คุณเริ่มตั้งเป้าหมายใดๆในชีวิตตั้งแต่เมื่อไหร่ และตอนนี้คุณเจอมันหรือยัง? มาแชร์แนวคิดการใช้ชีวิตของคุณกันหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ ชาวพันทิป วันนี้มาแชร์ รูปแบบวิธีคิดในการใช้ชีวิตของตัวเอง  และอยากได้ นานาทัศนะ กลไก วิธีคิด ในการวางรูปแบบชีวิตและเป้าหมายของตนเอง กับปัจจัยอื่นๆเช่น ความมุ่งหวัง ความทะเยอทะยาน ความเพียงพอ อยากได้มุมมองวิธีคิดของคุณ ๆ ทุกช่วงวัยค่ะ อยากให้คุณลองประเมินความคิดของคุณในทุกวันนี้ ที่คุณเป็นคนคิดแบบนี้ เพราะเกิดจากปัจจัยใด  ตรงนี้ เราไม่ได้เอาข้อมูลไปทำวิจัยอะไรนะคะ แค่ตอนนี้ตัวเองลองมาประเมินแนวคิดและเป้ายหมายชีวิตของตัวเอง เลยอยากได้ความคิดเห็นของท่านอื่น เพื่อนำมาศึกษาไว้ปรับใช้กับตัวเองด้วยค่ะ
ช่วยมาแชร์กันหน่อยนะคะ เช่น
-   ตอนนี้คุณอายุเท่าไหร่คะ  และคุณเริ่มมองภาพในอนาคตของตัวเองตั้งแต่อายุเท่าไหร่ และทุกวันนี้พอใจกับชีวิตหรือยัง
-   ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ คุณตั้งเป้ายหมายสิ่งใดไว้บ้าง และทุกเป้าหมายนั้น ทุกวันนี้เป็นอย่างไร ประสบความสำเร็จหรือยัง มีเป้าหมายใดเพิ่ม มีเป้ายหมายใดที่หายไปหรือลืมไปบ้าง และปัจจัยใดที่ทำให้เป็นเช่นนั้น
-   วิธีการจัดการกับตัวเอง หากมีความผิดพลาดไม่เป็นไปตามเป้าหมาย คุณเปลี่ยนใหม่ ปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงกันอย่างไร ใช้เวลานานแค่ไหน
-   คุณคิดว่า พื้นฐานในชีวิตหรือในครอบครัว ตรงไหน เป็นปัจจัยให้เกิดความสำเร็จหรือล้มเหลวต่อเป้าหมาย ไหนบ้างหรือเปล่า
ตรงนี้เป็นแค่ตัวอย่างข้อมูลเบื้องต้นที่อยากเข้ามาอ่านมุมมองของท่านอื่น ช่วยเข้ามาแชร์กันนะคะ ไม่มีกรอบสำหรับความเห็นใด ๆ มีสิ่งไหนเพิ่มที่อยากแชร์ เทคนิค วิธีคิด ช่วยแชร์เป็นวิทยาทานกันค่ะ ขอบคุณค่ะ


สำหรับดิฉันตอนนี้ในวัย  35 ปี ถ้ามองกลไกและความคิดของตัวเอง จะเห็นได้ว่ามองภาพรวมอยู่ที่ 5-10 ปีต่อไป เราจะทำอะไร ไม่ได้มองยาวกว่านั้น เพราะคาดหวังไม่ถูก เพราะ ความต้องการและเป้าหมายของชีวิต เปลี่ยนไปตามวันเวลาและประสบการณ์ที่ได้รับค่ะ

ถ้าลองมองย้อนกลับไป ดิฉันเป็นคนไม่ค่อยมีเป้ายหมายใด ๆ ของชีวิตเลย ไม่เคยคาดหวังสูงและไม่ทะเยอทะยานอาจเกิดจากพื้นฐานครอบครัวมีพอดีไม่เคยขาดมาตั้งแต่เด็กจึงทำให้รู้สึกว่ามันพอดี และไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว

พื้นฐานทางครอบครัว ดิฉันเป็นลูกคนเดียว ครอบครัวอบอุ่น ฐานะทางบ้านไม่ขาดแคลน รายได้หลักมาจากคุณยาย คุณพ่อ คุณแม่  ตั้งแต่สมัยเด็ก ดิฉันก็ไม่เคยขาดสิ่งในที่ตัวเองต้องการ และสิ่งที่ต้องการก็ไม่เคยต้องการมากกว่าความจำเป็นที่ต้องใช้ เช่น สมัยเรียนต้องใช้คอมพิวเตอร์ ทางบ้านก็สามารถซื้อได้โดยไม่ลำบาก และมีรถขับตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยปี1 ด้วยความที่บ้านอยู่ในซอยลึก และเวลาที่กลับถึงบ้านคือ 19.00-20.00 ต้องนั่งมอเตอร์ไซส์รับจ้างเข้าบ้าน จึงเป็นเหตุผลด้านความปลอดภัย ทำให้คุณพ่อซื้อรถให้ขับ

