เจาะลึกเครือข่าย 26 บริษัทของตระกูล "เหลืองกำธร" ที่ถักทอครบวงจรในมือครอบครัวเดียว ก่อนถูกรัฐตรวจสอบ แจ้ง 3 ข้อหาในคดีอาญาปมกักตุนน้ำมัน
สามทศวรรษที่ผ่านมา ชื่อ "พรชัย เหลืองกำธร" ไม่ได้เป็นที่รู้จักกว้างขวางนักในแวดวงธุรกิจระดับประเทศ แต่หากพูดถึง "PC" บนป้ายสถานีน้ำมันในภาคใต้ตอนบน ผู้คนแถบลุ่มน้ำตาปีต่างรู้จักดี
ทว่าในค่ำคืนวันที่ 4 เมษายน 2569 เมื่อเจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานีเดินเข้า สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี เพื่อแจ้งความ
บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด อาณาจักรธุรกิจครอบครัวที่สั่งสมมายาวนานก็ต้องเผชิญกับบทพิสูจน์ที่หนักที่สุดในประวัติศาสตร์
ก่อร่างสร้างอาณาจักร: จากคลังน้ำมันสู่เครือข่าย 26 บริษัท
พรชัย เหลืองกำธร ก่อตั้ง
พี.ซี.สยามปิโตรเลียม เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2533 ด้วยจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 500 ล้านบาท ริมปากแม่น้ำตาปี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำเลยุทธศาสตร์ที่ของภาคใต้ตอนบน
วัตถุประสงค์แรกเริ่มคือการเป็นผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2521 ภายหลังเปลี่ยนสถานะเป็นผู้ค้าตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ซึ่งช่วยเปิดทางให้สามารถนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศหรือโรงกลั่นภายในประเทศ เก็บในคลังน้ำมันของตัวเอง แล้วกระจายลงสู่ผู้ค้าปลีกในพื้นที่ได้อย่างถูกกฎหมาย
จากนั้นในปี 2535 โลโก้ "PC" ปรากฏบนป้ายสถานีบริการน้ำมันแห่งแรกที่อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันมีสถานีบริการภายใต้เครื่องหมายการค้า PC กว่า 30 แห่ง กระจายอยู่ทั่วสุราษฎร์ธานีและจังหวัดใกล้เคียง
ฐานเศรษฐกิจตรวจ อาณาจักร
พี.ซี.สยามปิโตรเลียม ผ่านระบบ
Creden Data พบว่าบริษัทมีสินทรัพย์รวมกว่า 2,132 ล้านบาท รายได้รวมกว่า 1,841 ล้านบาท และเครือข่ายธุรกิจที่แตกแขนงออกไปไม่น้อยกว่า 26 บริษัท ครอบคลุมธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำในห่วงโซ่พลังงาน และยังขยายออกไปสู่โลจิสติกส์ เหมืองแร่ เกษตรกรรม และอสังหาริมทรัพย์
รากเหง้าของอาณาจักร: จาก 200 บาท สู่พันล้าน
ก่อนจะมีคลังน้ำมันริมตาปี ก่อนจะมีสถานีบริการ PC กว่า 30 แห่ง และก่อนจะมีเครือข่ายธุรกิจ 26 บริษัทที่แผ่กว้างทั่วภาคใต้ ในปี 2512 พรชัย เหลืองกำธร วัยหนุ่ม ออกเดินทางจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มุ่งหน้าสู่สุราษฎร์ธานีเพื่อแสวงหาโอกาสในชีวิต ด้วยเงิน 200 กว่าบาทที่พรชัยหิ้วข้ามจังหวัดมาเมื่อปี 2512 สู่สินทรัพย์รวมกว่า 2,132 ล้านบาท ในวันนี้
หัวใจของธุรกิจทั้งหมดคือระบบคลังน้ำมันปลอดอากรที่ได้รับอนุญาตจากกรมศุลกากร ซึ่งพี.ซี.สยามปิโตรเลียมบริหารจัดการอยู่ 4 แห่งทั่วประเทศ
1. คลังท่าทอง ที่ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี คือฐานหลักและเป็นคลังที่ตกเป็นประเด็นในการสอบสวนครั้งนี้ ตั้งอยู่ริมคลองท่าทองด้านตะวันตกของแม่น้ำตาปี บนพื้นที่กว่า 70 ไร่ที่พัฒนาจนกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ชั้นนำของจังหวัด
2. คลังสงขลา ที่ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ดำเนินการโดยบริษัทอากิแบม ออยล์ จำกัด ในฐานะผู้เช่า
3. คลังบางปะกง ที่ตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา รับผิดชอบตลาดในภาคกลาง
4. คลังนครสวรรค์ ที่ตำบลม่วงหัก อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อกระจายน้ำมันสู่พื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง
จากคลังเหล่านี้ น้ำมันถูกขนส่งโดยรถบรรทุกของ PC กว่า 100 คัน ขนาดบรรทุก 30-32 ตัน ไปยังสถานีบริการน้ำมันและผู้ค้าปลีกรายย่อยทั่วภาคใต้ตอนบน ระบบนี้ทำให้พี.ซี.สยามปิโตรเลียมเป็นหมุดหมายสำคัญในการกระจายน้ำมันของภูมิภาค
