วิกฤต ป.เอก ‘ล้นตลาด’ ทั่วโลก ตำแหน่งงานไม่พอรองรับ
.
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกมีแนวโน้มผลิตและมีผู้เรียนระดับปริญญาเอกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรายงาน “China and the World: Trends in Higher Education 2026” จากสถาบันวิจัย MyCOS ที่เผยแพร่ในเดือนมกราคม 2026 ระบุว่า จำนวนการผลิตนักศึกษาปริญญาเอกทั่วโลกขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และยิ่งพุ่งแรงในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
.
อย่างไรก็ตาม การเติบโตนี้เริ่มชนเพดาน เพราะทั้งภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมมีพื้นที่รองรับจำกัด ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลระหว่าง “จำนวนคนเรียนจบ” กับ “ตำแหน่งงานที่มีอยู่จริง” อีกด้านหนึ่ง ระบบการผลิตปริญญาเอกแบบเดิมมักเน้นงานทฤษฎีและงานวิชาการ แต่กลับไม่สอดคล้องกับภาคธุรกิจที่ต้องการทักษะแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติและแนวคิดแบบวิศวกรรมมากกว่า
.
รายงานยังชี้ว่า วงการอุดมศึกษาจีนกำลังเผชิญแรงเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้ง AI ที่เข้ามาเขย่าโครงสร้างการศึกษา ภาวะเศรษฐกิจตึงตัวและข้อจำกัดด้านทรัพยากรของมหาวิทยาลัย รวมถึงกระแสเด็กเกิดน้อย ทำให้ “การปฏิรูปการผลิตปริญญาเอก” กลายเป็นโจทย์เร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
.
■ ปริญญาเอกจีนพุ่งแรง แต่ยังไม่ถึงขั้นล้นระบบ
.
เดือนมิถุนายน 2025 วารสาร Nature เผยแพร่บทความ “โลกต้องการปริญญาเอกมากแค่ไหน” ระบุว่า จำนวนผู้จบปริญญาเอกทั่วโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้บางประเทศ เช่น ออสเตรเลียและบราซิล จะมีผู้สมัครเรียนลดลงในช่วงหลัง ส่วนหนึ่งมาจากค่าครองชีพสูงและเงินสนับสนุนต่ำ แต่ภาพรวมในช่วงปี 1998-2017 จำนวนผู้ได้ปริญญาเอกใหม่ใน 38 ประเทศสมาชิก OECD เพิ่มขึ้นเกือบ “เท่าตัว” และยังเติบโตต่อเนื่องหลังจากนั้น
.
รายงานระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้จำนวนปริญญาเอกทั่วโลกเพิ่มขึ้นมีหลายด้าน มาจากความคาดหวังของคนจำนวนมากว่า การเรียนต่อระดับสูงจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนในอนาคต รวมถึงการที่หลายประเทศเพิ่มงบวิจัยและจำนวนโครงการมากขึ้น ทำให้ผู้ดูแลงานวิจัยสามารถรับนักศึกษาปริญญาเอกได้มากขึ้นตามไปด้วย
.
แต่ในอีกมุมหนึ่ง แม้จำนวนปริญญาเอกโดยรวมเพิ่มขึ้น สายมนุษยศาสตร์กลับเผชิญแนวโน้ม “ลดรับหรือหยุดรับ” มากขึ้น ตัวอย่างในสหรัฐฯ ข้อมูลจาก Humanities Indicators ของ American Academy of Arts & Sciences ชี้ว่า สัดส่วนนักเรียนปริญญาเอกสายมนุษยศาสตร์ลดลงจาก 11.1% ในปี 2000 เหลือต่ำสุด 7.6% ในปี 2018 ขณะที่สัดส่วนด้านวิศวกรรมและสุขภาพ/แพทย์ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
.
Nature ยังระบุว่า ในจีนและอินเดีย จำนวนผู้เรียนปริญญาเอกเติบโตแบบ “พุ่งทะยาน” โดย Jiemian News อ้างข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนว่า ระหว่างปี 2014-2024 จีนรับนักศึกษาปริญญาเอกเพิ่มจากราว 72,600 คน เป็นประมาณ 1.71 แสนคน จำนวนนักศึกษาปริญญาเอกในระบบเพิ่มจากราว 3.12 แสน คน มาเป็น 6.76 แสนคนและจำนวนผู้เรียนจบก็เพิ่มจากราว 53,700 คน สู่ระดับ 97,200 คน
.
