ถ้ารัฐส่งคนไปเรียนเฉพาะทาง แต่สุดท้ายไม่ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมา ใครเสียโอกาสมากที่สุด?
ก่อนอื่น ผมอยากแยกประเด็นนี้ออกจากเรื่องนักเรียนทุนที่รับทุนไปเรียนแล้วไม่กลับมาใช้ทุน หรือพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ทุนก่อนนะครับ ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยกับการหนีทุน เพราะเมื่อเราตัดสินใจรับทุนและลงนามในสัญญาแล้ว ก็หมายความว่าเรารับทราบและยอมรับเงื่อนไขต่างๆ รวมถึงภาระผูกพันในการกลับมาชดใช้ทุนให้ประเทศด้วย เพราะท้ายที่สุดแล้ว เงินทุนเหล่านี้ก็มาจากภาษีของประชาชนที่สนับสนุนให้เราได้มีโอกาสไปศึกษาเพิ่มเติม ดังนั้น ถ้ารับทุนแล้วไม่ทำตามสัญญา ผมคิดว่าไม่ถูกต้อง
แต่สิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึง ไม่ใช่เรื่อง "หนีทุน" ตรงกันข้ามเลยครับ เป็นเรื่องของคนที่อยากใช้ทุน อยากทำงานให้รัฐ อยากนำความรู้ที่เรียนมาไปตอบแทนประเทศ แต่กลับไม่ได้รับโอกาสให้ทำในสิ่งที่ถูกส่งไปเรียนมา
ล่าสุดผมเห็นโพสต์หนึ่งที่ถูกแชร์ต่อกันพอสมควร เป็นเรื่องของผู้รับทุนรัฐบาล (ดร. ภาคภูมิ เพ็งสุวรรณ) ที่ถูกส่งไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกด้าน STEM Education โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะกลับมาช่วยพัฒนาการศึกษา พัฒนาครู และต่อยอดงานวิจัยด้านการเรียนรู้ตามแผนงานที่วางไว้ตั้งแต่ต้น แต่เมื่อเรียนจบและกลับมาปฏิบัติงานจริง กลับได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่ง "เจ้าหน้าที่พัฒนาธุรกิจ" ซึ่งมีหน้าที่หลักในการหาลูกค้า สร้างรายได้ และพัฒนาธุรกิจให้กับองค์กร
ผมไม่ได้บอกว่างานนี้ไม่สำคัญนะครับ ทุกตำแหน่งล้วนมีความสำคัญต่อองค์กรทั้งนั้น แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือ หากประเทศลงทุนส่งคนไปเรียนเฉพาะทางเป็นเวลาหลายปี ด้วยความคาดหวังว่าจะนำองค์ความรู้กลับมาพัฒนางานด้านหนึ่งโดยเฉพาะ แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เหล่านั้นอย่างเต็มศักยภาพ เรากำลังใช้ทรัพยากรบุคคลได้คุ้มค่าที่สุดแล้วจริงหรือ?
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่า สถานการณ์แบบนี้อาจไม่มีฝ่ายไหนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง
หน่วยงานได้อะไร?
หน่วยงานอาจได้บุคลากรเพิ่มขึ้นหนึ่งคนก็จริง แต่เป็นบุคลากรที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญตรงกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย และไม่ได้มีความสนใจหรือแรงจูงใจในสายงานนั้นตั้งแต่แรก
คำถามคือ ประสิทธิภาพของงานจะออกมาได้ดีที่สุดจริงหรือ?
ประชาชนและประเทศได้อะไร?
ภาษีของประชาชนถูกนำไปลงทุนเพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญในสาขาหนึ่ง โดยหวังว่าความรู้เหล่านั้นจะกลับมาช่วยพัฒนาประเทศ พัฒนาระบบการศึกษา พัฒนาคนรุ่นต่อไป แต่เมื่อองค์ความรู้ที่ลงทุนไปกลับไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่ ประเทศก็สูญเสียโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนนั้น
แล้วนักเรียนทุนที่กลับมาใช้ทุนได้อะไร?