ในระดับค้าปลีก บริษัทสร้างเครือข่ายผ่านบริษัทในเครือหลายแห่ง โดยมี บริษัท
พี.ซี.สยาม สเตชั่น เทรดดิ้ง จำกัด เป็นหลัก ตั้งอยู่ที่ตำบลคลองไทร อำเภอท่าฉาง พร้อมสาขาในจังหวัดพัทลุง
อีกหนึ่งบริษัทสำคัญในห่วงโซ่ธุรกิจน้ำมันคือ บริษัท
ท่าทองปิโตรเลียม จำกัด ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยตรง รวมถึง บริษัท
พี.ซี.สงขลาปิโตรเลียม จำกัด ซึ่งดูแลตลาดในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยพรชัยถือหุ้นในบริษัทนี้ถึง 96.10% เช่นกัน
ท่าเรือและโลจิสติกส์: เส้นเลือดใหญ่แห่งอาณาจักร
ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดของกลุ่ม PC คือการควบคุมโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ของตัวเอง
บริษัท
พี.ซี.ปิโตรเลียมแอนด์เทอร์มินอล จำกัด หรือ PC Terminal ก่อตั้งขึ้นในปี 2535 ด้วยทุนจดทะเบียนกว่า 300 ล้านบาท บริษัทนี้พัฒนาพื้นที่กว่า 70 ไร่ริมคลองท่าทองด้านตะวันตกของแม่น้ำตาปี จนกลายเป็นท่าเรือขนาดใหญ่สุราษฎร์ธานีที่ให้บริการครบวงจร ทั้งท่าเทียบเรือ การขนถ่ายสินค้า ลานกองสินค้าเทกอง ลานคอนเทนเนอร์ คลังสินค้า และบริการกระจายสินค้า โดยสามารถหมุนเวียนสินค้าในโกดังได้ถึง 100,000 ตันต่อเดือน
ทำเลที่ตั้งของท่าเรือนี้มีความพิเศษอย่างยิ่ง เพราะอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบสำคัญทั้งเหมืองแร่ยิปซัม แร่โดโลไมต์ และสวนปาล์มในพื้นที่ภาคใต้ ทำให้เหมาะสมสำหรับการเป็นศูนย์กลางรวบรวมและกระจายสินค้าทั้งขาเข้าและขาออก
ด้านการขนส่งทางทะเล บริษัท
สยามนาวี จำกัด ก่อตั้งตั้งแต่ปี 1988 ให้บริการเรือบรรทุกน้ำมันและเรือบรรทุกสินค้าแห้ง ตั้งแต่แร่ยิปซัม แร่โดโลไมต์ ถ่านหิน ปูนซีเมนต์ ปุ๋ย ไปจนถึงข้าว ครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ เริ่มจากเรือบรรทุกน้ำมัน PSN ขนาด 2,108.88 dwt และขยายกองเรือมาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังมี บริษัท
เบโท เอเยนซี่ จำกัด ซึ่งให้บริการด้านกิจการสนับสนุนการขนส่งต่างๆ โดยพรทิพย์ เหลืองกำธรถือหุ้นอยู่เกือบ 50% และ บริษัท
โอเชี่ยน ออยล์ จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งพรทิพย์ถือหุ้นอยู่ถึง 50%
เหมืองแร่และแร่ธาตุ: ขาธุรกิจที่ซ่อนอยู่
นอกเหนือจากธุรกิจพลังงาน ตระกูลเหลืองกำธรยังลงทุนในธุรกิจเหมืองแร่ยิปซัมและแอนไฮไดรต์อย่างจริงจัง
บริษัท
ไลยมาศ จำกัด เป็นผู้ดำเนินการเหมืองแร่ยิปซัมและแอนไฮไดรต์ โดยพรทิพย์ เหลืองกำธร ถือหุ้น 10% คิดเป็นมูลค่าราว 1.2 ล้านบาท และยังมี บริษัท
ศักดิ์ชาย จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจเหมืองแร่ยิปซัมและแอนไฮไดรต์เช่นกัน
ส่วนการค้าและส่งออกแร่ดำเนินการผ่าน บริษัท
ยิปซั่ม เทรดดิ้ง 2004 (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายแร่ยิปซัมและดูแลงานชิปปิ้งเพื่อการส่งออก โดยสมาชิกในครอบครัวทั้งปรียานุชและพรทิพย์ต่างถือหุ้นในบริษัทนี้คนละเล็กน้อย
ห่วงโซ่ธุรกิจแร่เชื่อมโยงกับโครงสร้างท่าเรือและโลจิสติกส์ของกลุ่มได้อย่างลงตัว เพราะแร่ที่ขุดได้สามารถขนส่งผ่านท่าเรือ PC Terminal และเรือของสยามนาวีได้โดยตรง
แม้ว่าบางส่วนในกลุ่มธุรกิจเหมืองแร่จะมีความผันผวน อาทิ บริษัท
พี.ซี.ณิศิศร์ ไมนิ่ง จำกัด ซึ่งดำเนินการเหมืองแร่โดโลไมต์ แต่ปัจจุบันอยู่ในสถานะล้มละลายแล้ว และ บริษัท
พี.ซี.ไมน์นิ่ง (2025) จำกัด ที่เพิ่งจดทะเบียนใหม่เพื่อประกอบกิจการเหมืองแร่ ยังไม่มีมูลค่าทางบัญชี สะท้อนให้เห็นว่าตระกูลนี้ยังคงมุ่งมั่นขยายธุรกิจเหมืองแร่อยู่อย่างต่อเนื่อง
พลังงานทางเลือก: ปาล์มน้ำมันและชีวมวล
มีต่อ
เจาะอาณาจักร "พี.ซี.สยาม" ขุมทรัพย์พันล้านตระกูล "เหลืองกำธร" ยักษ์น้ำมันภาคใต้ที่ถูกตรวจสอบ
รากเหง้าของอาณาจักร: จาก 200 บาท สู่พันล้าน
มีต่อ