รายงานวิเคราะห์ว่า การเพิ่มขึ้นนี้สอดคล้องกับการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจจีนไปสู่เทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้ความต้องการบุคลากรระดับสูงเพิ่มขึ้น แต่ก็มีอีกมุมที่ชี้ว่าแรงผลักสำคัญอาจมาจากตลาดงานที่ให้ค่าน้ำหนักกับวุฒิการศึกษา
.
ฉู่เฉาฮุย นักวิจัยจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การศึกษาจีน ให้ความเห็นว่า การจะบอกว่าปริญญาเอกล้นตลาดหรือไม่ ต้องดูว่าสังคมให้ความสำคัญกับความสามารถจริงมากแค่ไหน เพราะเมื่อเทียบกับบริษัทต่างชาติที่มักวัดกันด้วยทักษะและผลงาน บริษัทจีนจำนวนไม่น้อยกลับให้ความสำคัญกับวุฒิการศึกษามากกว่า ทั้งที่หลายตำแหน่งงานไม่ได้ต้องใช้วุฒิสูงขนาดนั้น จึงสะท้อนปัญหา เรียนสูงเกินจำเป็นในบางส่วน
.
ฉู่เฉาฮุยยังชี้ว่า หากดูจากสถิติภาพรวม ระดับการศึกษาและจำนวนปีที่คนจีนได้รับการศึกษายังไม่สูงพอด้วยซ้ำ โดยยกตัวอย่างว่า ยูเครนซึ่งเผชิญสงครามต่อเนื่อง ยังมีประชากรกว่า 80% ที่เคยได้รับการศึกษาระดับอุดมศึกษา ขณะที่จีนยังมีช่องว่างอยู่มาก
.
China Daily รายงานในปี 2024 ว่า แม้จีนผลิตปริญญาเอกเพิ่มขึ้นมาก แต่เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนต่อประชากรยังต่ำกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว เพราะจีนมีประชากรจำนวนมาก ในสหรัฐฯ มีประชากรมากกว่า 1% ที่มีวุฒิปริญญาเอก ขณะที่ข้อมูลสำมะโนประชากรจีนครั้งที่ 7 ระบุว่า ผู้มีวุฒิปริญญาเอกมีสัดส่วนไม่ถึง 0.7%
.
ฉู่เฉาฮุยยังมองว่า ปัญหาการยึดวุฒิการศึกษาเป็นหลัก สะท้อนวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับตำแหน่งและการยอมรับทางสังคมมากกว่าความสามารถ เขาชี้ว่า สังคมอาจต้องเปลี่ยนจากการไล่ล่าการยอมรับภายนอก ไปสู่การพัฒนาคุณภาพและศักยภาพของตัวเองให้มากขึ้น
.
“ตำแหน่งถาวรในสายวิชาการ” ต้องแข่งขันมากขึ้นในปัจจุบัน การผลิตบัณฑิตปริญญาเอกจึงต้องปรับตัว การขยายจำนวนนักศึกษานำไปสู่วิกฤตสำคัญ เพราะจำนวนตำแหน่งงานในมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นไม่ทัน
.
อีกปัญหาคือในบางสาขา เช่น วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ แม้ตลาดงานต้องการสูง แต่กลับเกิดภาวะ “ความต้องการมาก แต่คนไม่ตรงงาน” เพราะหลักสูตรปริญญาเอกจำนวนไม่น้อยฝึกทักษะวิชาการเป็นหลัก แต่ไม่ค่อยเสริมทักษะสำคัญในที่ทำงาน เช่น การบริหารโครงการ การทำงานข้ามสาขา และการสื่อสารเชิงธุรกิจ ซึ่ง Nature ก็ชี้ว่า ในประเทศอย่างสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร การทำงานนอกสายวิชาการกำลังกลายเป็นเส้นทางปกติของผู้จบปริญญาเอกมากขึ้น
.
ตัวอย่างจากเกาหลีใต้ (สมาชิก OECD) จียงซึง (Ji Yong-seung) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายสาธารณะ ESG และศาสตราจารย์คณะบริหารธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยอูซอก (Woosuk University) กล่าวว่า แม้จำนวนผู้เรียนปริญญาเอกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ปัญหานักศึกษาลดลง งบประมาณตึงตัว และการแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัยที่สูงขึ้น ทำให้การรับอาจารย์ถูกจำกัด ผลสำรวจล่าสุดพบว่า มีเพียงราว 40% ของผู้จบปริญญาเอกได้ทำงานในมหาวิทยาลัย ขณะที่เกือบ 30% ของผู้จบใหม่ยังว่างงานหรือยังไม่ได้งาน ซึ่งสะท้อนแรงกดดันหนักตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นอาชีพ และอาจเป็นภาพร่วมของหลายประเทศใน OECD
.
