[CR] KAWAH IJEN & MOUNT BROMO, Indonesia: โบรโมโอ้โหอีเจี้ย คาวาอีเจี้ยน โบรโม่ อินโดนีเซีย

20-24.10.2016    
พี่จะไปโบรโม่อีกรอบ แม่พี่ว๊อน...

แหมมม เปรยได้ถูกคนมากเจ้ น้องคนนี้จะกล้าปฏิเสธได้ไง
จากรูปสวยๆที่เคยเห็นมาทั้งหมด...ทริปนี้ต้องเป็นทริปถ่ายรูปชิคๆแน่นอน ชั้นเชื่ออย่างนั้น!!


มาทำความรู้จักกับจุดหมายปลายทางสำหรับทริปนี้คร่าวๆกันซักหน่อย

KAWAH IJEN -Elevation 2,799 m.
ปากปล่องภูเขาไฟ ที่มีทะเลสาบน้ำกรดสีเทอควอยซ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มควันและหมอกยามเช้า
หากใครต้องการเห็นเปลวไฟสีฟ้าจากการเผาไหม้กำมะถัน จะต้องเดินขึ้นภูเขาระยะทาง 3.5 กม.ให้ถึงยอดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
นั่นหมายความว่า...ต้องเริ่มเดินขึ้นเขาตั้งแต่ตี 2 ท่ามกลางอุณหภูมิ 10 องศา

MOUNT BROMO -Elevation 2,329 m.
ภูเขาไฟที่ยังมีชีวิต เขม่าควันที่พวยพุ่งออกมาตลอดเวลาถือเป็นเสน่ห์ของจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามแปลกตามากทีเดียว
นั่นหมายความว่า...ต้องนั่งรถจี๊ปออกจากที่พักตั้งแต่ตี 3 เพื่อไปรอชมพระอาทิตย์ขึ้น


การจับจองทัวร์:
สำหรับทริปนี้เจ้ของเราจองไกด์ผ่าน Line application ได้ค่าทัวร์ 1.900.000 IDR (ประมาณ 5,000 บาท) ซึ่งประกอบไปด้วยค่ารถตู้ กับค่าที่พัก 2 คืน โดยแบ่งจ่าย 2 งวด งวดแรกตอนเจอหน้าไกด์ และงวดที่สองตอนบอกลาไกด์
      -    Day1:
             07.15 Arrive at Surabaya and go to Kawah ijen
             15.00 Check-in Catimor Homestay Blawan and go to Blawan waterfall
      -    Day2:
             01.00 We go up to Ijen (trekking)
             08.00 Back to car parking zone and go to Bromo
             15.00 Arrive at hotel Cemara Indah Bromo
      -    Day3:
             03.00 We will trek by jeep
             10.00 Back to hotel for lunch.
             11.00 Checkout hotel
             14.00 Go to Surabaya
      -    Day4:
             09.30 Check out and go to Juanda Airport (T2)


การเดินทาง:
พวกเราบินจากสนามบินดอนเมือง ต่อเครื่องที่จาการ์ตา และบินต่อไปยังสุราบายา
เมื่อถึงสนามบินสุราบายา ไกด์จะมาชูป้ายรอรับพวกเราอยู่บริเวณหน้าสนามบินเพื่อพาเราไปยังจุดหมายต่อไปนั่นคือ Kawah Ijen และ Mt.Bromo นั่นเอง

ขอพูดอะไรอีกเล็กน้อยก่อนที่จะให้รูปภาพอธิบายความงดงามของตัวมันเอง

การเดินทางครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า...ความไม่สมบูรณ์แบบถือเป็นความสนุกที่สุดของการเดินทาง

เพราะไฟล์ทแรกที่ดีเลย์ไปถึง 6 ชั่วโมง แถมสายการบินแจ้งล่วงหน้าไม่ถึงครึ่งวัน และสิ่งที่ซึ้งใจที่สุดคือการประสานงานเพื่อแก้ปัญหา Fight delay รวมถึงการขอคืนเงินค่าตั๋วเครื่องบินที่ทำได้แย่มากๆ ทำให้เราต้องหาไฟล์ทบินใหม่มากถึง 11 ที่นั่งในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน สุดท้ายก็ได้สายการบินภายในประเทศอินโดนีเซียมาช่วยชีวิตเอาไว้ ทำให้ตารางเวลาของเราช้าลงถึง 12 ชั่วโมง หมายความว่าเวลานอนบนเตียงนุ่มๆของเราที่ Kawah Ijen นั้นแทบจะไม่เหลือเลย


และแล้ววันเดินทางก็มาถึง...