หลายคนอาจมองว่าอย่างน้อยก็ยังมีงานทำ มีเงินเดือน มีตำแหน่งรองรับ แต่ในอีกมุมหนึ่ง สิ่งที่เสียไปอาจเป็นทั้งโอกาสในการเติบโตทางวิชาชีพ ความก้าวหน้าในสายงานที่ตนเองเชี่ยวชาญ รวมถึงองค์ความรู้ที่สั่งสมมาหลายปี เพราะความรู้ โดยเฉพาะความรู้เฉพาะทางระดับปริญญาเอก หากไม่ได้ใช้งานต่อเนื่อง สุดท้ายก็ย่อมเสื่อมถอยไปตามเวลา
จริงๆ แล้ว หากต้องการเพียงอยู่ให้ครบสัญญา หลายคนก็คงสามารถทำได้ มาทำงานตามหน้าที่ รับเงินเดือน และนับวันรอให้ครบระยะเวลาการใช้ทุน แต่จากที่อ่านเรื่องนี้ ผมรู้สึกว่าประเด็นสำคัญไม่ใช่เรื่องนั้น เจ้าของเรื่องดูเหมือนจะไม่ได้ออกมาพูดเพราะอยากหลีกเลี่ยงการใช้ทุน แต่เขาออกมาพูดเพราะอยากทำให้การใช้ทุนเกิดประโยชน์สูงสุดตามเจตนารมณ์เดิมที่เคยตกลงกันไว้ และอยากให้ผู้มีอำนาจรับรู้ว่าปัญหานี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงกรณีเดียว
เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมเองก็ได้ยินเรื่องในลักษณะคล้ายๆ กันอยู่ไม่น้อย ว่ามีนักเรียนทุนจำนวนหนึ่งที่กลับมาทำงานไม่ตรงกับสาขาที่ถูกส่งไปศึกษา
หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วทำไมไม่ย้ายหน่วยงาน?
เท่าที่ทราบ นักเรียนทุนจำนวนมากสามารถย้ายสถานที่ใช้ทุนไปยังหน่วยงานราชการอื่นหรือมหาวิทยาลัยได้ หากหน่วยงานปลายทางยินดีรับ และหน่วยงานต้นสังกัดยินยอมปล่อยตัว
แต่ในกรณีนี้ (ข่าววงใน) ดูเหมือนว่าหน่วยงานปลายทางพร้อมรับตัวแล้ว แต่หน่วยงานต้นสังกัดยังไม่อนุมัติให้ย้าย สุดท้ายจึงเกิดคำถามที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากกว่าเรื่องตัวบุคคลเสียอีก
ในเมื่อผู้รับทุนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาในการกลับมาใช้ทุนให้ประเทศ
แล้วหน่วยงานหรือระบบที่เกี่ยวข้อง ควรมีหน้าที่ในการพยายามใช้บุคลากรให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ส่งไปศึกษาต่อด้วยหรือไม่?
เพราะการใช้ทุนที่แท้จริง อาจไม่ใช่แค่การมีตัวบุคคลกลับมานั่งอยู่ในหน่วยงานให้ครบตามสัญญา แต่คือการทำให้ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่ประเทศลงทุนส่งไปเรียน ถูกนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศด้วย
สุดท้ายนี้ อยากฝากให้คิดว่า การใช้ทุนควรวัดความสำเร็จจากการที่นักเรียนทุนกลับมาทำงานครบตามสัญญาเพียงอย่างเดียว หรือควรวัดจากการที่ประเทศสามารถใช้ความรู้และความเชี่ยวชาญที่ลงทุนส่งไปเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพด้วย เพราะสุดท้ายแล้ว เป้าหมายของการส่งคนไปเรียน ไม่ใช่แค่ให้มีคนกลับมาใช้ทุน แต่คือการนำความรู้เหล่านั้นกลับมาพัฒนาประเทศให้ได้มากที่สุด
ตามไปอ่านจากเจ้าของเรื่องได้
https://www.facebook.com/share/p/1L1NcJL45h/
นักเรียนทุนรัฐบาลควรมีสิทธิ์คาดหวังงานที่ตรงกับสัญญาตอนรับทุนหรือไม่?