วันที่ 9 ก.ย. 2015 ที่กรุงปักกิ่ง มหาวิทยาลัยเหรินหมินของจีน ต้อนรับนักศึกษาปริญญาตรีใหม่ 2,751 คน หนึ่งในนั้นคือ หลินกั๋วจิ้ง หนุ่มจากเมืองรุ่ยอัน มณฑลเจ้อเจียง ที่มารายงานตัวเป็นนักศึกษาปริญญาเอกคณะปรัชญา หลังเคยทำงานเป็นช่างตัดผมมาก่อน
.
ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการจีนระบุว่า ปี 2023 จีนมีผู้จบปริญญาเอกใหม่ 75,200 คน โดยราว 40% เข้าทำงานในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ขณะที่มากกว่าหนึ่งในห้าเลือกไปทำงานในภาคธุรกิจ อีกด้านหนึ่ง เอกสารในวารสาร Academic Degrees and Graduate Education (学位与研究生教育) เคยวิเคราะห์เส้นทางอาชีพของผู้จบปริญญาเอกช่วงปี 2015-2020 พบว่าสัดส่วนที่ไปทำงานในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัย/ออกแบบอยู่ที่ราว 50%
.
อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งในมหาวิทยาลัยแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ มู่จื่อผาน อาจารย์สาขาปรัชญาในมณฑลซานซี (นามสมมติ) บอกว่า ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาจารย์ใหม่แทบทั้งหมดต้องมีวุฒิปริญญาเอก อีกทั้งเกณฑ์ประเมินตำแหน่งวิชาการก็สูงขึ้น ส่งผลให้อาจารย์รุ่นเก่าที่มีเพียงปริญญาโทจำนวนไม่น้อยต้องกลับไปเรียนปริญญาเอกควบคู่กับงานเพื่อรักษาเส้นทางอาชีพ
.
เขายังชี้ว่า ความเข้มข้นของการแข่งขันอาจเกี่ยวข้องกับระบบ “ไม่เลื่อนขั้นก็ต้องออก” ที่หลายมหาวิทยาลัยเริ่มใช้มากขึ้น โดยกำหนดให้อาจารย์รุ่นใหม่ต้องเลื่อนเป็นรองศาสตราจารย์ภายในเวลาที่กำหนด หากทำไม่ได้อาจไม่ได้ต่อสัญญา
.
ด้านเกาเหวินเจี๋ย (นามสมมติ) อาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนในเมืองเวินโจว ระบุว่า มหาวิทยาลัยแบบครบวงจรแห่งแรกของเวินโจวเริ่มกำหนดวุฒิปริญญาเอกเป็นเงื่อนไขรับอาจารย์มาตั้งแต่กว่า 10 ปีก่อน และเพราะมหาวิทยาลัยเอกชนไม่มีระบบบรรจุแบบภาครัฐ อัตราการคัดออกจึงสูง และการแข่งขันในบางช่วงอาจหนักกว่ามหาวิทยาลัยรัฐด้วยซ้ำ
.
ฉู่เฉาฮุยมองว่า มองว่า จำนวนงานสายวิชาการของแต่ละประเทศขึ้นอยู่กับบทบาทในเศรษฐกิจโลกเช่น สหรัฐฯ อาจมีงานกลุ่มนี้ไม่เกิน 20% ของตลาดแรงงานทั้งหมด ขณะที่จีนอาจอยู่ราว 5% เท่านั้น โดยสัดส่วนนี้ถูกกำหนดจากทั้งโครงสร้างอุตสาหกรรม และจำนวนคนที่มีศักยภาพทำงานเชิงวิชาการได้จริง เขาย้ำว่าคนที่สอบติดปริญญาเอกไม่ได้แปลว่าจะทำวิจัยเป็นเสมอไป
.
ประเด็นนี้สอดคล้องกับบทความใน Nature ที่ระบุว่า หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี และสหราชอาณาจักร เริ่มปรับระบบผลิตปริญญาเอกให้ใกล้ตลาดงานมากขึ้น ทั้งการอบรมทักษะระหว่างทำวิจัย การฝึกงานแบบมีค่าตอบแทน และโมเดลร่วมมือมหาวิทยาลัย-อุตสาหกรรมอย่าง “Industrial PhD (I.PhD)”
.