หลังจากหางแดงไฟล์ทแรกแจ้งเลื่อนเวลาออกเดินทางจากสามทุ่มเป็นตีสามทำให้ตารางเวลาทุกอย่างพังไปหมด ยังถือเป็นโชคดีที่สายการบินภายในประเทศอย่าง Citilink มีที่นั่งว่างพอสำหรับพวกเราทั้ง 11 ชีวิต ในราคาไม่สูงมากนัก

หลังจากการนอนหลับๆตื่นๆที่สนามบินดอนเมืองและสนามบินจาการ์ต้า ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงแล้ว...เมืองสุราบายา

ขอตัดภาพมาที่สละหวานๆ ที่ไกด์นำมาต้อนรับพวกเราสู่ประเทศอินโดนีเซียเลยค่ะ
สละที่นี่ลูกโตกว่าเมืองไทยประมาณสองเท่า


นี่คือรถตู้ 11 ที่นั่ง ที่จะพาเราลัดเลาะถนนเลนส์เดียว แบบโนไฟถนนนาน 7 ชั่วโมงไปยัง Kawah Ijen ในค่ำคืนนี้


กว่าจะถึงที่พักก็ปาไปห้าทุ่มกว่า เมื่อมาถึงพนักงานจะแจ้งให้ทราบเบื้องต้นว่าทุกคนต้องมารวมตัวกันไม่เกินตีหนึ่ง เพื่อออกเดินทางไปยัง Kawah Ijen
**อุณหภูมิยามค่ำคืนของ Kawah Ijen ในเดือนตุลาคม อยู่ที่ประมาณ 10 องศา**

ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องตื่นตีหนึ่งเพื่อไปเดินขึ้นภูเขา 3.5 กิโล(แม้ว) ที่ทางเดินเป็นทรายร่วนๆค่อนข้างลื่น และเมื่อถึงยอดแล้วจะต้องเดินลงหน้าผาหินชันๆ เพื่อไปให้ถึงจุดเก็บกำมะถันก่อนตี 5 เพื่อให้สามารถมองเห็น Blue flame ก่อนฟ้าสว่าง

สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการไปดูไฟสีฟ้าที่คาวาอีเจี้ยนคือหน้ากากกันฝุ่นกับกลิ่นของกำมะถัน และไฟฉาย
** ทุกคนควรเอาไฟฉายไปด้วย เพราะไกด์มีไฟฉายไม่พอสำหรับทุกคนค่ะ **

พอฟ้าสว่าง Kawah Ijen ก็กลายเป็นอีกสถานที่หนึ่ง ที่ต้องคิดในใจว่าเมื่อคืนเราเดินผ่านพวกนี้มาแล้วจริงๆหรอ
ภาพริ้วภูเขาล้อมรอบตัว หมอกหนาที่ค่อยๆสลายไป พร้อมกับทะเลสาบสีฟ้าอมเขียวปรากฎขึ้นมาแทนที่

บางทีการไม่ทำการบ้านมาก็ให้ความรู้สึกดีเหมือนกันนะ ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีสถานที่แบบนี้อยู่บนโลก

อากาศค่อยๆอุ่นขึ้นเมื่อพระอาทิตย์เริ่มปรากฎกาย ตอนนี้อากาศกำลังดี ลมเย็นๆ วิวสวยๆ อยากจะนั่งอยู่ตรงนี้ไปอีกซักพัก

ระหว่างทางเดินกลับ จะเห็นชาวบ้านนำกำมะถันที่ปั้นเป็นรูปเล็กๆ มาตั้งขายตลอดทางเดิน
คนที่นี่สูบบุหรี่จัดมาก ปากว่างไม่ได้เลย ต้องหยิบบุหรี่มาสูบตลอด

กลับถึงที่พัก ตอนนี้ไม่ขออะไรมากแล้ว ขอนอนอย่างเดียว

มาอินโดนีเซีย อาหารการกินหลากหลายมากๆ มีข้าวผัด หมี่ผัด ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยเตี๋ยว หมี่ผัด ข้าวผัด วนไปค่ะ
และเครื่องปรุงหลักๆที่ต้องมีทุกร้าน คือ ซอสพริก ซีอิ้วดำ กับผงปูไทย

แวะไปน้ำตก Blawan ซึ่งไม่ไกลจากที่พักมากนัก ก่อนนั่งรถยาว 7 ชั่วโมงไปยังภูเขาไฟโบรโม่

ถึงที่พักช่วงหัวค่ำ ที่นี่สามารถมองเห็นภูเขาไฟโบรโม่ได้จากหน้าต่างห้องพักกันเลยทีเดียว เมื่อถึงที่พักพนักงานจะมานัดแนะว่าวันรุ่งขึ้นควรออกไม่เกินตีสาม ซึ่งรถจี๊ปจะมาจอดรออยู่บริเวณหน้าโรงแรม ใครมาถึงก่อนออกก่อน
** อุณหภูมิที่โบรโม่ไม่ต่างจากคาวาอีเจี้ยนสักเท่าไหร่ หากใครรู้ตัวว่าเอาเสื้อกันหนาวไปไม่พอ สามารถเช่าจากที่พักเพิ่มได้ในราคาตัวละ 40.000 IDR (ประมาณ 100 บาท) **

