[ตอนที่2] ปั่นจักรยาน 861 โล รอบทะเลญี่ปุ่น ตามหาสมบัติโจรสลัดซามูไร




ただいま❕!ทะดะอิมะ ! กลับมาแล้วจ้าา กับตอนที่ 2 มาปั่นจักรยานตามล่าสมบัติโจรสลัดซามูไรกัน สำหรับคนที่พึ่งมาอ่านตอนนี้เป็นตอนแรก เกริ่นคร่าวๆเลย คือเราอยุ่เกียวโต ชอบปั่นจักรยานเล่นมาก สุดท้ายโดนไล่ออกจากหอไม่มีที่นอน เลยไปเป็นโฮมเลสปั่นจักรยานเที่ยวไง

ทริปนี้เราตั้งใจจะปั่นกัน 13 วันจนรอบทะเลเลย เริ่มจากเกียวโตไป Onomichi แอบแวะนั่งรถไฟออกนอกเส้นทางไปเที่ยวถึงฮิโรชิมะ แล้วกลับเกียวโตด้วย เส้นทางจักรยาน 7 เกาะ shimmanami kaido ต่อมาที่เกาะ shikoku ครับ บทที่แล้วเราปั่นกันตั้งแต่เกียวโต มาถึงอาโกะ แรกๆเริ่มดี วันสองวันสามเริ่มเละเทะมาก จะเป็นยังไง ติดตามตอนแรกได้ที่นี่เลยนะ

Part 1


วันนี้เช้าวันที่ 22 มีนาคม  2560 เรานอนหลับกันเมื่อคืนที่ AKO น่าจะราวๆห้าทุ่ม ตื่นเช้ามาสดใสมาก เป็นโรงแรมแรกที่ไม่ต้องนอนเบียดกันสองคนบนเตียงจิ๋ว มองออกไปนอกหน้าต่าง โหย....เมืองนี้ไซส์น่ารักมากนะ นั่นไงสุดเมืองแล้ว โรงแรมนี้ตั้งอยู่แทบจะกลางเมืองเลยด้วย


เรานั่งมีความสุขกับการมองดูวิวในห้องอุ่นๆแบบที่ปกติคนเขาอยู่กันอยู่สักพัก แต่เอ๊ะ! ลองมองดูเวลา แล้วนึกขึ้นได้ว่า เฮ้ยๆ บุฟเฟต์เขาถึง 8 โมงเช้า นี่ 7 โมง 50 แล้ว เหลือเวลาอีก 10 นาที คราวนี้วิ่งเลยครับ ตั้งแต่มาอยู่นี่ยังไม่เคยกินอาหารเช้าโรงแรมเลย ตื่นเต้น วิ่งกันจนลืมกล้องไง มือถือด้วย ไม่มีอะไรมาให้ดูเลย อาหารเช้าญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่ต่างกับอาหารมื้ออื่นๆเลย ที่นี่มีใข่หวาน ซุบมิโสะ ข้าวกับงา แล้วก็ปลาจิ๋วผัดอะไรไม่รู้ กินไปซึมไปแต่ยังดีที่เป็นบุฟเฟต์ กินให้คุ้มแบบ ไม่ต้องมีมื้อสาย ย้ำว่ามือสายนะ ลืมบอกไป เราออกทริปนี้ตอนแรกมั่นใจมาก กลับไปฟิตชัวร์ใช่มะ ใครๆก็ต้องคิดแบบนั้น แต่ความเป็นจริง มีมื้อเช้า มื้อสาย มื้อขนมหลังมื้อสาย มื้อเที่ยง มื้อขนมบ่าย มื้อบ่าย มื้อขนมก่อนเย็น มื้อเย็น มื้อดึก มื้อก่อนนอนไง 5555