ด้านจียงซึง ยกตัวอย่างว่า เมื่อผู้สมัครปริญญาเอกมีสัดส่วนคนทำงานเพิ่มขึ้น หลักสูตรในคณะบริหารธุรกิจที่เขาสังกัดก็หันมาเน้นการใช้งานจริงและความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น แทนการยึดงานวิจัยเชิงวิชาการเพียงอย่างเดียว
.
■ ในยุค AI วุฒิปริญญาเอกยังสำคัญไหม
.
จียงซึงมองว่าในยุค AI ปริญญาเอกยังสำคัญอยู่ แต่ด้วยเหตุผลที่ต่างจากเดิม เพราะเป้าหมายของปริญญาเอกคือการสร้างนักวิจัยอิสระที่สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ ซึ่งยังจำเป็นในยุคนี้
.
เขาอธิบายว่า แม้ AI จะช่วยเขียน คำนวณ และสรุปข้อมูลได้ แต่ยังไม่อาจทดแทนความสามารถของมนุษย์ในการตั้งคำถามใหม่ ประเมินหลักฐาน ออกแบบการทดลอง รวมถึงตัดสินใจเชิงจริยธรรมและผลกระทบต่อสังคม โดยเฉพาะในสาขาอย่างวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ เทคโนโลยีชีวภาพ การกำกับดูแล AI ระบบพลังงาน และนโยบายสาธารณะ ซึ่งต้องการคนที่ผสานความรู้ขั้นสูงเข้ากับความรับผิดชอบและวิสัยทัศน์ได้ เขาเผยว่าภาคเรียนหน้าจะเปิดสอนวิชาใหม่นั่นคือ “AI และการจัดการ ESG”
.
ด้านมู่จื่อผานเสริมว่า ปริญญาเอกสายมนุษยศาสตร์ก็มีคุณค่าไม่น้อย เพราะช่วยฝึกความเข้าใจเชิงลึก หล่อหลอมความอดทนของนักวิจัย และสร้างการยึดโยงกับชุมชนวิชาการ ซึ่งส่งผลต่อการทำงานวิจัยในระยะยาว และเป็นสิ่งที่ AI ยังขาด ตามแนวคิดของวอลเตอร์ เบนจามิน (Walter Benjamin)
.
จียงซึงเชื่อว่า AI จะเปลี่ยนทั้ง “เนื้อหา วิธีการ และการประเมินผล” โดยเครื่องมือ AI จะถูกใช้มากขึ้นในการทบทวนเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูล และเขียนโค้ด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงานวิจัย ขณะเดียวกัน การประเมินนักศึกษาปริญญาเอกจะไม่ยึดแค่จำนวนผลงาน แต่หันไปเน้นการตรวจสอบกระบวนการทำวิจัย การใช้ AI อย่างมีจริยธรรม และความรับผิดชอบ
.
เขามองว่า เมื่อบทบาทของผู้จบปริญญาเอกขยายออกไปนอกโลกวิชาการ หลักสูตรก็ต้องออกแบบใหม่เพื่อรองรับเส้นทางอาชีพที่หลากหลาย กล่าวอีกแบบคือ AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือ แต่ยังเป็นแรงผลักให้การศึกษาปริญญาเอกต้องนิยามเป้าหมายและมาตรฐานใหม่ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่ยกเลิกปริญญาเอก แต่คือปรับดีไซน์ให้บัณฑิตพร้อมทำงานได้จริง และสร้างประโยชน์ต่อสังคม
.
ฉู่เฉาฮุยย้ำว่า ไม่ว่าจะอยู่ในยุค AI หรือไม่ การศึกษายังจำเป็น ในฐานะรากฐานของคุณภาพของผู้คนในระยะยาว แม้อนาคตวุฒิอาจไม่ใช่เงื่อนไขหลักของการได้งาน พร้อมแนะว่าผู้เรียนควรเลือกเรียนในสิ่งที่สนใจ และทำให้ความรู้ความสามารถสอดคล้องกับวุฒิที่มี
.
.
📧 ติดต่อเรา Email: info@jeenthainews.com
.
#ปริญญาเอก #การศึกษา #ตลาดแรงงาน #จีน #ข่าวต่างประเทศ
https://www.facebook.com/share/p/1AVF1s6Tbw/
🧑🎓 วิกฤต ป.เอก ‘ล้นตลาด’ ทั่วโลก ตำแหน่งงานไม่พอรองรับ
.