ในวัยเรียนไม่เคยตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นอะไร (มีแค่ตอนเด็กๆอยากเป็นช่างตัดผม)  และก็ไม่เคยคิดถึงอาชีพเลยจริงๆ การเลือกเรียน เรียนไปตามปัจจัยที่ทำให้ไปในตอนไหน ไม่เคยถูกตั้งความหวัง หรือตั้งกรอบจากครอบครัว อยากจะเรียนอะไรแบบไหน แล้วแต่ใจตัวเอง
จบ ม.3 ไปเรียนต่อ ปวช.บัญชี (ตามเพื่อน) เรียนได้แต่ไม่รู้สึกชอบหรือไม่ชอบ เฉยๆ และตอนจบ ปวช. เพื่อนสนิทดันเรียนไม่จบไม่มีคนให้ตาม ในระดับมหาวิทยาลัยก็เลยเลือกเรียนนิเทศศาสตร์ ด้วยเหตุผล เห็นคนเค้าชอบเรียนกันในตอนนั้น มันดูเท่ห์ และแค่รู้สึกว่าชอบแต่งภาพ ชอบถ่ายรูป แค่นั้น
แต่พอได้มาเรียนก็ สนุกกับการเรียน รู้สึกว่าเลือกไม่ผิด แต่ก็ไม่คิดเคยวาดความหวังว่าจะทำงานในตำแหน่งอะไรที่เกี่ยวกับการเรียนเลย ในช่วงเรียนก็ไม่เคยมีการตั้งเป้าหมายใดๆของชีวิต เป็นคนที่ผลการเรียนระดับกลางๆ แต่โดยพื้นฐานส่วนตัวเป็นคนที่เข้าใจอะไรง่ายและชอบศึกษาเรียนรู้อะไรที่เป็นความรู้รอบตัวทักษะต่าง ๆ เลยทำให้ไม่มีปัญหาในเรื่องเรียน ทำอะไรไม่ได้ก็หาอ่านเอาค้นเอา ชีวิตวัยเรียนถึงไม่มีเป้าหมายแต่ก็ผ่านไปโดยไม่สะดุด  และครั้งแรกในการมองเห็นภาพในอนาคตของตัวเองคือ ตอนฝึกงานได้เห็น บรรยากาศในออฟฟิศ ก็เริ่มตั้งเป้าหมายว่า หลังจากเรียนจบ ฉันจะนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ในออฟฟิศแบบนี้แหล่ะ เป็นจุดกำเนิดเป้ายหมายแรกของชีวิตในวัย 21 ปี

เป้าหมายที่ 1  (อายุ 21-22ปี)
หลังจากเรียนจบ จะพักสมองซัก 3 เดือน แล้วค่อยหางานทำ เป็นพนักงานออฟฟิศ (คิดแค่นี้ ไม่ได้คิดถึงตำแหน่งหรือเงินเดือนเลย)
ผลสรุป สำเร็จตามเป้าหมายแรกตามเวลาที่ตั้งไว้คือ 3 เดือน
ได้ทำงานในตำแหน่ง Admin ของ ฝ่ายบุคคล เงินเดือน 8xxx   (ได้งานเพราะคุณแม่ฝากให้ในบริษัทที่แม่ทำอยู่)  ไม่รู้สึกอะไรเรื่องเงินเดือนเลย + สนุกกับงานที่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเพิ่มเพราะจบนิเทศศาสตร์ แต่ มาเริ่มงานในฝ่ายบุคคลเหมือนได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ภายในระยะเวลา 1 ปี ไม่มีเป้าหมายใด ๆ อีกเลย


