มีอยู่วันหนึ่งผมไปทานข้าว ณ ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง กำลังหิวเลยพุ่งตัวตรงไปร้านอาหารโดยพลัน แต่แล้วอยู่ๆก็มีน้องผู้หญิงคนนึงโผล่เข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัวทักทาย ยิ้มแบบเป็นมิตรสุดๆเหมือนสนิทกันมานานทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน " พี่คะพอจะคุยกับหนูสักนิดนึงไม่นานหรอกคะ "ให้ทายสิว่าเกิดอะไรขึ้น ...เปล่าหรอกไม่ได้ขายประกัน เดาอีกทีก็อาจจะถูก
น้องคนนั้นเรียกผมเข้ามาคุย ณ บู๊ทเล็กๆที่อยู่ด้านล่างของห้างสรรพสินค้า น้องบอกว่า "หนูขอให้ทำแบบสำรวจความคิดเห็นว่ามีเด็กไทย กี่เปอร์เซ็นต์ที่ ไม่ได้เรียนหนังสือ 5% 10% หรือ 25%" ผมก็ตอบมั่วๆว่า 25% น้องก็บอกว่า"ใช่เลยคะพี่ แหมพี่เก่งจริงๆเลย เนี่ย คนส่วนใหญ่คิดว่า มีเพียง 5% หรือ 10%" ส่วนเราก็อืม (หรือน้องเค้าจะขอค่าเทอม ผมก็ไมใช่สายเปย์ซะด้วยเอ้ยไม่ใช่ละ ล้อเล่น) แล้วก็บอกว่า"ลองคิดดูว่า ในชีวิตประจำวันของเรา ขนมขบเคี้ยวหนึ่งห่อ นำ้อัดลมหนึ่งกระป๋อง ถ้าคิดเป็นตัวเงินต่อวัน ก็สามารถใช้เป็นค่าเทิมค่าเล่าเรียนสำหรับเด็กยากไร้ ด้อยโอกาสได้ และทางองค์กรของเราก็จะนำเงินไปสร้างโรงเรียน ไปให้ทุนการศึกษากับเด็กด้อยโอกาสบนป่าเขาทางภาคเหนือ" .....อืม...ผมก็เห็นด้วย เราก็คิดว่ายังมีเด็กด้อยโอกาสอีกหลายคนที่เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ทว่า เราก็เป็นผู้ที่เคยบริจาคโดยผ่านการหักจากบัญชีบัตรเครดิตรมาแล้วหลายปีที่มาฟังน้องเค้าพูดเนี่ยก็แค่อยากรู้ว่าเมื่อในอดีตสคริปท์มีการเปลี่ยนแปลงบ้างมั้ย ก็เลยบอกว่า"น้องพี่เคยบริจาคแล้วครับ"น้องก็บอกว่า"ไม่เป็นไรคะ ขอบพระคุณพี่มากๆ เลยที่สนับสนุนโครงการของเรา" ผมคุยกับน้องเสร็จก็ตรงขึ้นบันไดเลื่อนไปด้านบน food court หาข้าวกิน นั่งกินข้าวอยู่สักพักก็มีเด็กเล็กคนนึงน่าจะประมาณ 7-8 ขวบเดินเข้ามาตามโต๊ะกินข้าว ในมือถือปากกาสักกำมือนึง แล้วเข้ามาคุยกับทุกโต๊ะ จนมาถึงโต๊ะผม "พี่ครับช่วยซื้อปากกาผมหน่อย จะเอาไปใช้เป็นค่าเรียนหนังสือ" ผมอึ้งไปสักพัก .....ตั้งแต่ผมมากินข้าวในห้างที่นี่เจอเด็กมาขายของตามโต๊ะกินข้าวประจำ ไม่ว่าจะเป็น พวงกุญแจ สติ๊กเกอร์ ปากกา ฯลฯ ซึ่งขายแพงมาก 25 บ้าง35 บ้าง แต่ทุกๆครั้ง ผมก็ซื้อมันมาด้วยความสงสารเด็กไม่ได้อยากได้ของเลย ผมนิ่งไปสักพักเมื่อเห็นเด็กต้องมาเร่ขายของทำไมในเมื่อเรามี องค์กรผู้ใจบุญบริจาคเงินสร้างโรงเรียนบนดอยอันแสนห่างไกลตั้งบูธอยู่ด้านล่าง เลยบอกน้องว่า"นี่หนูมีหน่วยงานเพื่อช่วยเหลือเด็กอยู่ด้านล่างของห้างเค้าใจดีให้ทุนการศึกษาเด็ก น้องไม่ต้องไปขายปากกาแลกค่าเทิมก็ได้ เดี๋ยวพี่พาไปหาเค้าเอามั้ย ?" เด็กเลยบอกได้ครับแต่ยังไม่พร้อมให้ผมลงไปก่อนเดี๋ยวตามไป ดูสีหน้าเหมือนมีความหวังปนกังวล