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกมีแนวโน้มผลิตและมีผู้เรียนระดับปริญญาเอกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรายงาน “China and the World: Trends in Higher Education 2026” จากสถาบันวิจัย MyCOS ที่เผยแพร่ในเดือนมกราคม 2026 ระบุว่า จำนวนการผลิตนักศึกษาปริญญาเอกทั่วโลกขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และยิ่งพุ่งแรงในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
.
อย่างไรก็ตาม การเติบโตนี้เริ่มชนเพดาน เพราะทั้งภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมมีพื้นที่รองรับจำกัด ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลระหว่าง “จำนวนคนเรียนจบ” กับ “ตำแหน่งงานที่มีอยู่จริง” อีกด้านหนึ่ง ระบบการผลิตปริญญาเอกแบบเดิมมักเน้นงานทฤษฎีและงานวิชาการ แต่กลับไม่สอดคล้องกับภาคธุรกิจที่ต้องการทักษะแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติและแนวคิดแบบวิศวกรรมมากกว่า
.
รายงานยังชี้ว่า วงการอุดมศึกษาจีนกำลังเผชิญแรงเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้ง AI ที่เข้ามาเขย่าโครงสร้างการศึกษา ภาวะเศรษฐกิจตึงตัวและข้อจำกัดด้านทรัพยากรของมหาวิทยาลัย รวมถึงกระแสเด็กเกิดน้อย ทำให้ “การปฏิรูปการผลิตปริญญาเอก” กลายเป็นโจทย์เร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
.
■ ปริญญาเอกจีนพุ่งแรง แต่ยังไม่ถึงขั้นล้นระบบ
.
เดือนมิถุนายน 2025 วารสาร Nature เผยแพร่บทความ “โลกต้องการปริญญาเอกมากแค่ไหน” ระบุว่า จำนวนผู้จบปริญญาเอกทั่วโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้บางประเทศ เช่น ออสเตรเลียและบราซิล จะมีผู้สมัครเรียนลดลงในช่วงหลัง ส่วนหนึ่งมาจากค่าครองชีพสูงและเงินสนับสนุนต่ำ แต่ภาพรวมในช่วงปี 1998-2017 จำนวนผู้ได้ปริญญาเอกใหม่ใน 38 ประเทศสมาชิก OECD เพิ่มขึ้นเกือบ “เท่าตัว” และยังเติบโตต่อเนื่องหลังจากนั้น
.
รายงานระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้จำนวนปริญญาเอกทั่วโลกเพิ่มขึ้นมีหลายด้าน มาจากความคาดหวังของคนจำนวนมากว่า การเรียนต่อระดับสูงจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนในอนาคต รวมถึงการที่หลายประเทศเพิ่มงบวิจัยและจำนวนโครงการมากขึ้น ทำให้ผู้ดูแลงานวิจัยสามารถรับนักศึกษาปริญญาเอกได้มากขึ้นตามไปด้วย
.
แต่ในอีกมุมหนึ่ง แม้จำนวนปริญญาเอกโดยรวมเพิ่มขึ้น สายมนุษยศาสตร์กลับเผชิญแนวโน้ม “ลดรับหรือหยุดรับ” มากขึ้น ตัวอย่างในสหรัฐฯ ข้อมูลจาก Humanities Indicators ของ American Academy of Arts & Sciences ชี้ว่า สัดส่วนนักเรียนปริญญาเอกสายมนุษยศาสตร์ลดลงจาก 11.1% ในปี 2000 เหลือต่ำสุด 7.6% ในปี 2018 ขณะที่สัดส่วนด้านวิศวกรรมและสุขภาพ/แพทย์ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
.
Nature ยังระบุว่า ในจีนและอินเดีย จำนวนผู้เรียนปริญญาเอกเติบโตแบบ “พุ่งทะยาน” โดย Jiemian News อ้างข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนว่า ระหว่างปี 2014-2024 จีนรับนักศึกษาปริญญาเอกเพิ่มจากราว 72,600 คน เป็นประมาณ 1.71 แสนคน จำนวนนักศึกษาปริญญาเอกในระบบเพิ่มจากราว 3.12 แสน คน มาเป็น 6.76 แสนคนและจำนวนผู้เรียนจบก็เพิ่มจากราว 53,700 คน สู่ระดับ 97,200 คน
.