ก่อนอื่น ผมอยากแยกประเด็นนี้ออกจากเรื่องนักเรียนทุนที่รับทุนไปเรียนแล้วไม่กลับมาใช้ทุน หรือพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ทุนก่อนนะครับ ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยกับการหนีทุน เพราะเมื่อเราตัดสินใจรับทุนและลงนามในสัญญาแล้ว ก็หมายความว่าเรารับทราบและยอมรับเงื่อนไขต่างๆ รวมถึงภาระผูกพันในการกลับมาชดใช้ทุนให้ประเทศด้วย เพราะท้ายที่สุดแล้ว เงินทุนเหล่านี้ก็มาจากภาษีของประชาชนที่สนับสนุนให้เราได้มีโอกาสไปศึกษาเพิ่มเติม ดังนั้น ถ้ารับทุนแล้วไม่ทำตามสัญญา ผมคิดว่าไม่ถูกต้อง
แต่สิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึง ไม่ใช่เรื่อง "หนีทุน" ตรงกันข้ามเลยครับ เป็นเรื่องของคนที่อยากใช้ทุน อยากทำงานให้รัฐ อยากนำความรู้ที่เรียนมาไปตอบแทนประเทศ แต่กลับไม่ได้รับโอกาสให้ทำในสิ่งที่ถูกส่งไปเรียนมา
ล่าสุดผมเห็นโพสต์หนึ่งที่ถูกแชร์ต่อกันพอสมควร เป็นเรื่องของผู้รับทุนรัฐบาล (ดร. ภาคภูมิ เพ็งสุวรรณ) ที่ถูกส่งไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกด้าน STEM Education โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะกลับมาช่วยพัฒนาการศึกษา พัฒนาครู และต่อยอดงานวิจัยด้านการเรียนรู้ตามแผนงานที่วางไว้ตั้งแต่ต้น แต่เมื่อเรียนจบและกลับมาปฏิบัติงานจริง กลับได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่ง "เจ้าหน้าที่พัฒนาธุรกิจ" ซึ่งมีหน้าที่หลักในการหาลูกค้า สร้างรายได้ และพัฒนาธุรกิจให้กับองค์กร
ผมไม่ได้บอกว่างานนี้ไม่สำคัญนะครับ ทุกตำแหน่งล้วนมีความสำคัญต่อองค์กรทั้งนั้น แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือ หากประเทศลงทุนส่งคนไปเรียนเฉพาะทางเป็นเวลาหลายปี ด้วยความคาดหวังว่าจะนำองค์ความรู้กลับมาพัฒนางานด้านหนึ่งโดยเฉพาะ แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เหล่านั้นอย่างเต็มศักยภาพ เรากำลังใช้ทรัพยากรบุคคลได้คุ้มค่าที่สุดแล้วจริงหรือ?
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่า สถานการณ์แบบนี้อาจไม่มีฝ่ายไหนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง
หน่วยงานได้อะไร?
หน่วยงานอาจได้บุคลากรเพิ่มขึ้นหนึ่งคนก็จริง แต่เป็นบุคลากรที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญตรงกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย และไม่ได้มีความสนใจหรือแรงจูงใจในสายงานนั้นตั้งแต่แรก
คำถามคือ ประสิทธิภาพของงานจะออกมาได้ดีที่สุดจริงหรือ?
ประชาชนและประเทศได้อะไร?
ภาษีของประชาชนถูกนำไปลงทุนเพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญในสาขาหนึ่ง โดยหวังว่าความรู้เหล่านั้นจะกลับมาช่วยพัฒนาประเทศ พัฒนาระบบการศึกษา พัฒนาคนรุ่นต่อไป แต่เมื่อองค์ความรู้ที่ลงทุนไปกลับไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่ ประเทศก็สูญเสียโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนนั้น
แล้วนักเรียนทุนที่กลับมาใช้ทุนได้อะไร?