ความเลวที่เราอยากสารภาพคือ เมื่อคืนเราเอา โอโคโนมิยากิใส่กล่องข้าวกลับมาด้วย ด้วยความกลิ่นแรงเลยแหมะเอาไว้ในตู้เย็น ลืมจนถึงตอนเช้า พอนึกขึ้นได้ก็เลยเปิดตู้ดู โอ้โหหหหหห สภาพเหมือนอาหารหมาเลยค้าบบบ ดูเย็นๆ กลิ่นเค็มๆคาวๆติดเต็มตู้ เลยตัดสินใจหมกไว้ในนั้นแหละ ขอโทษคุณป้าแม่บ้านด้วยนะครับ ไมอยากทำแบบนี้เลย  บายย

เก็บห้องเสร็จออกมา นึกถึงจักรยานมาก ของพวกเรามีสองคัน ตอนที่แล้วไม่ได้แนะนำตัวให้รู้จัก คันสีดำๆ เสือหมอบชื่อ อีกา เป็นผู้หญิงนะ ส่วนคันเท่ๆสีเขียวๆ มีก้อนเขียวๆอยู่บนหลังเป็นผู้ชาย ชื่อน้องเขียว ชื่อสร้างสรรค์มาก น้องๆสองคันจอดหนาวทั้งคืนน่าสงสาร

นี่จุดสตาร์ทวันนี้ หน้าโรงแรมฉุกเฉิน อยู่ข้างๆ JR เลย ใครมาเที่ยวเมืองนี้ลง JR ถึงโรงแรมเลย แล้วหน้าโรงแรมมีฝาท่อด้วย อันนี้ง่ายมาก ซากุระไง จะใครหรอ


รู้มั้ยเมื่อวานลืมอะไร ถ่ายรูปฮะ เมื่อวานยังไม่มีรูปปิดทริปวันที่สามเลยฮะ ปั่นหนีหนาวกันแบบหน้าตั้ง พูดถึงเมือง AKO…..ก็ต้อง ปราสาท AKO ไงมีอยู่อย่างเดียวนั่นแหละ ปราสาทนี้ไม่เหลืออะไรแล้ว เนื่อจากการปฏิวัติในยุคเมจิ ทำให้มีปราสาทและสิ่งก่อสร้างสำคัญต่างๆถูกรื้อถอนออกเป็นจำนวนมาก ส่วนกำแพงปราสาทนี้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ตามแผนผังเดิมในเวลาต่อมา


นี่ๆ พูดถึง Ako เมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของตำนานที่ดังไปทั่วโลกด้วย 47 … โรนิน เราว่าใครๆก็ต้องเคยได้ยิน เดี๋ยวเล่าเรื่องย่อๆให้ฟัง คือ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วในปี 1701 อะซะโนะ นะงะโนะริ ไดเมียวหนุ่มแห่งเมืองอะโก  และ คาเม ไดเมียวแห่งเมืองซุวาโนะ ได้รับคำสั่งให้จัดงานเลี้ยงรับรองให้กับตัวแทนของจักรพรรดิ ทีนี้ครับ ทางสำนักราชวังก็ส่งตัวแทนมาชื่อ คิระ โยะชินะกะ ตัวโกงประจำเรื่อง ทั้งสองคนไม่ถูกคอกันรุนแรงมาก คิระ ก็กวนตีน พ่อหนุ่มไดเมียว อะซะโนะ อย่างต่อเนื่อง จนทำให้ผู้หนุ่มมุทะละขาดประสบการณ์ ควักมีดสั้นมาจ้วง เข้าหน้าลุงคิระเต็มๆ จนเป็นแผลเป็นชัดมาก