ตีสามแล้ว ถึงเวลาขึ้นรถจี๊ปไปจุดชมวิวเพื่อรอพระอาทิตย์ขึ้น ทางที่รถจี๊ปวิ่งผ่านเป็นหลุมเป็นบ่อเป็นร่อง เป็นทุกอย่างที่ทำให้คนนั่งในรถเด้งไปเด้งมาจนหัวกระแทกหลังคา
หลังจากปักหลักรอพระอาทิตย์ขึ้นประมาณครึ่งชั่วโมง เราก็เริ่มเห็นภูเขาไฟพ่นควัน ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นจนสว่างจ้า ก็ได้เวลาทางเดินไปปากปล่องกันต่อ

ทางเดินไปปากปล่องไม่ไกลเลย แต่ถ้าอยากขี่ม้าชิคๆก็มีให้บริการตลอดทาง ราคาเริ่มตั้งแต่ 100.000 IDR (ประมาณ 260 บาท) และลดลงไปเรื่อยๆจนถึง 30.000 IDR (ประมาณ 80 บาท) ตามระยะทาง

ระหว่างทางมีของกินขายอยู่ 5-6 ร้าน แต่เด็ดที่สุดต้องยกให้ก๋วยเตี๋ยวชามนี้เลย น้ำซุปรสชาติกลมกล่อม เส้นบะหมี่หนึบๆ พริกที่ไม่เผ็ดจนเกินไป กินคู่กับลูกชิ้น เกี๊ยวทอด

พื้นดินระหว่างทางเดินขึ้นไปยังปากปล่องเป็นริ้วๆ สูงต่ำสลับกันไป

ทางเดินขึ้นไปยังปากปล่องภูเขาไฟเป็นบันไดกว้างพอสมควร ก่อนเดินขึ้นควรดูจังหวะลมเล็กน้อย เนื่องจากเขม่าควันจากภูเขาไฟที่กำลังปะทุอยู่จะปลิวมาปะทะหน้า เข้าหู เข้าตาเอาได้นะคะ
** หากขึ้นไปถึงปากปล่องแล้วอยู่ดีๆก็มีลมพัดมาอย่างแรง แนะนำให้ก้มตัวต่ำจะช่วยได้มากทีเดียว **

ถึงปากปล่องแล้ว ทันทีที่เห็นรั้วกั้นความสูงไม่ถึงหัวเข่า หันขวาเป็นปล่องภูเขาไฟ หันซ้ายเป็นหน้าผา กับทางเดินกว้างประมาณ 1 เมตรและแคบลงเรื่อยๆจนเหลือครึ่งเมตร เข่าอ่อนลงไปกองกับพื้นเลยค่ะ

ยอม..

หลังจากที่ขยับไปไหนไม่ได้ ตอนนี้ก็ได้แต่นั่งมองวิวสวยๆด้านล่างจากปากปล่องภูเขาไฟ

กลับลงมาจากปากปล่อง คนขับรถจี๊ปถามพวกเราว่าอยากแวะไป Savanna ก่อนกลับเข้าที่พักกันมั้ย
...ทุกคนพร้อมใจกันพยักหน้า โดยมิได้นัดหมาย

มาโบรโม่ ไม่ถ่ายรูปกับจี๊ปแดงก็เหมือนมาไม่ถึง

นักรถจี๊ปต่อไปอีกสักพัก ก็ถึงทุ่งหญ้าสีเขียวแกมเหลืองขึ้นนเรียงรายกันจนเต็มพื้นดินสีดำยาวไปจนถึงภูเขาด้านข้าง
ฝนเริ่มมาแล้ว ได้เวลานั่งรถกลับไปที่พักแล้วค่ะ

หลังจากจบ 4 วัน 3 คืน ที่ทำนาฬิกาชีวิตพังทลายอย่างสมบูรณ์แบบ
ถึงเวลาที่ต้องขอตัวกลับไปนอนพักยาวๆ ซักคืนแล้วค่ะ

คาวาอีเจี้ยน โบรโม่

บ๊ายบาย...
ชื่อสินค้า:   Kawah Ijen & Mount Bromo, Indonesia
คะแนน:     
**CR - Consumer Review : ผู้เขียนรีวิวนี้เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง ไม่มีผู้สนับสนุนให้สินค้าหรือบริการฟรี และผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนในการเขียนรีวิว
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่