ผมลงไปด้านล่างก่อน และคุยกับเจ้าหน้าที่องค์กร "น้องครับองค์กรนี้รับบริจาคเงินเพื่อมาช่วยเหลือเด็ก นี่พี่ยังเห็นเด็กต้องมาขายปากกา เพื่อมาจ่ายเพื่อการศึกษา นี่ดูสองคนนั้นสิ ในกรุงเทพฯแท้ๆ ไม่ต้องไปไกลถึงภาคเหนือบนดอย" น้องเค้าตอบผมว่า "คือหนูก็เคยถามเค้าว่านี่ไปขายมาหลายที่ใช่มั้ย เค้าบอกว่าได้ไปมาหลายห้าง แล้วก็ใครให้มาขายเค้าก็บอกว่าพ่อแม่ให้มาขาย แต่จริงๆแล้วหนูยังคิดว่าคงไม่มีพ่อแม่คนใหนไห้ลูกมาขายหนอกคะ" คุยกันสักพักผมก็สังเกตว่ามีชายวัยรุ่น 2 คนแปลกหน้าพร้อมกับรอยสักเดินเข้ามาจ้องที่บูธ ณ ตอนนั้นสติผมเลยนึกได้เลยเงียบแป๊ปจน ชายสองคนเดินออกไปจากบูธ แล้วน้องพนักงานที่บูธก็พูดกับผมว่า "พี่คิดเหมือนหนูใช่มั้ย" ผมก็บอกว่า "สงสัยจะเป็นแก๊งค์ เด็กๆหลายคนโดนบังคับให้เอาของไปขายแน่ๆ ถ้าอย่างนี้ชักจะแย่ไปใหญ่"
ตามเหตุการณ์ข้างต้น คุณคิดว่าจะทำอย่างไร
1. ปล่อยให้เด็กอยู่ในชะตากรรมแบบเดิม สักวันต้องเป็นปัญหาสังคมหรือไม่?
2. องค์กรนี้รับบริจาคเพื่อช่วยเหลือเด็กยากจนอย่างเดียว แต่ไม่ได้ไปแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ หรือคงเป็นหน้าที่องค์กรอื่น
3. แจ้งตำรวจ หรือศูนย์ประชาบดี ถ้าทำอย่างนั้นพวกเด็กๆใครจะรับช่วงต่อ หรือรับเลี้ยง
ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้คุณจะทำอย่างไร
น้องคนนั้นเรียกผมเข้ามาคุย ณ บู๊ทเล็กๆที่อยู่ด้านล่างของห้างสรรพสินค้า น้องบอกว่า "หนูขอให้ทำแบบสำรวจความคิดเห็นว่ามีเด็กไทย กี่เปอร์เซ็นต์ที่ ไม่ได้เรียนหนังสือ 5% 10% หรือ 25%" ผมก็ตอบมั่วๆว่า 25% น้องก็บอกว่า"ใช่เลยคะพี่ แหมพี่เก่งจริงๆเลย เนี่ย คนส่วนใหญ่คิดว่า มีเพียง 5% หรือ 10%" ส่วนเราก็อืม (หรือน้องเค้าจะขอค่าเทอม ผมก็ไมใช่สายเปย์ซะด้วยเอ้ยไม่ใช่ละ ล้อเล่น) แล้วก็บอกว่า"ลองคิดดูว่า ในชีวิตประจำวันของเรา ขนมขบเคี้ยวหนึ่งห่อ นำ้อัดลมหนึ่งกระป๋อง ถ้าคิดเป็นตัวเงินต่อวัน ก็สามารถใช้เป็นค่าเทิมค่าเล่าเรียนสำหรับเด็กยากไร้ ด้อยโอกาสได้ และทางองค์กรของเราก็จะนำเงินไปสร้างโรงเรียน ไปให้ทุนการศึกษากับเด็กด้อยโอกาสบนป่าเขาทางภาคเหนือ" .....อืม...