ต้องนำตัวเข้าไปในแหล่ง หรือ ชุมชนที่มีชาวต่างประเทศ หรือ ชุมชนที่ใช้ภาษาต่างประเทศนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อจะมีโอกาสใช้ภาษาต่างประเทศนั้นๆ มากขึ้น แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นอีก คือ เพื่อนต้องกล้าที่จะใช้ภาษานั้นๆ ด้วยนะคะ อย่ามัวแต่เขินอาย หรือไม่กล้าที่จะพูดออกมาก หรือมัวแต่กังวลเรื่องโครงสร้างประโยคอยู่ จำไว้เสมอว่า การใช้ > ทำให้เกิดการเรียนรู้ > และหากใช้ผิด > ประสบการณ์แบบนี้ก็จะยิ่งทำให้เราได้เรียนรู้และจดจำที่จะใช้มันให้ถูกต้องมากยิ่งขึ้นค่ะ

จำได้ว่า "ด้วยความกล้า" ที่มีอย่างเพียงพอของเรานี้ ทำให้ครั้งหนึ่งที่เราได้เข้าร่วมงานสัมมนาหนึ่งๆ ในกรุงปราก ประเทศเชคโกสโลวาเกีย เราได้อาสาตัวไปพูดบนเวที ด้วยภาษาอังกฤษ ประมาณ 15 - 20 นาที ต่อหน้าผู้คนประมาณเกือบ 200 คน ในเวลานั้นค่ะ ซึ่งสามีของเรา ที่ในเวลานั้น (ปี 2007) ยังเป็นเพียงแค่ Boyfriend ของเรานะคะ ก็อยู่ในห้องประชุมนั้นด้วย พอเราพูดเสร็จ ก็ลงมาถามคุณบอยเฟรนด์ (สามี) ด้วยความตื่นเต้นว่า "เป็นอย่างไรบ้าง ฉันพูดเป็นอย่างไรบ้าง?" เขาก็ตอบเรากลับมาแบบสไตล์คนเยอรมันเลยว่า "เอ่อ ก็ดีนะ แต่สำเนียงเข้าใจยากไปหน่อย สงสารคนแปลที่ต้องแปลจากภาษาอังกฤษของเธอ ไปเป็นภาษาเยอรมันให้ผู้ชมได้ฟังน่ะ" ... ฮ่วยยยย!!! 5555 เราก็ได้แต่ยิ้ม เออ ดีเนอะที่คนรักของเรา ช่างตรงไปตรงมาดีแท้ ยิ้ม อย่างไรก็ตาม คำประเมินผลของมาร์คุสในครั้งนี้ ก็ทำให้เราเห็นตัวเองมากขึ้นว่า ควรจะพัฒนาอะไร อย่างไร ในจุดไหนบ้างค่ะ

3. การที่จะอยากเรียนภาษาให้ได้ดี ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า "การท่องจำ" แบบเข้าใจ และเรียนรู้จักภาษานั้นๆ มากขึ้นนั้นก็สำคัญและจำเป็นนะคะ

ตอนที่เราเรียนปริญญาเอกอยู่นั้น มีหลายครั้งเช่นกันที่เราต้องนำเสนองานเป็นภาษาอังกฤษ และภาษาเยอรมันค่ะ

คือ เรายอมรับว่า ในช่วงแรกของการเรียนในห้องเรียนเนี่ย เป็นอะไรที่เหนื่อยมาก เพราะไหนจะเป็นความเหนื่อยในเรื่องอากาศในประเทศเยอรมนี ที่มีความหนาวอย่างยาวนานแล้ว เรื่องของภาษานี่ทำให้เราวิงเวียน มึนงง อยู่นานเหมือนกัน กล่าวคือ ภาษาเยอรมันที่ว่ายากมากแล้ว มาเจอภาษาเยอรมันที่เป็นวิชาการ หรือชั้นสูงมากขึ้น เราถึงกับมึนงงเลยทีเดียวค่ะ

ดังนั้น วิธีที่ช่วยเราในการเรียนปริญญาเอกในเวลานั้นก็คือ

(1.) ให้ความสำคัญกับแผนการเรียนของศาสตราจารย์ล่วงหน้า ว่าท่านมีตารางสัมมนาในหัวข้ออะไรบ้าง และเตรียมอ่านงานมาก่อนล่วงหน้าในหัวข้อนั้นๆ ทั้งภาษาเยอรมัน อังกฤษ และไทย แบบที่พอเป็นไปได้ที่จะหาและค้นคว้ามาก่อน เพื่ออ่าน เตรียมความเข้าใจเป็นพื้นฐานค่ะ

