ขออวยอีกซักกระทู้ "เพลิงพระนาง ครองแผ่นดิน" ในมุมมองของผมครับ

ผมไม่ได้เขียนรีวิวเกี่ยวกับภาพยนตร์ ละคร มานานพอสมควร แต่ขออนุญาตใช้พื้นที่นี้ในการชื่นชมทีมงานละคร "เพลิงพระนาง" อีกสักกระทู้นะครับ จะเรียกกว่าผมอวยก็ยอม เพราะเป็นละครที่มีคุณภาพจริง ๆ ขอบคุณทีมงานมาก ๆ ครับที่สร้างสรรค์ผลงานดี ๆ ออกมาให้เราได้ชมกัน โดยรีวิวนี้เป็นทัศนะของผม อาจมีสปอยล์เนื้อหาบางส่วนนะครับ ภาพประกอบจากหลายแหล่งนำมารวบรวมอีกทีหนึ่ง ขอบคุณทุกแหล่งที่มานะครับ


ย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว (พ.ศ. 2539) มีละครเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นตำนานเลยก็ว่าได้ เนื่องจากเนื้อเรื่องที่ตราตรึงใจ การแสดงขั้นเทพของตัวละครที่สะกดใจผู้ชม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คุณเหมียว ชไมพร” ซึ่งรับบทนำในการดำเนินเรื่องตั้งแต่สาวจนแก่ ซึ่งผู้เขียนเอง ไม่ได้ชมในรอบที่มีการออกอากาศสด แต่ได้ดูย้อนหลังในช่วงปิดเทอมตอนกลางวันหลายรอบมาก เนื่องจากนำมา re-run อยู่เรื่อย ๆ และฉากที่จดจำได้ติดตา คือ ตอนจบของเรื่อง ซึ่งทำให้ผู้เขียนเองถึงกับอึ้ง เพราะมีความใกล้เคียงกับเรื่องราวที่เคยได้ยินมาในประวัติศาสตร์ ฉากที่หญิงชรา ตัวละครนำของเรื่อง เดินไปในพระราชวังเก่าซึ่งได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ และหวนนึกถึงอดีต จนกระทั่งตอนสุดท้าย เธอก็ได้นั่งบนบัลลังก์ตั่งทองสมปรารถนา หากแต่ไร้ซึ่งลมหายใจ ภาพนั้นยังติดตาผู้เขียน จนยกให้เป็นฉากจบในตำนาน (จำเนื้อเรื่องไม่ได้เลย เนื่องจากเด็กมาก จำได้แค่ตอนจบ กับเพลงประกอบละคร) พอมีข่าวว่า ละครเรื่องดังกล่าวจะนำมาสร้างใหม่ ผู้เขียนเองก็ติดตามข่าวตามกระทู้ต่าง ๆ แล้วลุ้นว่า ใครจะมาแสดงเป็นตัวละครไหนบ้าง พอประกาศออกมา ในตอนแรกผู้เขียนรู้สึกว่า คงทำได้ไม่ดีเท่าเวอร์ชั่นเก่าแน่นอน เพราะนักแสดงแต่ละคน ผู้เขียนไม่รู้จักมาก่อน (อาจเป็นเพราะช่วงหลังไม่ค่อยได้ชมละคร) อีกทั้งภาพคุณเหมียวและนักแสดงนำหลายท่าน ยังฝังอยู่ในหัว แต่เมื่อได้ติดตามข่าวคราวเรื่อย ๆ ก็พบว่า น่าจะเป็นละครคุณภาพ ที่สะดุดตามาก คือ เครื่องแต่งกายและงานกำกับศิลป์ที่ทีมงานทะยอยเปิดตัวออกมา ทำให้ผู้เขียนเริ่มเปิดใจ และรอคอยที่จะติดตามละครในตำนานเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง กับ “เพลิงพระนาง”


