((มาลาริน)) ^_^ จะเชื่อตัวเลขหรือการมโนกันดีคะ.."พาณิชย์”เผยส่งออกมี.ค.โต 9.22% ไตรมาสแรกเพิ่ม 4.9% สูงสุดในรอบกว่า 4 ปี

เคยรู้สึกไหมว่า...อากาศวันนี้ร้อนกว่าเมื่อวาน..
แต่พอดูอุณหภูมิของวันนี้  กลับต่ำกว่าเมื่อวานเสียอีก..

หรือเราคิดว่าน้ำนี้เย็นมากไป แต่บางคนกลับบอกว่าไม่ค่อยเย็นเท่าไหร่ วัดจากความรู้สึกก็แตกต่างกัน

เรื่องของเศรษฐกิจ  วัดจากความรู้สึกก็ไม่ได้เช่นกัน ถ้าเช่นนั้นก็คงแตกต่างกันไปอย่างไม่มีวันจบ

ในยามที่เศรษฐกิจทรงตัวหรือกำลังฟื้นตัว การพูดว่าเศรษฐกิจดีขึ้น หรือลดลงก็เป็นเรื่องถกเถียงกันไม่จบแน่นอน บางคนบอกว่าดีขึ้น เพราะดูจากธุรกิจตัวเองและคนรอบๆข้างที่รู้จักกัน บางคนบอกไม่ดีเลยเพราะไปถามแม่ค้าในตลาดที่เคยซื้อของ บางคนก็ดูเศรษฐกิจจากกระเป๋าตัวเอง..

การมองเรื่องของเศรษฐกิจจึงแตกต่างกันในประชาชนทั่วๆไป
ส่วนนักธุรกิจคงไม่มาบ่นเรื่องนี้ วันๆคงเอาแต่ดูแลธุรกิจของตัวเองเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง  มานั่งถามเรื่องเศรษฐกิจจากคนในห้องนี้ก็คงล้มละลายเป็นแน่..เพราะเชื่อถืออะไรเป็นหลักไม่ได้  จึงต้องพึ่งพาการสอบถามข้อมูลทางราชการจะดีกว่า..

ดิฉันนำข้อมูลทางราชการมาจากข่าวจากสื่อต่างๆเพื่อให้เห็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ ดีกว่าการมโนไปวันๆของคนบางกลุ่มที่กำลังใช้ไปเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
คิดว่าคงเป็นผลดีต่อการนำข้อมูลไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจบ้างนะคะ

นานาโอเคนานาแต่งตัวนานาขอบคุณ

ติดตามข่าวค่ะ..เม่าแพนด้าเม่าเคาะซื้อเม่าขายหมู


พาณิชย์”เผยส่งออกมี.ค.ทำได้ 20,887.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.22% มูลค่าทะลุ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐอีกครั้งในรอบ 29 เดือน ส่วนไตรมาสแรกเพิ่ม 4.9% สูงสุดในรอบกว่า 4 ปี คาดเป้า 5% มีโอกาสทำได้ หลังส่งออกเป็นขาขึ้น สินค้าเกษตร สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันราคาดีขึ้น แต่ต้องระวังปัจจัยเสี่ยง ทั้งความตึงเครียดทางการเมือง และนโยบายทรัมป์ที่ไม่ชัดเจน เตรียมนัดหารือทำแผนรับมืออีกครั้ง 26 เม.ย.นี้ 

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนมี.ค.2560 มีมูลค่า 20,887.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.22% กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง หลังจากเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ติดลบ 2.76% และมูลค่าการส่งออกยังสามารถทำมูลค่าได้เกิน 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในรอบ 29 เดือน นับจากเดือนต.ค.2557 ที่ทำได้ 20,205.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 19,270.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 19.26% และเกินดุลการค้ามูลค่า 1,616.9 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับยอดรวมการส่งออกในไตรมาสที่ 1 ของปี 2560 (ม.ค.-มี.ค.) เพิ่มขึ้น 4.9% เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 17 ไตรมาส หรือในรอบกว่า 4 ปี

การการส่งออกของไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับมีแรงผลักดันมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว ซึ่งสอดคล้องกับที่องค์การการค้าโลก (WTO) ประเมินไว้ว่าภาวะการค้าโลกในเดือนก.พ..ปีนี้เติบโตถึง 6.4%”น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว

น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า ทิศทางการส่งออกจากนี้ไป มีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจน และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่กระทรวงฯ ตั้งไว้ที่ 5% โดยราคาสินค้าเกษตรสำคัญ และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน เศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญมีการฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ยังต้องระวังความเสี่ยงจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองในภูมิภาคต่างๆ ทั้งคาบสมุทรเกาหลี ซีเรีย ความไม่ชัดเจนนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่สร้างความผันผวนด้านอัตราแลกเปลี่ยนและเพิ่มความไม่แน่นอนของการค้าและการลงทุนของโลกในระยะต่อไป 

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 26 เม.ย.นี้ กระทรวงพาณิชย์จะนัดประชุมระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างเป็นทางการ เพื่อประเมินและติดตามผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากนโยบายของสหรัฐฯ โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ซึ่งในเบื้องต้นเอกชนค่อนข้างกังวลกับปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้น และทำให้ภาวะการค้ามีความไม่แน่นอนสูง โดยแนวทางในการลดความเสี่ยง จะต้องกระจายการส่งออกไปยังตลาดอื่นเพิ่มขึ้น เพื่อลดผลกระทบ หากการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มีมูลค่าลดลง 

สำหรับการส่งออกในเดือนมี.ค. สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่มขึ้น 12% โดยสินค้าที่ขยายตัวดี เช่น ยางพารา เพิ่ม 95.4% ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป เพิ่ม 15% ผักผลไม้ เพิ่ม 3% ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 8.7% สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น ผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่ม 64.7% เครื่องคอมพิวเตอร์ เพิ่ม 18.4% น้ำมันสำเร็จรูป เพิ่ม 53.9% 

ส่วนตลาดส่งออกส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นทุกตลาด โดยตลาดหลัก เพิ่มขึ้น 10.5% มาจากญี่ปุ่น เพิ่ม 14.9% สหรัฐฯ เพิ่ม 7.1% สหภาพยุโรป เพิ่ม 10.2% ตลาดศักยภาพสูง เพิ่มขึ้น 14.5% เช่น CLMV เพิ่ม 18.1% แต่อาเซียนเดิม ลด 8.6% จีน เพิ่ม 47.6% สูงสุดในรอบกว่า 5 ปี เอเชียใต้ เพิ่ม 19.1% ฮ่องกง เพิ่ม 10% เกาหลีใต้ เพิ่ม 24.7% ไต้หวัน เพิ่ม 27.1% ตลาดศักยภาพระดับรอง ลดลง 1% เป็นการลดลงของตลาดตะวันออกกลาง 21.5% แอฟริกา ลด 3.4% แต่ทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 8.7% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 0.8% กลุ่ม CIS รวมรัสเซีย เพิ่ม 109.3% แคนาดา เพิ่ม 13.7% ตลาดอื่นๆ เพิ่มลดลง 16.8% เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ลด 19.1%

https://m.manager.co.th/Business/detail/9600000041235
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่