(2.) หากจะต้องนำเสนองาน หรือเข้าสู่ห้องสอบเพื่ออภิปรายหรืออธิบายความคิดเห็น เราก็จดโน๊ตย่อความเข้าใจต่างๆ ในหัวข้อหรือประเด็นนั้นๆ และทำการท่องจำซะ คือ การท่องจำนี่ เราคิดว่าก็จำเป็นสำหรับการ "สร้าง" ความเข้าใจในหัวสมองนะคะ เพราะความเข้าใจนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราทำความรู้จักกับข้อมูล หรือมีข้อมูลในสมองเกี่ยวกับหัวข้อนั้นๆ เสียก่อนค่ะ ซึ่งวิธีก็จะช่วยให้เรามีหลักและความเข้าใจที่จะสามารถอธิบายความต่างๆ เป็นภาษาต่างประเทศนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ หรือเยอรมันได้เป็นอย่างดี และสื่อความเข้าใจให้ผู้อื่นได้อย่างกระจ่างชัดค่ะ

4. "การดูรายการโทรทัศน์ หรือซีรี่ส์ต่างๆ" ในภาษาต่างประเทศที่เราต้องการเรียนรู้และพัฒนา ไม่เพียงจะช่วยเพื่อนๆ ให้ได้ฝึกทักษะการฟังและเรียนรู้ภาษานั้นๆ ได้มากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เพื่อนๆ เกิดความเข้าใจในภาษานั้นๆ ในเชิงวัฒนธรรมมากขึ้นอีกด้วยค่ะ

เราเพิ่งจะมาใช้เทคนิคนี้ เมื่อมาเรียนและอาศัยอยู่ในประเทศเยอรมนีนะคะ เนื่องจากบริบทชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะภายหลังจากการแต่งงานค่ะ คือ ได้เรียนรู้จากสามีด้วย เพราะสามีนี่เป็นคนชอบดูรายการข่าว หรือบทสนทนาตามหัวข้อสำคัญทางการเมืองและเศรษฐกิจมาก รายการที่เขาชอบและเป็น the must แบบที่ต้องดูทุกวันเลย คือ Tagesschau ในเวลา 20.00 นาฬิกาค่ะ และสามีก็มักจะจับให้เรานั่งดูและฟังข่าวไปด้วย

นอกจากนี้ คนเยอรมันนี่ชอบทำและชอบดูรายการที่เกี่ยวกับการทำอาหารนะคะ เราก็เป็นคนชอบทานอาหารน่ะค่ะ 555 ก็เลยกลายเป็นคนชอบดูรายการประเภทนี้ไปด้วยแบบปริยาย ซึ่งความบันเทิงแบบนี้ก็ช่วยให้เราก็ได้เรียนรู้ภาษาเยอรมันแบบสนุกๆ ไปด้วย รวมถึงได้รู้จักลักษณะนิสัยของคนเยอรมันได้มากขึ้นด้วยค่ะ และเพื่อนๆ ทราบกันใช่ไหมคะว่า คนเยอรมันนี่ ชื่นชอบที่จะดูซีรี่ส์หรือหนังในแนวสืบสวนสอบสวนมากๆ และนี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนลักษณะนิสัยของคนเยอรมันได้เป็นอย่างดีว่า พวกเขาชอบคิดวิเคราะห์ค้นหา ตั้งคำถาม ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ประมาณนี้ค่ะ หนังซีรี่ส์ประมาณนี้ ที่เป็นที่นิยมมากๆ เลย ได้แก่เรื่อง Tatort ค่ะ

5. ประเด็นสุดท้ายที่จะพูดถึงประสบการณ์ของเราในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ คือ "การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศให้ได้ดีนั้น ต้องเอาตัวของเราเข้าสู่ชุมชนแห่งภาษานั้นๆ" ค่ะ

ตั้งแต่วันแรกที่เราเดินทางมาเรียนและใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเยอรมนีนั้น เราก็มีชุมชนคนเยอรมันจากกลุ่มคนที่คริสตจักรในเมืองสตุ๊ทการ์ทที่เรารู้จักเป็นชุมชนที่ช่วยหล่อหลอมให้เราเรียนรู้ภาษาเยอรมัน และแม้แต่ภาษาอังกฤษได้ดีมากขึ้นค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่