พอได้เริ่มชมละครในเวอร์ชั่น 2560 ยอมรับเลยว่า แต่ละตอนนั้น น่าติดตาม สร้างได้ยิ่งใหญ่และอลังการมาก จุดเด่นของเพลิงพระนาง 2560 คือ งานกำกับศิลป์ (เครื่องแต่งกาย ฉาก แสง) เสียงและดนตรีประกอบ ซึ่งทราบมาว่า มีการให้ทีมงานจากต่างประเทศมาสรรค์สร้างงานเพลงขึ้น ไม่แปลกใจเลยว่า มีกลิ่นไอคล้ายกับดนตรีประกอบของภาพยนตร์เรื่องสุริโยทัย ในแต่ละฉาก แต่ละตอน มีการผสมผสานความยิ่งใหญ่ของวงออเคสต้าร์ และดนตรีพื้นเมืองอย่างลงตัว มีการใส่ดนตรีประกอบที่สอดคล้องกับเนื้อเรื่องในแต่ละฉาก ไม่มากไป น้อยไป และที่สำคัญ ใส่ได้อย่างถูกจังหวะและลงตัว (ต้องชื่นชมทีมตัดต่อด้วย เพราะดนตรีเข้ากับฉากและจังหวะของเรื่องอย่างมาก) ในส่วนของเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ และงานกำกับศิลป์ ถือว่าประณีตและงดงามมาก เรียกได้ว่า ตั้งแต่ชมละครมา 30 กว่าปีนี้ เรื่องนี้น่าจะสวยงามและตราตรึงใจมากที่สุดตามทัศนะของผู้เขียน และสิ่งที่ผู้เขียนรู้สึกประทับใจมากในเวอร์ชั่นนี้ คือ การกลับมาของเจ้านางอนัญทิพย์คนเดิม (คุณเหมียว ชไมพร) ในบทพระพันปีหลวง ซึ่งตามเวอร์ชั่น 2539 บทบาทไม่มากเท่าเวอร์ชั่นนี้ เรียกได้ว่า ทีมงานแต่งบทละครใหม่ ให้พระพันปีหลวงและหลาย ๆ ตัวละครมีบทบาท มีที่มาที่ไปมากขึ้น เมื่อเราชมแต่ละตอน จะเข้าใจว่า เหตุใดตัวละคร จึงเป็นแบบนั้น ทำไมถึงเลือกทางเดินแบบนั้น เรียกได้ว่า มีเหตุมีผลมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระพันปีหลวง มีบทบาทมาก และเป็นตัวแทนคำว่า “เพลิงพระนาง” ไม่น้อยหน้าเจ้านางอนัญทิพย์เลยทีเดียว (จุดจบของนาง คือ เพลิงพระนาง จริง ๆ)


นอกจากในเรื่องขององค์ประกอบศิลป์ (ฉาก เครื่องแต่งกาย และแสง) ที่เป็นจุดเด่นของเพลิงพระนาง 2560 แล้ว จุดเด่นอีกอย่าง คือ มีการปรับบทละคร ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น และทำให้ผู้ชมในเวอร์ชั่น 2560 เดาตอนจบของแต่ละตัวละครได้ยาก (บางตัวละครมีจุดเด่น และจุดจบต่างจาก 2539) ทำให้เกิดอรรถรสในการชมมากขึ้น การปรับเนื้อเรื่อง บทสนทนา ดูมีชั้นเชิง ไม่ใช่ละครที่มีการตบตีกันเหมือนที่หลายคนคิด หากได้ชมแล้ว จะพบว่า จุดเด่น คือ กลยุทธ์ของแต่ละตัวละคร ในด้านการบริหารความสัมพันธ์ การบริหารบ้านเมือง ตัวละครที่โดดเด่นที่สุด คือ เจ้านางอนัญทิพย์ ซึ่งในวัยสาวเป็นคนมุทะลุ ร้ายแบบเปิดเผย แต่เมื่อเริ่มมีอายุ จะกลายเป็นคนที่มีกลยุทธ์และกลอุบายมากยิ่งขึ้น และเจ้านางเศกขรเทวี ซึ่งในเวอร์ชั่น 2539 นั้น เป็นตัวละครที่เปรียบเสมือนแม่พระ นางเอก ไร้มลทิน ในเวอร์ชั่น 2560 นี้ เราได้เห็นพระนางมีความเป็นตัวละครกลมมากยิ่งขึ้น หลาย ๆ ตัวละคร ไม่ได้มีจุดจบเหมือน 2539 คือ บางตัวละคร ตายก่อนถึงช่วงท้ายของเรื่อง ในเวอร์ชั่น 2560 นี้ หลาย ๆ ตัวละครรอดชีวิต จนมาถึงตอนท้ายของเรื่อง โดยผู้ปรับบทละคร เลือกที่จะใช้ประโยชน์จากความสามารถของนักแสดง และปรับบทตอนท้ายเรื่องให้ตอกย้ำในเรื่องของผลพวงของความอิจฉา ริษยา แตกความสามัคคี และใส่ประเด็นในเรื่องของความรักชาติมากยิ่งขึ้น เพลิงพระนางในยุค 2560 จึงเป็นละครที่มาได้ถูกที่ ถูกเวลา ในยุคที่ต้องการกระตุ้นให้ประชาชนมีความรักชาติและมีความสามัคคี