ผมก็เห็นด้วย เราก็คิดว่ายังมีเด็กด้อยโอกาสอีกหลายคนที่เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ทว่า เราก็เป็นผู้ที่เคยบริจาคโดยผ่านการหักจากบัญชีบัตรเครดิตรมาแล้วหลายปีที่มาฟังน้องเค้าพูดเนี่ยก็แค่อยากรู้ว่าเมื่อในอดีตสคริปท์มีการเปลี่ยนแปลงบ้างมั้ย ก็เลยบอกว่า"น้องพี่เคยบริจาคแล้วครับ"น้องก็บอกว่า"ไม่เป็นไรคะ ขอบพระคุณพี่มากๆ เลยที่สนับสนุนโครงการของเรา" ผมคุยกับน้องเสร็จก็ตรงขึ้นบันไดเลื่อนไปด้านบน food court หาข้าวกิน นั่งกินข้าวอยู่สักพักก็มีเด็กเล็กคนนึงน่าจะประมาณ 7-8 ขวบเดินเข้ามาตามโต๊ะกินข้าว ในมือถือปากกาสักกำมือนึง แล้วเข้ามาคุยกับทุกโต๊ะ จนมาถึงโต๊ะผม "พี่ครับช่วยซื้อปากกาผมหน่อย จะเอาไปใช้เป็นค่าเรียนหนังสือ" ผมอึ้งไปสักพัก .....ตั้งแต่ผมมากินข้าวในห้างที่นี่เจอเด็กมาขายของตามโต๊ะกินข้าวประจำ ไม่ว่าจะเป็น พวงกุญแจ สติ๊กเกอร์ ปากกา ฯลฯ ซึ่งขายแพงมาก 25 บ้าง35 บ้าง แต่ทุกๆครั้ง ผมก็ซื้อมันมาด้วยความสงสารเด็กไม่ได้อยากได้ของเลย ผมนิ่งไปสักพักเมื่อเห็นเด็กต้องมาเร่ขายของทำไมในเมื่อเรามี องค์กรผู้ใจบุญบริจาคเงินสร้างโรงเรียนบนดอยอันแสนห่างไกลตั้งบูธอยู่ด้านล่าง เลยบอกน้องว่า"นี่หนูมีหน่วยงานเพื่อช่วยเหลือเด็กอยู่ด้านล่างของห้างเค้าใจดีให้ทุนการศึกษาเด็ก น้องไม่ต้องไปขายปากกาแลกค่าเทิมก็ได้ เดี๋ยวพี่พาไปหาเค้าเอามั้ย ?" เด็กเลยบอกได้ครับแต่ยังไม่พร้อมให้ผมลงไปก่อนเดี๋ยวตามไป ดูสีหน้าเหมือนมีความหวังปนกังวล
ผมลงไปด้านล่างก่อน และคุยกับเจ้าหน้าที่องค์กร "น้องครับองค์กรนี้รับบริจาคเงินเพื่อมาช่วยเหลือเด็ก นี่พี่ยังเห็นเด็กต้องมาขายปากกา เพื่อมาจ่ายเพื่อการศึกษา นี่ดูสองคนนั้นสิ ในกรุงเทพฯแท้ๆ ไม่ต้องไปไกลถึงภาคเหนือบนดอย" น้องเค้าตอบผมว่า "คือหนูก็เคยถามเค้าว่านี่ไปขายมาหลายที่ใช่มั้ย เค้าบอกว่าได้ไปมาหลายห้าง แล้วก็ใครให้มาขายเค้าก็บอกว่าพ่อแม่ให้มาขาย แต่จริงๆแล้วหนูยังคิดว่าคงไม่มีพ่อแม่คนใหนไห้ลูกมาขายหนอกคะ" คุยกันสักพักผมก็สังเกตว่ามีชายวัยรุ่น 2 คนแปลกหน้าพร้อมกับรอยสักเดินเข้ามาจ้องที่บูธ ณ ตอนนั้นสติผมเลยนึกได้เลยเงียบแป๊ปจน ชายสองคนเดินออกไปจากบูธ แล้วน้องพนักงานที่บูธก็พูดกับผมว่า "พี่คิดเหมือนหนูใช่มั้ย" ผมก็บอกว่า "สงสัยจะเป็นแก๊งค์ เด็กๆหลายคนโดนบังคับให้เอาของไปขายแน่ๆ ถ้าอย่างนี้ชักจะแย่ไปใหญ่"
ตามเหตุการณ์ข้างต้น คุณคิดว่าจะทำอย่างไร
1. ปล่อยให้เด็กอยู่ในชะตากรรมแบบเดิม สักวันต้องเป็นปัญหาสังคมหรือไม่?
2. องค์กรนี้รับบริจาคเพื่อช่วยเหลือเด็กยากจนอย่างเดียว แต่ไม่ได้ไปแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ หรือคงเป็นหน้าที่องค์กรอื่น
3. แจ้งตำรวจ หรือศูนย์ประชาบดี ถ้าทำอย่างนั้นพวกเด็กๆใครจะรับช่วงต่อ หรือรับเลี้ยง