การชัดดาบในที่พักของโชกุนร้ายแรงมาก ต้องเซ็ปปุกุเท่านั้น ตระกูลอะซะโนะล่มสลาย ถูกยึดทุกอย่าง ทีนี้ซามูไรผู้ติดตาม สามร้อยกว่าคนมีอยู่ 47 คนครับที่ภักดี ไม่ยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้น วางแผนจะล้างแค้น แต่เนียนมากตลอดเวลาหลายปี กลุ่มนี้แยกย้ายกันติดต่อกันลับๆ บางคนไปเป็นขี้เมา บางคนไปเป็น ชาวประมง ชาวนา จนลุงคิระตายใจ ไม่กลัวคนมาแก้แค้น เลยบุกปราสาทครับ เรียบร้อย ลุงคิระเหลือแค่หัว แต่การกระทำของ กลุ่มซามูไรนี้ถือว่าร้ายแรงมาก ทุกคนรู้กันอยู่แล้ว เลยเอาหัวลุงคิระ ไปมอบให้หลุมศพเจ้านาย และทำเซ็ปปุกุพร้อมกันทุกคน ศพของโรนินทั้ง 46 ได้ถูกนำมาฝังไว้ในวัด Sengakuji (泉岳寺) หน้าหลุมฝังศพของนายของพวกเขา จนถึงปัจจุบันนั่นเอง แต่หลายคนคง งง ว่าทำไมฝังแค่ 46 คนสุดท้ายไปไหน ซามูไรท่านนี้ชื่อ ทิระสะกะ ถูกส่งไปทำหน้าที่เพื่อแจ้งข่าวให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับ ตระกูลอะซะโนะ และมีชีวิตอยู่ในส่วนของเพื่อนๆทุกคน ภายหลัง ทิระสะกะ เสียชีวิตลงก็ได้ถูกฝังอยู่กับเพื่อนๆและเจ้านายอย่างสงบสุขตลอดไป

ใครอยากอ่านฉบับเต็มเข้าลิ้งนี้เลยนะ http://jaakjai.com/chanon/stories/3




จริงๆนึกถึงเรื่อง 47 โรนินได้เพราะ เด็กๆกลุ่มนี้แหละ คุณครูเดินมาพร้อมพูดเล่าเรื่องสนุกสนานมาก แต่จริงๆเรื่องราวเกิดขึ้นที่โตเกียวนะ นี่เป็นเมืองบ้านเกิดไดเมียวหนุ่มอะซะโนะ
เมืองนี้รอบๆปราสาทก็มีร้านค้าพวกของที่ระลึก แนวๆฮิเมจิ แต่เล็กกว่ามาก บรรยากาศเหงาสุดๆ แต่เราชอบนะ

ปั่นออกมาตามถนนพยายามออกไปเลียบทะเลกันอีกครั้ง วันนี้จากแผน เราจะได้เจอทะเลแค่ครึ่งเดียวอีกครึ่งต้องปั่นตามที่ราบและภูเขา ที่สูงที่สุดตั้งแต่ออกทริปมา ฮือออออ