เมื่อผู้เขียน ชมละครจบทั้ง 26 ตอน (บางตอนก็ไม่ได้ดูสด ต้องมาดูย้อนหลัง แต่รู้เลยว่า อรรถรสในการชมน้อยกว่าดูสด) ต้องขอลบความคิดตัวเองที่เคยวาดไว้ก่อนละครจะฉาย ที่คิดว่า เวอร์ชั่นเดิมติดตา นักแสดงเวอร์ชั่นนี้มีแต่เด็ก ๆ ซึ่งเราไม่รู้จัก ทุกสิ่งที่คิดไว้ ต้องกลับมาทบทวนใหม่อีกที เนื่องจากตัวละครแต่ละตัว แคสท์มาได้ดีมาก นักแสดงบางท่าน เราเชื่อสนิทว่า เป็นตัวละครนั้นจริง ๆ ต้องชื่นชมคนที่คัดเลือกนักแสดงและผู้เขียนบทจริง ๆ ที่สามารถดึงศักยภาพการแสดงของนักแสดงแต่ละท่านออกมาได้อย่างเต็มที่และลงตัว บทที่โดดเด่นมากในเวอร์ชั่นนี้ตามทัศนะของผู้เขียน ฝ่ายหญิง คือ เจ้านางอนัญทิพย์ (คุณอั้ม พัชราภา)  เจ้านาเศกขรเทวี (คุณยุ้ย จิรนันท์) พระพันปีหลวงหรือเจ้าสำเภางาม (คุณเหมียว ชไมพร) เจ้านางตองนวล (คุณกระติ๊บ ชวัลกร) เจ้านางปิ่นมณี (คุณเปรี้ยว  ทัศนียา) เจ้านางท่านอื่น ๆ และทุกตัวละคร แม้กระทั่งข้าไท   ในส่วนของฝ่ายชาย แน่นอนว่าเจ้าหลวงเมืองคุ้ม (คุณเคลลี่ ธนะพัฒน์) เอาอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง (ถือว่าโดดเด่นมากที่สุดในตัวแสดงฝ่ายชาย)  ซึ่งในเวอร์ชั่นนี้ ผู้เขียนไม่แปลกใจ ว่าทำไมถึงเลือกคุณอั้ม คุณยุ้ย และคุณเคลลี่ เป็นตัวนำ  โดยมีคุณเหมียว เป็นบทนำอีกตัวที่มาสร้างสีสัน  แต่ผู้เขียนประหลาดใจกับการแสดงของคุณกระติ๊บ ชลัลกร ในบท เจ้านางตองนวล มาก  เป็นตัวละครที่มีบทบาทมากในเวอร์ชั่นนี้ เรียกว่า ถึงจะมีบทน้อยเมื่อเทียบกับตัวละครหลัก แต่การออกมาของเธอในแต่ละฉาก สะกดผู้เขียนได้อย่างมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรับบทแม่  สายตาของคุณกระติ๊บ สื่ออารมณ์ได้ดีมาก ในเรื่องความห่วงใยลูก ในช่วงการสูญเสียลูกก็ทำได้ดีมาก และฉากที่เป็นตำนานของเวอร์ชั่นนี้ คือ ฉากที่เจ้านางตองนวลเสียสติ แล้วมโนว่านั่งเสรี่ยง “ไปหอคำ” เชื่อว่าจะเป็นตำนานของเพลิงพระนาง 2560 ไม่แพ้บทสรุปของเจ้านางอนัญทิพย์