รายงานวิเคราะห์ว่า การเพิ่มขึ้นนี้สอดคล้องกับการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจจีนไปสู่เทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้ความต้องการบุคลากรระดับสูงเพิ่มขึ้น แต่ก็มีอีกมุมที่ชี้ว่าแรงผลักสำคัญอาจมาจากตลาดงานที่ให้ค่าน้ำหนักกับวุฒิการศึกษา
.
ฉู่เฉาฮุย นักวิจัยจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การศึกษาจีน ให้ความเห็นว่า การจะบอกว่าปริญญาเอกล้นตลาดหรือไม่ ต้องดูว่าสังคมให้ความสำคัญกับความสามารถจริงมากแค่ไหน เพราะเมื่อเทียบกับบริษัทต่างชาติที่มักวัดกันด้วยทักษะและผลงาน บริษัทจีนจำนวนไม่น้อยกลับให้ความสำคัญกับวุฒิการศึกษามากกว่า ทั้งที่หลายตำแหน่งงานไม่ได้ต้องใช้วุฒิสูงขนาดนั้น จึงสะท้อนปัญหา เรียนสูงเกินจำเป็นในบางส่วน
.
ฉู่เฉาฮุยยังชี้ว่า หากดูจากสถิติภาพรวม ระดับการศึกษาและจำนวนปีที่คนจีนได้รับการศึกษายังไม่สูงพอด้วยซ้ำ โดยยกตัวอย่างว่า ยูเครนซึ่งเผชิญสงครามต่อเนื่อง ยังมีประชากรกว่า 80% ที่เคยได้รับการศึกษาระดับอุดมศึกษา ขณะที่จีนยังมีช่องว่างอยู่มาก
.
China Daily รายงานในปี 2024 ว่า แม้จีนผลิตปริญญาเอกเพิ่มขึ้นมาก แต่เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนต่อประชากรยังต่ำกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว เพราะจีนมีประชากรจำนวนมาก ในสหรัฐฯ มีประชากรมากกว่า 1% ที่มีวุฒิปริญญาเอก ขณะที่ข้อมูลสำมะโนประชากรจีนครั้งที่ 7 ระบุว่า ผู้มีวุฒิปริญญาเอกมีสัดส่วนไม่ถึง 0.7%
.
ฉู่เฉาฮุยยังมองว่า ปัญหาการยึดวุฒิการศึกษาเป็นหลัก สะท้อนวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับตำแหน่งและการยอมรับทางสังคมมากกว่าความสามารถ เขาชี้ว่า สังคมอาจต้องเปลี่ยนจากการไล่ล่าการยอมรับภายนอก ไปสู่การพัฒนาคุณภาพและศักยภาพของตัวเองให้มากขึ้น
.
“ตำแหน่งถาวรในสายวิชาการ” ต้องแข่งขันมากขึ้นในปัจจุบัน การผลิตบัณฑิตปริญญาเอกจึงต้องปรับตัว การขยายจำนวนนักศึกษานำไปสู่วิกฤตสำคัญ เพราะจำนวนตำแหน่งงานในมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นไม่ทัน
.
อีกปัญหาคือในบางสาขา เช่น วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ แม้ตลาดงานต้องการสูง แต่กลับเกิดภาวะ “ความต้องการมาก แต่คนไม่ตรงงาน” เพราะหลักสูตรปริญญาเอกจำนวนไม่น้อยฝึกทักษะวิชาการเป็นหลัก แต่ไม่ค่อยเสริมทักษะสำคัญในที่ทำงาน เช่น การบริหารโครงการ การทำงานข้ามสาขา และการสื่อสารเชิงธุรกิจ ซึ่ง Nature ก็ชี้ว่า ในประเทศอย่างสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร การทำงานนอกสายวิชาการกำลังกลายเป็นเส้นทางปกติของผู้จบปริญญาเอกมากขึ้น
.
ตัวอย่างจากเกาหลีใต้ (สมาชิก OECD) จียงซึง (Ji Yong-seung) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายสาธารณะ ESG และศาสตราจารย์คณะบริหารธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยอูซอก (Woosuk University) กล่าวว่า แม้จำนวนผู้เรียนปริญญาเอกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ปัญหานักศึกษาลดลง งบประมาณตึงตัว และการแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัยที่สูงขึ้น ทำให้การรับอาจารย์ถูกจำกัด ผลสำรวจล่าสุดพบว่า มีเพียงราว 40% ของผู้จบปริญญาเอกได้ทำงานในมหาวิทยาลัย ขณะที่เกือบ 30% ของผู้จบใหม่ยังว่างงานหรือยังไม่ได้งาน ซึ่งสะท้อนแรงกดดันหนักตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นอาชีพ และอาจเป็นภาพร่วมของหลายประเทศใน OECD
.