เป้าหมายที่2 (อายุ 23ปี)
เริ่มมองเห็นภาพต่อไปของตัวเองอีกครั้งเมื่อทำงานครบ 1 ปี หลังจากได้เลื่อนตำแหน่งจากระดับพนักงานขึ้นเป็นระดับเจ้าหน้าที่ และเงินเดือนปรับเพิ่มขึ้นแค่นิดหน่อย แต่เรื่องเงินไม่มีผลกับความคิดในสมองเลยจริงๆในตอนนั้นให้แบบไหนก็เอา เพราะสนุกกับชีวิตการทำงาน
โดยปัจจัยที่ทำให้คิดถึงเป้าหมายที่2 คือ หัวหน้าชมว่าเราเป็นคนเก่ง สามารถทำได้ดีทุกงานที่ได้รับมอบหมาย รวมถึงมีไอเดียคิดค้นรูปแบบการทำงานใหม่ๆให้บริษัทฯด้วย ต่างๆเยอะแยะมาก และถ้าสามารถรักษาศักยภาพของตัวเองแบบนี้และดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ในอนาคตก็จะมอบหมายงานและตำแหน่งที่สูงขึ้นให้ และด้วยจากคำพูดของหัวหน้านี่แหล่ะ เป็นเหตุให้เป้ายหมายที่ 2 ผุดขึ้นในสมอง คือ
ฉันจะต้องได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นระดับหัวหน้าภายใน 5 ปี หรือก่อนอายุ 30 ปี

ตอนนั้นไฟในการทำงานลุกฮือ มีแรงผลักดัน+มีความสุขกับงาน ทุกวันของฉันคืองาน คือทุ่มเทแบบเต็มใจ และก็หน้าที่ความรับผิดชอบที่สำคัญๆ หัวหน้าก็เริ่มมอบหมายมาให้เกือบ 70% ของความสำเร็จในหน่วยงาน เกิดจากฉัน ยิ่งรู้สึกภูมิใจในตัวเองสุด ๆ มากๆ ที่มีแต่พนักงานให้ความนับถือ
และด้วยเราเป็นคนที่มีสัมมาคาราวะเสมอต้นเสมอปลายไม่เคยถือตัวกับพนักงาน  และไม่เคยเกี่ยงงานใดๆ หากได้รับมอบหมาย หรือในหน่วยงานอื่นขอให้ช่วยเหลืออะไรนอกเหนือจากหน้าที่ ก็ไม่เคยปฎิเสธ ถึงไม่มีเวลาก็หาเวลาว่างทำให้โดยไม่คิดว่าเป็นการรบกวน ยิ่งเป็นส่วนทำให้การประสานงานใด ๆ กับที่ไหนก็ราบรื่น

ในบางครั้งที่เราอาจทำอะไรผิดพลาดกับหน่วยงานอื่นๆ ทางหน่วยงานก็จะช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดประสานงานให้ลุล่วง โดยไม่ได้รายงานความผิดเราต่อผู้บังคับบัญชา เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขกับงานที่สุด (ในขณะที่รอบข้างในสังคมการทำงานคนอื่น ๆ รอบข้างมีแต่การแข่งขันแก่งแย่งพร้อมเหยียบพร้อมทับกันได้ทุกเมื่อ ทำงานกันอย่างระแวงว่าอย่าได้ผิดโดนเหยียบแน่ๆ) แต่เรากลับได้รับไมตรีจากคนเหล่านั้น ไม่เคยโดนฟ้อง ไม่เคยโดนรายงาน ***ตรงนี้น่าจะเป็นส่วนที่เราได้ช่วยเหลือเกื้อกูลต่อทุกคนโดยตลอด เพราะเราคิดเสมอว่า  ****อยากให้เค้าปฎิบัติตัวต่อเราอย่างไร เราควรปฎิบัติตัวกับเค้าอย่างนั้นก่อน*** ตรงนี้เป็นแนวคิดที่ใช่จริง ๆ

แต่ในช่วงวัย 24+  เรามีความเปลี่ยนแปลงในความคิดคือความต้องการอยากได้อยากมีที่เพิ่มเข้ามาในสิ่งที่ไม่จำเป็น
ถึงเราจะไม่ถือตัว แต่เรารู้สึกว่าเราอยากเป็นคนที่คนอื่นนับถือ อยากเป็นผู้หญิงที่เก่งและเพรียบพร้อมในสายตาคนอื่น

1. อยากได้รถคันใหม่ป้ายแดง  ตอนนั้นขับรถเก๋งญี่ปุ่นมือสองอายุ 5ปีในตอนนั้น ซึ่งจริงๆก็เป็นคันใหม่ที่พ่อซื้อให้ตอนเรียนจบ และเราก็พอใจแค่ภายในระยะเวลา 1 ปี ความคิดเราเปลี่ยนไป เรารู้สึกไม่ภูมิใจ ที่จะขับรถเก่าๆ

เดี๋ยวมาต่อนะคะ เช้าแล้วขอไปทำงานก่อนซักแป๊บ ถ้าเพื่อน ๆ เข้ามาอ่าน อยากได้เรื่องราวของเพื่อน ๆ แนว ๆ นี้อะค่ะ อยากอ่านเรื่องราวมุมมองของชีวิตของแต่ละคน ช่วยมาแชร์กันนะคะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่