อีกตัวละครที่เรียกว่า ผู้เขียนไม่รู้จักมาก่อน แต่เล่นได้เชือดเฉือน อินเนอร์นางมาแรงมาก และเหมาะกับบทที่มีความจิต ริษยา ซึ่งถือว่าเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้เมืองทิพย์เสียเมืองจากเหตุการณ์ “ฆ่าล้างราชวงศ์” คือ “เจ้านางปิ่นมณี” (คุณเปรี้ยว ทัศนียา) ซึ่งถือว่าสอบผ่านมากกับบทนี้ เนื่องจากเป็นบทที่สำคัญ และถ้าเล่นไม่ถึงก็อาจจะแป๊กไปเลยก็ว่าได้ ถือได้ว่าเป็นตัวละครที่มีความสำคัญต่อเส้นเรื่องหลัก เนื่องจากเป็นผู้ที่ทำให้บัลลังก์ตั่งทองสั่นคลอน และท้ายที่สุดต้องตกไปเป็นของดั้งขอหรือชาติตะวันตก และเป็นตัวละครที่ทำให้อนัญทิพย์รู้สึกสำนึกผิดในตอนหลัง เป็นประเด็น “เลี้ยงลูกผิด คิดจนตัวตาย”  ผู้เขียนต้องขอชื่นชมผู้คัดเลือกนักแสดง ครูสอนการแสดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวคุณเปรี้ยวเอง ที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดบทบาทนี้ออกมาได้น่าหมั่นไส้มาก เรียกว่า นักแสดงรุ่นเดียวกับเธอเอง คงหาตัวจับยากมากที่จะมาเล่นในบทบาทดังกล่าว