วันที่ 9 ก.ย. 2015 ที่กรุงปักกิ่ง มหาวิทยาลัยเหรินหมินของจีน ต้อนรับนักศึกษาปริญญาตรีใหม่ 2,751 คน หนึ่งในนั้นคือ หลินกั๋วจิ้ง หนุ่มจากเมืองรุ่ยอัน มณฑลเจ้อเจียง ที่มารายงานตัวเป็นนักศึกษาปริญญาเอกคณะปรัชญา หลังเคยทำงานเป็นช่างตัดผมมาก่อน
.
ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการจีนระบุว่า ปี 2023 จีนมีผู้จบปริญญาเอกใหม่ 75,200 คน โดยราว 40% เข้าทำงานในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ขณะที่มากกว่าหนึ่งในห้าเลือกไปทำงานในภาคธุรกิจ อีกด้านหนึ่ง เอกสารในวารสาร Academic Degrees and Graduate Education (学位与研究生教育) เคยวิเคราะห์เส้นทางอาชีพของผู้จบปริญญาเอกช่วงปี 2015-2020 พบว่าสัดส่วนที่ไปทำงานในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัย/ออกแบบอยู่ที่ราว 50%
.
อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งในมหาวิทยาลัยแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ มู่จื่อผาน อาจารย์สาขาปรัชญาในมณฑลซานซี (นามสมมติ) บอกว่า ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาจารย์ใหม่แทบทั้งหมดต้องมีวุฒิปริญญาเอก อีกทั้งเกณฑ์ประเมินตำแหน่งวิชาการก็สูงขึ้น ส่งผลให้อาจารย์รุ่นเก่าที่มีเพียงปริญญาโทจำนวนไม่น้อยต้องกลับไปเรียนปริญญาเอกควบคู่กับงานเพื่อรักษาเส้นทางอาชีพ
.
เขายังชี้ว่า ความเข้มข้นของการแข่งขันอาจเกี่ยวข้องกับระบบ “ไม่เลื่อนขั้นก็ต้องออก” ที่หลายมหาวิทยาลัยเริ่มใช้มากขึ้น โดยกำหนดให้อาจารย์รุ่นใหม่ต้องเลื่อนเป็นรองศาสตราจารย์ภายในเวลาที่กำหนด หากทำไม่ได้อาจไม่ได้ต่อสัญญา
.
ด้านเกาเหวินเจี๋ย (นามสมมติ) อาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนในเมืองเวินโจว ระบุว่า มหาวิทยาลัยแบบครบวงจรแห่งแรกของเวินโจวเริ่มกำหนดวุฒิปริญญาเอกเป็นเงื่อนไขรับอาจารย์มาตั้งแต่กว่า 10 ปีก่อน และเพราะมหาวิทยาลัยเอกชนไม่มีระบบบรรจุแบบภาครัฐ อัตราการคัดออกจึงสูง และการแข่งขันในบางช่วงอาจหนักกว่ามหาวิทยาลัยรัฐด้วยซ้ำ
.
ฉู่เฉาฮุยมองว่า มองว่า จำนวนงานสายวิชาการของแต่ละประเทศขึ้นอยู่กับบทบาทในเศรษฐกิจโลกเช่น สหรัฐฯ อาจมีงานกลุ่มนี้ไม่เกิน 20% ของตลาดแรงงานทั้งหมด ขณะที่จีนอาจอยู่ราว 5% เท่านั้น โดยสัดส่วนนี้ถูกกำหนดจากทั้งโครงสร้างอุตสาหกรรม และจำนวนคนที่มีศักยภาพทำงานเชิงวิชาการได้จริง เขาย้ำว่าคนที่สอบติดปริญญาเอกไม่ได้แปลว่าจะทำวิจัยเป็นเสมอไป
.
ประเด็นนี้สอดคล้องกับบทความใน Nature ที่ระบุว่า หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี และสหราชอาณาจักร เริ่มปรับระบบผลิตปริญญาเอกให้ใกล้ตลาดงานมากขึ้น ทั้งการอบรมทักษะระหว่างทำวิจัย การฝึกงานแบบมีค่าตอบแทน และโมเดลร่วมมือมหาวิทยาลัย-อุตสาหกรรมอย่าง “Industrial PhD (I.PhD)”
.