ออกมานิดนึงเจอเขตอุตสาหกรรมครับ จะหาได้ค่อนข้างยากเลยนะ นี่ออกมาจากโอซาก้า เกือบสองร้อยโลถึงจะเจอ ประเทศนี้เขาพยายามสร้างโรงงานให้น้อยมากๆ แล้วเอามาลงแถวบ้านเราแทนไง
ปั่นถนนย่านอุตสหกรรมนานเกือบห้ากิโลเลย แต่สะอาดสะอ้านมากควบคุมมลภาวะได้ดีสุดๆดูสินี่หมู่บ้านคนอยู่ตรงข้ามกับโรงงาน แต่น้ำใสกิ๊ง แถมในน้ำมีปลาคราฟยักษ์ว่ายอยู่ป้วนเปี้ยนไปหมด
ชื่นชมกับโรงงานสีเขียวเสร็จแล้วเราก็มาถึงเขตภูเขา Tengu (天狗山) จะเป็นภูเขาลูกเล็กๆ 2 ลูกอยู่ติดๆกัน ค่อยๆไต่ๆๆ ลูกที่หนึ่งยังขำๆ สูงแค่ 100 เมตร กว่าๆ
และแล้วเราก็เจอซากุระแรกของทริป !! ช่วงนั้นเป็นวันที่ 20 กว่าๆของเดือนมีนาคม แปลกใจมาก ไม่คิดไม่ฝันว่าจะบานเวลานี้ พวกเรายืนเสียเวลาถ่ายรูปดอกใบซากุระต้นนี้กันอยู่ราวๆ 15 นาทีเลยทีเดียว ถือว่าอู้ไปในตัวแบบไม่รู้สึกผิดมาก
จริงๆภูเขานี้ไม่ได้มีสองลูกนะ มันมีสองชั้นตะหาก นี่ก็ขึ้นมากะไหลลงให้ผ่อนคลายบ้างไง มาเจออีกลูกนี้หยุดเลย ทำใจแปป มองวิวกลับไปขึ้นมาได้ไกลแล้วนะเนี่ย โอเคพร้อมไปต่อๆ
วิวบนยอดเขาลูกนี้งามพอสมควรเลย มองกลับไปเห็นส่วนเล็กๆของ ako มองไปข้างหน้าเห็นเมืองท่าเรือ ที่มีปลาสดอร่อยๆมากมาย Hinase ด้านซ้ายนี้มีทางปีนเขาด้วยตามทางดินเข้าไปนั่นแหละ จริงๆเราชอบปีนเขามากเห็นแล้วอยากลุยแต่ไม่ได้อดใจๆ จักรยานสิ
นี่มาถึงขาลงแล้ว ความฟินของการทำงานหนักไงล่ะ เราปั่นขึ้นกันมา เป็นชั่วโมงกว่าจะมาถึงจุดนี้ ขาลงคือรางวัลชีวิตมาก ว่าแล้วก็หยิบหมวกที่ห้อยไว้ทั้งทริปไม่เคยได้ใส่ครอบหัว แล้วปล่อยไหลเลย เจอเพื่อนนักปั่นด้วยแหละ
ไหลยาวมากมีความสุขมาก และแล้วก็มาถึงเมือง Hinase (日生) เมืองนี้เป็นเมืองประมงขนาดใหญ่ของละแวกนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ทำอาชีพประมง ทั้งฟาร์มหอย กระชังปลา หรือแม้แต่ล่องเรือประมงน้ำลึก เนื่องจากเมืองนี้มีเกาะ น้อยใหญ่มากมาย ตั้งอยู่ทำให้น้ำทะเลนิ่งตลอดทั้งปี เหมาะแต่การทำเพาะพันธุ์สัตว์น้ำมากๆ
ฝาท่อๆๆ นี่ไงพึ่งเขียนไปเลย คนเมืองนี้ให้ความสำคัญกับเกาะรอบๆของเขามาก เพราะทั้งให้พื้นที่ทำกิน และป้องกันจากภัยพิบัติทางทะเลมากมายไงล่ะ เลยรูปเมืองพร้อมเกาะทั้งหมดมาทำลงฝาท่อซะเลย แถมยังมีคำว่า ฮิ-นะ-เสะ (ひ-な-せ) สลักไว้บนภูเขาด้วย อลังมากสำหรับเมืองเล็กๆ
เรามาแวะพักกันที่ซุปเปอร์มาเกทแปลก ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน บทที่แล้วเหมือนเคยบอกไว้ว่า คนญี่ปุ่นเรียกมินิมาร์ทว่า Conbini ใช่มะ ทีนี้ ซุปเปอร์ เขาก็เรียกว่า Supaaaa ไงต้องลากยาวด้วยนะไม่รู้ทำไม ซุปเปอร์นี้คือติดทะเลเลย เข้าไปนี่อึ้งมากของทะเลเพียบ เราเลยตัดสินใจกินข้าวเที่ยงที่นี่เลย ซื้อพวกซูชิ กับข้าวห่อสาหร่ายธรรมดาๆนี่แหละ ตอนจะกินก็ไม่ได้ถ่ายรูปเพราะมันธรรมดา แต่พอกันแล้ว เฮ้ยยย สดมาก นี่มันเมืองประมงขนานแท้ แถมนั่งกินริมท่าเรือด้วยได้ความเป็นอาหารทะเลเต็มๆ
อิ่มแล้วไปต่อครับ ตอนกินนี่มีป้าลุงเดินมาทักเยอะมาก อร่อยมั้ย อร่อยมั้ย สดมั้ย แกเป็นคนท้องถิ่นคงภูมิใจกับผลิตภัณฑ์ ของเมืองตัวเองมากน่ารักน่าชังจริงๆ นี่เป็นเขตสุดท้ายที่เราจะได้เจอทะเลกันในวันนี้แล้ว ลาก่อนทะเล เจอกันอีกที่ Onomichi นะ บายยย
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
Preview