"เอสเอ็มอี" ห่วงต้นทุนพุ่ง กดดันผลการดำเนินงาน
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี เปิดเผย
“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการขนาดย่อม-ทีเอ็มบี” (TMB-SME Sentiment Index) ไตรมาส 1/2560 จากความเห็นของผู้ประกอบการ SME 1,429 รายทั่วประเทศ สำรวจโดยศูนย์บริหารความสัมพันธ์ลูกค้าเอสเอ็มอี (RMC) ทีเอ็มบี พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอยู่ที่ 40.6 ทรงตัวจากระดับ 40.0 ในไตรมาสก่อน
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 49.4 ลดลงจากระดับ 50.9 จากไตรมาสก่อน เป็นผลมาจากความเชื่อมั่นด้านต้นทุนปรับตัวลดลงเล็กน้อย จาก 58.7 เป็น 58 ความเชื่อมั่นต้นทุน ลดลงจาก 43.1 เป็น 40.8 เป็นตัวฉุดความเชื่อมั่นใน 3 เดือนข้างหน้า
“เบญจรงค์ สุวรรณคีรี” หัวหน้าวิเคราะห์ ศูนย์วิเคราะห์ทีเอ็มบี บอกว่า
ความเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีไตรมาสแรกปีนี้ ยังทรงตัวในระดับที่ไม่ค่อยแข็งแกร่งนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจที่ยังไม่ค่อยดี แม้ความกังวลด้านรายได้น้อยลง จากความสามารถด้านยอดขายปรับตัวดีขึ้น แต่กลับมากังวลด้านต้นทุนมากขึ้น สร้างแรงกดดันการบริหารธุรกิจมากกว่าเดิมจากค่าแรงและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นซึ่งเป็นตัวหน่วงธุรกิจเอสเอ็มอี
ด้านผลการสำรวจปัจจัยที่ผู้ประกอบการทั่วประเทศกังวลในการดำเนินธุรกิจพบว่า กังวลปัญหาเศรษฐกิจ กำลังซื้อในพื้นที่และการแข่งขัน 57% ซึ่งลดลงจาก 66.2% ของไตรมาสก่อน ด้านความกังวลเรื่องต้นทุนการทำธุรกิจเพิ่มขึ้นเป็น 7.1 % จาก 4.8 % ในไตรมาสก่อน และมีส่วนผลักดันความกังวล เรื่องการบริหารจัดการธุรกิจเพิ่มเป็น 16.9 % จาก 11.4 % ในไตรมาสก่อน หรือสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยผู้ประกอบการมองว่า ต้นทุนสินค้าขาย ค่าจ้างแรงงาน ราคาน้ำมัน และดอกเบี้ย มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
“ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มองว่า ราคาวัตถุดิบ/สินค้าขาย ค่าจ้างแรงงาน ราคาน้ำมันและพลังงาน ต้นทุนทางการเงิน เริ่มมีทิศทางปรับตัวสูงขึ้น จนส่งผลให้การบริหารจัดการธุรกิจมีความท้าทายมากขึ้น เช่น การจัดหาวัตถุดิบ/สินค้าขาย การบริหารสต็อกสินค้า ความต้องการเงินทุนหมุนเวียน ทำให้การฟื้นตัวของธุรกิจเอสเอ็มอี ในปีนี้อาจจะยังไม่ราบรื่นนัก”
อย่างไรก็ตาม หลังจากช่วงกลางปีนี้ที่ เป็นจุดสูงสุดของความเสี่ยงธุรกิจเอสเอ็มอี และเป็นจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจ มองว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นตัวได้และช่วงครึ่งปีหลังน่าจะเห็นสัญญาณธุรกิจเอสเอ็มอีฟื้นตัวดีขึ้น จากในครึ่งปีหลังเป็นช่วงเศรษฐกิจขยายตัวดี ทั้งการส่งออกในไตรมาส 3 และการเบิกจ่ายภาครัฐในไตรมาส 4 จากในช่วงไตรมาส 2 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไม่ขยายตัวมากนักอยู่แล้ว
สำหรับทางด้าน
สินเชื่อเอสเอ็มอีทั้งระบบในปีนี้ คาดว่าจะเติบโต 5.7% จากปี 2559 เติบโตเพียง 1.4% เท่านั้น โดยในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ ยังเติบโตประมาณ 2-3% ส่วนใหญ่ยังเป็นการเบิกใช้สินเชื่อที่เป็นเงินทุนหมุนเวียน แต่คาดว่ายอดเบิกใช้สินเชื่อดังกล่าวยังคงเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ส่วนยอดสินเชื่อใหม่ที่เป็นวงเงินลงทุน คาดว่าจะเริ่มเห็นเมื่อเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งแล้ว
กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ที่เห็นการเบิกใช้วงเงินสินเชื่อดังกล่าวในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ เช่น กลุ่มอาหาร กลุ่มเครื่องดื่ม กลุ่มค้าปลีกในประเทศ กลุ่มเชื่อมโยงการผลิตเพื่อส่งออกและในจังหวัดที่มีการท่องเที่ยว ส่วนกลุ่มที่ยังมีปัญหาจากปัจจัยถ่วงทางด้านราคา มาตรการกีดกันการค้า และอัตราแลกเปลี่ยนผันผวน เช่น กลุ่มเหล็ก กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ และกลุ่มการเกษตรข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด รวมถึงเอสเอ็มอีรายเล็กที่ส่งออกตรงที่มีความสามารถในการบริหารความเสี่ยงน้อยกว่าเอสเอ็มอีรายใหญ่
ทางด้านแนวโน้มหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธุรกิจเอสเอ็มอี
“เบญจรงค์” มองว่า
สัญญาณหนี้เสียของธุรกิจเอสเอ็มอีในปีนี้ ยังมีแนวโน้มสูงและยังเป็นความเสี่ยงด้านสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีโดยในปีนี้ภาพรวมหนี้เสียของเอสเอ็มอีอยู่ที่ 3.5-4% เพิ่มขึ้นในอัตราชะลอตัวลง และมีโอกาสถึงจุดสูงสุดในช่วงกลางปีหรือไตรมาส 2 ปีนี้ หลังจากนั้นจะเริ่มนิ่งและยังทรงตัวถึงสิ้นปีนี้ ซึ่งคาดว่าตัวเลขหนี้เสียเอสเอ็มอี มีโอกาสสูงกว่าตัวเลขหนี้เสียทั้งระบบของธนาคารพาณิชย์ที่ 3%
“การเพิ่มขึ้นของหนี้เสียทั้งระบบแบงก์ในไตรมาสแรกปีนี้ ยังมาจากธุรกิจเอสเอ็มอี แต่จะเห็นการเพิ่มขึ้นในอัตราชะลอตัวลง และคาดว่าในไตรมาสสองจะเริ่มนิ่ง แต่ยังไม่พบธุรกิจเอสเอ็มอีที่เป็นปกติพร้อมจ่ายหนี้ ดังนั้นแบงก์ยังต้องเข้าไปช่วยเหลือทั้งปรับโครงสร้างหนี้ทำรีไฟแนนซ์ รวมถึงบริหารหนี้ด้วยการตัดหรือขายหนี้
JJNY : เสดตะกิดดี๊ดี...ซี้จุกสูญ ‘เอสเอ็มอี’ ห่วงต้นทุนพุ่ง กดดันผลดำเนินงาน
"เอสเอ็มอี" ห่วงต้นทุนพุ่ง กดดันผลการดำเนินงาน
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี เปิดเผย “ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการขนาดย่อม-ทีเอ็มบี” (TMB-SME Sentiment Index) ไตรมาส 1/2560 จากความเห็นของผู้ประกอบการ SME 1,429 รายทั่วประเทศ สำรวจโดยศูนย์บริหารความสัมพันธ์ลูกค้าเอสเอ็มอี (RMC) ทีเอ็มบี พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอยู่ที่ 40.6 ทรงตัวจากระดับ 40.0 ในไตรมาสก่อน
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 49.4 ลดลงจากระดับ 50.9 จากไตรมาสก่อน เป็นผลมาจากความเชื่อมั่นด้านต้นทุนปรับตัวลดลงเล็กน้อย จาก 58.7 เป็น 58 ความเชื่อมั่นต้นทุน ลดลงจาก 43.1 เป็น 40.8 เป็นตัวฉุดความเชื่อมั่นใน 3 เดือนข้างหน้า
“เบญจรงค์ สุวรรณคีรี” หัวหน้าวิเคราะห์ ศูนย์วิเคราะห์ทีเอ็มบี บอกว่า ความเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีไตรมาสแรกปีนี้ ยังทรงตัวในระดับที่ไม่ค่อยแข็งแกร่งนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจที่ยังไม่ค่อยดี แม้ความกังวลด้านรายได้น้อยลง จากความสามารถด้านยอดขายปรับตัวดีขึ้น แต่กลับมากังวลด้านต้นทุนมากขึ้น สร้างแรงกดดันการบริหารธุรกิจมากกว่าเดิมจากค่าแรงและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นซึ่งเป็นตัวหน่วงธุรกิจเอสเอ็มอี
ด้านผลการสำรวจปัจจัยที่ผู้ประกอบการทั่วประเทศกังวลในการดำเนินธุรกิจพบว่า กังวลปัญหาเศรษฐกิจ กำลังซื้อในพื้นที่และการแข่งขัน 57% ซึ่งลดลงจาก 66.2% ของไตรมาสก่อน ด้านความกังวลเรื่องต้นทุนการทำธุรกิจเพิ่มขึ้นเป็น 7.1 % จาก 4.8 % ในไตรมาสก่อน และมีส่วนผลักดันความกังวล เรื่องการบริหารจัดการธุรกิจเพิ่มเป็น 16.9 % จาก 11.4 % ในไตรมาสก่อน หรือสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยผู้ประกอบการมองว่า ต้นทุนสินค้าขาย ค่าจ้างแรงงาน ราคาน้ำมัน และดอกเบี้ย มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
“ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มองว่า ราคาวัตถุดิบ/สินค้าขาย ค่าจ้างแรงงาน ราคาน้ำมันและพลังงาน ต้นทุนทางการเงิน เริ่มมีทิศทางปรับตัวสูงขึ้น จนส่งผลให้การบริหารจัดการธุรกิจมีความท้าทายมากขึ้น เช่น การจัดหาวัตถุดิบ/สินค้าขาย การบริหารสต็อกสินค้า ความต้องการเงินทุนหมุนเวียน ทำให้การฟื้นตัวของธุรกิจเอสเอ็มอี ในปีนี้อาจจะยังไม่ราบรื่นนัก”
อย่างไรก็ตาม หลังจากช่วงกลางปีนี้ที่ เป็นจุดสูงสุดของความเสี่ยงธุรกิจเอสเอ็มอี และเป็นจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจ มองว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นตัวได้และช่วงครึ่งปีหลังน่าจะเห็นสัญญาณธุรกิจเอสเอ็มอีฟื้นตัวดีขึ้น จากในครึ่งปีหลังเป็นช่วงเศรษฐกิจขยายตัวดี ทั้งการส่งออกในไตรมาส 3 และการเบิกจ่ายภาครัฐในไตรมาส 4 จากในช่วงไตรมาส 2 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไม่ขยายตัวมากนักอยู่แล้ว
สำหรับทางด้านสินเชื่อเอสเอ็มอีทั้งระบบในปีนี้ คาดว่าจะเติบโต 5.7% จากปี 2559 เติบโตเพียง 1.4% เท่านั้น โดยในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ ยังเติบโตประมาณ 2-3% ส่วนใหญ่ยังเป็นการเบิกใช้สินเชื่อที่เป็นเงินทุนหมุนเวียน แต่คาดว่ายอดเบิกใช้สินเชื่อดังกล่าวยังคงเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ส่วนยอดสินเชื่อใหม่ที่เป็นวงเงินลงทุน คาดว่าจะเริ่มเห็นเมื่อเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งแล้ว
กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ที่เห็นการเบิกใช้วงเงินสินเชื่อดังกล่าวในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ เช่น กลุ่มอาหาร กลุ่มเครื่องดื่ม กลุ่มค้าปลีกในประเทศ กลุ่มเชื่อมโยงการผลิตเพื่อส่งออกและในจังหวัดที่มีการท่องเที่ยว ส่วนกลุ่มที่ยังมีปัญหาจากปัจจัยถ่วงทางด้านราคา มาตรการกีดกันการค้า และอัตราแลกเปลี่ยนผันผวน เช่น กลุ่มเหล็ก กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ และกลุ่มการเกษตรข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด รวมถึงเอสเอ็มอีรายเล็กที่ส่งออกตรงที่มีความสามารถในการบริหารความเสี่ยงน้อยกว่าเอสเอ็มอีรายใหญ่
ทางด้านแนวโน้มหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธุรกิจเอสเอ็มอี “เบญจรงค์” มองว่า สัญญาณหนี้เสียของธุรกิจเอสเอ็มอีในปีนี้ ยังมีแนวโน้มสูงและยังเป็นความเสี่ยงด้านสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีโดยในปีนี้ภาพรวมหนี้เสียของเอสเอ็มอีอยู่ที่ 3.5-4% เพิ่มขึ้นในอัตราชะลอตัวลง และมีโอกาสถึงจุดสูงสุดในช่วงกลางปีหรือไตรมาส 2 ปีนี้ หลังจากนั้นจะเริ่มนิ่งและยังทรงตัวถึงสิ้นปีนี้ ซึ่งคาดว่าตัวเลขหนี้เสียเอสเอ็มอี มีโอกาสสูงกว่าตัวเลขหนี้เสียทั้งระบบของธนาคารพาณิชย์ที่ 3%
“การเพิ่มขึ้นของหนี้เสียทั้งระบบแบงก์ในไตรมาสแรกปีนี้ ยังมาจากธุรกิจเอสเอ็มอี แต่จะเห็นการเพิ่มขึ้นในอัตราชะลอตัวลง และคาดว่าในไตรมาสสองจะเริ่มนิ่ง แต่ยังไม่พบธุรกิจเอสเอ็มอีที่เป็นปกติพร้อมจ่ายหนี้ ดังนั้นแบงก์ยังต้องเข้าไปช่วยเหลือทั้งปรับโครงสร้างหนี้ทำรีไฟแนนซ์ รวมถึงบริหารหนี้ด้วยการตัดหรือขายหนี้