นาน ๆ ทีจะได้ชมละครน้ำดีที่มีทั้งคุณภาพคับจอ ทั้งในเรื่องบทละคร การแสดง งานกำกับศิลป์ ดนตรีประกอบ ซึ่งถือว่า ทุกองค์ประกอบรวมกันอย่างกลมกล่อม ลงตัว และมีความเข้มข้น  ซึ่งหลาย ๆ ท่านที่ไม่เคยชม “เพลิงพระนาง” เพียงแค่ได้ยินชื่อ ก็คงคิดว่า เป็นละครตบตีแย่งชิงอำนาจ เหมือนละครทั่ว ๆ ไป  แต่เมื่อได้สัมผัสด้วยตัวเองแล้ว ผู้เขียน พบว่า เป็นละครที่ให้แง่คิดและคติสอนใจในหลาย ๆ ประเด็น ไม่ว่าจะเป็น
- ครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคัญของสังคม ถ้าครอบครัวไม่เข้มแข็ง แตกความสามัคคี และปลูกฝัง เลี้ยงดูสมาชิกไม่ดี ก็จะเป็นปัญหาสังคม : ดังจะเห็นได้จากเจ้าหลวงเมืองคุ้ม ที่ได้อนัญทิพย์เป็นสนมเอก ซึ่งเมื่อรู้แล้วว่านางมีความร้ายกาจ แต่ไม่ตัดไฟเสียแต่ต้นลม กลับปล่อยให้เรื่องบานปลาย จนกระทั่งนางมีลูก ก็ยังสอนลูกให้เป็นคนไม่ดี มีความอิจฉาริษยา จนกระทั่งในตอนท้าย ปิ่นมณี บุตรีของตน เป็นชนวนสำคัญที่ทำให้เมืองคุ้มตกเป็นเมืองขึ้นของดั้งขอในที่สุด
- ปัญหาสังคม เกิดจากรากฐานที่ไม่มั่นคง อาจส่งผลเสียต่อประเทศชาติได้ : ดังจะเห็นได้จาก ปัญหาหรือปมในเรื่อง เกิดจากปมเล็ก ๆ ภายในครอบครัวของราชวงศ์ ซึ่งกลายเป็นปัญหาที่บานปลาย จนเป็นปัญหาระดับสังคม (คือ เริ่มมีความเกี่ยวพันกับหลายคน หลายเมือง) ทำให้รากฐานของเมืองทิพย์เกิดความไม่มั่นคง และสูญเสียเอกราชในที่สุด
- ผู้นำที่ดี ควรมีทศพิธราชธรรม ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ตั้งมั่นในคุณธรรม : อันนี้เป็นประเด็นที่ชัดเจนมาก ในแต่ละยุค สมัย ที่กษัตริย์แต่ละพระองค์ขึ้นครองราชย์ พบว่า มีความแตกต่างกันชัดเจน โดยในยุคของเจ้าหลวงเมืองคุ้ม ไพร่ฟ้ามีความสุข เมืองมีความมั่นคง ไม่สูญเสียเอกชนให้ใคร จนกระทั่งมาในยุคเจ้าหลวงม่านฟ้า เป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอ ติดสุรา ทำให้เสียอธิปไตยในที่สุด
- ความอิจฉา ริษยา แตกความสามัคคี เป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ : ประเด็นนี้ก็ชัดเจนมากครับ
- ควรทำดีให้กันไว้ อย่าก่อศัตรู เพราะเราไม่รู้หรอกว่า วันหนึ่งอาจได้พึ่งพากัน หรือเค้าอาจจะมีอำนาจก็ได้ : จะเห็นได้จากในเรื่องมีการเปลี่ยนยุค เปลี่ยนกษัตริย์ เปลี่ยนอำนาจอยู่เรื่อย ๆ
- สรรพสิ่งในโลกล้วนอนิจจัง อย่ายึดมั่น ถือมั่น : ในตอนท้ายของเรื่อง เจ้านางอนัญทิพย์ ผู้ไม่เคยละวางในอำนาจและไม่ยอมปล่อยวาง ได้ขึ้นนั่งบนบัลลังก์ตั่งทองสมดั่งปรารถนา แต่ก็ได้นั่งเพียงร่างที่ไร้วิญญาณ


ไม่ได้เขียนรีวิวละครมานาน เพราะไม่ค่อยมีเวลา แต่สำหรับเรื่องนี้ ขอสละเวลา เพื่อเขียนเป็นที่ระลึกไว้ว่า ครั้งหนึ่งได้ชมละครที่มีคุณภาพมาก ๆ  ซึ่งโดยส่วนตัวเอง คิดว่า เป็นละครไทยที่ดีที่สุด ในรอบหลายปีมานี้  (อวยไส้แตก) ต้องขอเขียนบันทึกชื่นชมความดีงามของนักแสดง ทีมงาน ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ที่สร้างสรรค์ผลงานดี ๆ ให้เราได้ชมกัน แต่ก็อย่างว่า ละครไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความบันเทิงเท่านั้น หากเราลองดูละคร แล้วย้อนดูสิ่งที่ละครให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การย้อนดูตัวเราเอง เราก็จะได้คุณค่ามากกว่าการเสพความบันเทิงแต่เพียงอย่างเดียว


ปล. เสียดายที่สามารถแท็กได้แค่นี้ เลยแท็กเฉพาะชื่อละครกับนักแสดงนำฝ่ายหญิงที่โดดเด่นนะครับ จริง ๆ อยากแท็กคุณเหมียว คุณเคลลี่ คุณเปรี้ยว และนักแสดงทุกท่าน เพื่อชื่นชมด้วยครับ รีวิวอาจจะยาวนิดนึง แต่ขอชื่นชมจากใจจริงครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่