ด้านจียงซึง ยกตัวอย่างว่า เมื่อผู้สมัครปริญญาเอกมีสัดส่วนคนทำงานเพิ่มขึ้น หลักสูตรในคณะบริหารธุรกิจที่เขาสังกัดก็หันมาเน้นการใช้งานจริงและความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น แทนการยึดงานวิจัยเชิงวิชาการเพียงอย่างเดียว
.
■ ในยุค AI วุฒิปริญญาเอกยังสำคัญไหม
.
จียงซึงมองว่าในยุค AI ปริญญาเอกยังสำคัญอยู่ แต่ด้วยเหตุผลที่ต่างจากเดิม เพราะเป้าหมายของปริญญาเอกคือการสร้างนักวิจัยอิสระที่สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ ซึ่งยังจำเป็นในยุคนี้
.
เขาอธิบายว่า แม้ AI จะช่วยเขียน คำนวณ และสรุปข้อมูลได้ แต่ยังไม่อาจทดแทนความสามารถของมนุษย์ในการตั้งคำถามใหม่ ประเมินหลักฐาน ออกแบบการทดลอง รวมถึงตัดสินใจเชิงจริยธรรมและผลกระทบต่อสังคม โดยเฉพาะในสาขาอย่างวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ เทคโนโลยีชีวภาพ การกำกับดูแล AI ระบบพลังงาน และนโยบายสาธารณะ ซึ่งต้องการคนที่ผสานความรู้ขั้นสูงเข้ากับความรับผิดชอบและวิสัยทัศน์ได้ เขาเผยว่าภาคเรียนหน้าจะเปิดสอนวิชาใหม่นั่นคือ “AI และการจัดการ ESG”
.
ด้านมู่จื่อผานเสริมว่า ปริญญาเอกสายมนุษยศาสตร์ก็มีคุณค่าไม่น้อย เพราะช่วยฝึกความเข้าใจเชิงลึก หล่อหลอมความอดทนของนักวิจัย และสร้างการยึดโยงกับชุมชนวิชาการ ซึ่งส่งผลต่อการทำงานวิจัยในระยะยาว และเป็นสิ่งที่ AI ยังขาด ตามแนวคิดของวอลเตอร์ เบนจามิน (Walter Benjamin)
.
จียงซึงเชื่อว่า AI จะเปลี่ยนทั้ง “เนื้อหา วิธีการ และการประเมินผล” โดยเครื่องมือ AI จะถูกใช้มากขึ้นในการทบทวนเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูล และเขียนโค้ด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงานวิจัย ขณะเดียวกัน การประเมินนักศึกษาปริญญาเอกจะไม่ยึดแค่จำนวนผลงาน แต่หันไปเน้นการตรวจสอบกระบวนการทำวิจัย การใช้ AI อย่างมีจริยธรรม และความรับผิดชอบ
.
เขามองว่า เมื่อบทบาทของผู้จบปริญญาเอกขยายออกไปนอกโลกวิชาการ หลักสูตรก็ต้องออกแบบใหม่เพื่อรองรับเส้นทางอาชีพที่หลากหลาย กล่าวอีกแบบคือ AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือ แต่ยังเป็นแรงผลักให้การศึกษาปริญญาเอกต้องนิยามเป้าหมายและมาตรฐานใหม่ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่ยกเลิกปริญญาเอก แต่คือปรับดีไซน์ให้บัณฑิตพร้อมทำงานได้จริง และสร้างประโยชน์ต่อสังคม
.
ฉู่เฉาฮุยย้ำว่า ไม่ว่าจะอยู่ในยุค AI หรือไม่ การศึกษายังจำเป็น ในฐานะรากฐานของคุณภาพของผู้คนในระยะยาว แม้อนาคตวุฒิอาจไม่ใช่เงื่อนไขหลักของการได้งาน พร้อมแนะว่าผู้เรียนควรเลือกเรียนในสิ่งที่สนใจ และทำให้ความรู้ความสามารถสอดคล้องกับวุฒิที่มี
.
.
📧 ติดต่อเรา Email: info@jeenthainews.com
.
#ปริญญาเอก #การศึกษา #ตลาดแรงงาน #จีน #ข่าวต่างประเทศ
https://www.facebook.com/share/p/1AVF1s6Tbw/