หลายคนอาจมองว่าอย่างน้อยก็ยังมีงานทำ มีเงินเดือน มีตำแหน่งรองรับ แต่ในอีกมุมหนึ่ง สิ่งที่เสียไปอาจเป็นทั้งโอกาสในการเติบโตทางวิชาชีพ ความก้าวหน้าในสายงานที่ตนเองเชี่ยวชาญ รวมถึงองค์ความรู้ที่สั่งสมมาหลายปี เพราะความรู้ โดยเฉพาะความรู้เฉพาะทางระดับปริญญาเอก หากไม่ได้ใช้งานต่อเนื่อง สุดท้ายก็ย่อมเสื่อมถอยไปตามเวลา
จริงๆ แล้ว หากต้องการเพียงอยู่ให้ครบสัญญา หลายคนก็คงสามารถทำได้ มาทำงานตามหน้าที่ รับเงินเดือน และนับวันรอให้ครบระยะเวลาการใช้ทุน แต่จากที่อ่านเรื่องนี้ ผมรู้สึกว่าประเด็นสำคัญไม่ใช่เรื่องนั้น เจ้าของเรื่องดูเหมือนจะไม่ได้ออกมาพูดเพราะอยากหลีกเลี่ยงการใช้ทุน แต่เขาออกมาพูดเพราะอยากทำให้การใช้ทุนเกิดประโยชน์สูงสุดตามเจตนารมณ์เดิมที่เคยตกลงกันไว้ และอยากให้ผู้มีอำนาจรับรู้ว่าปัญหานี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงกรณีเดียว
เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมเองก็ได้ยินเรื่องในลักษณะคล้ายๆ กันอยู่ไม่น้อย ว่ามีนักเรียนทุนจำนวนหนึ่งที่กลับมาทำงานไม่ตรงกับสาขาที่ถูกส่งไปศึกษา
หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วทำไมไม่ย้ายหน่วยงาน?
เท่าที่ทราบ นักเรียนทุนจำนวนมากสามารถย้ายสถานที่ใช้ทุนไปยังหน่วยงานราชการอื่นหรือมหาวิทยาลัยได้ หากหน่วยงานปลายทางยินดีรับ และหน่วยงานต้นสังกัดยินยอมปล่อยตัว
แต่ในกรณีนี้ (ข่าววงใน) ดูเหมือนว่าหน่วยงานปลายทางพร้อมรับตัวแล้ว แต่หน่วยงานต้นสังกัดยังไม่อนุมัติให้ย้าย สุดท้ายจึงเกิดคำถามที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากกว่าเรื่องตัวบุคคลเสียอีก
ในเมื่อผู้รับทุนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาในการกลับมาใช้ทุนให้ประเทศ
แล้วหน่วยงานหรือระบบที่เกี่ยวข้อง ควรมีหน้าที่ในการพยายามใช้บุคลากรให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ส่งไปศึกษาต่อด้วยหรือไม่?
เพราะการใช้ทุนที่แท้จริง อาจไม่ใช่แค่การมีตัวบุคคลกลับมานั่งอยู่ในหน่วยงานให้ครบตามสัญญา แต่คือการทำให้ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่ประเทศลงทุนส่งไปเรียน ถูกนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศด้วย
สุดท้ายนี้ อยากฝากให้คิดว่า การใช้ทุนควรวัดความสำเร็จจากการที่นักเรียนทุนกลับมาทำงานครบตามสัญญาเพียงอย่างเดียว หรือควรวัดจากการที่ประเทศสามารถใช้ความรู้และความเชี่ยวชาญที่ลงทุนส่งไปเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพด้วย เพราะสุดท้ายแล้ว เป้าหมายของการส่งคนไปเรียน ไม่ใช่แค่ให้มีคนกลับมาใช้ทุน แต่คือการนำความรู้เหล่านั้นกลับมาพัฒนาประเทศให้ได้มากที่สุด
ตามไปอ่านจากเจ้าของเรื่องได้
https://www.facebook.com/share/p/1L1NcJL45h/