เรากำลังเดินหลงทางกันอยู่หรือเปล่า?

กระทู้คำถาม
พระพุทธเจ้า กล่าวว่า จิต คือ สภาพธรรม เพราะอาศัย อวิชชา ความไม่รู้ จึงทำให้มีการเกิดขึ้นของสภาพธรรม
ทฤษฏีนักวิชาการ คือ จิตมนุษย์เกิดจาก อวิชชา คือ ไม่รู้จริง
ทฤษฏีฟิสิกส์ คือ กฏทรงมวลไม่มีวันเพิ่มขึ้นหรือหายไป เพียงแต่เปลี่ยนรูปไปเท่านั้นเอง
ทฤษฏีนักวิทยาศาสตร์ คือ สสารไม่มีวันสูญสลาย

จิตเกิดมาจากไหน?
พระพุทธองค์ไม่ทรงตอบ แต่ท่านกลับตอบว่า ถ้าบุรุษผู้หนึ่งถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ ท่านคิดว่าบุรุษผู้นั้น พึงดึงศรออกเพื่อทำการรักษาก่อนแล้วค่อยหาผู้ยิง หรือว่า เก็บลูกศรเอาไว้แล้วรีบหาคนยิงก่อน
คำตอบก็คือ ต้องทำการรักษาก่อนแล้วค่อยทำก่อนแล้วค่อยหาผู้ยิง

ไก่เกิดก่อนไข่หรือไข่เกิดก่อนไก่?

ไก่เกิดก่อนไข่หรือไข่เกิดก่อนไก่ เป็นหัวข้อที่หลายคนสงสัยและคิดว่าเป็นปัญหาโลกแตก ผู้คนทั่วโลกต่างให้ความสนใจและเข้าร่วมค้นหาคำตอบที่แท้จริงมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และไม่ว่าคำตอบจะเป็นยังไรก็จะมีทั้งคนที่เห็นด้วยและมีทั้งคนที่ไม่เห็นด้วยพร้อมตั้งคำถามกลับต่อไป
เราเคยคิดไหมว่าแท้จริงแล้วเราไม่ได้ต้องการรู้ว่าไก่หรือไข่ใครเกิดก่อนกัน สิ่งที่เราต้องการคือ การเป็นผู้ตั้งคำถามและเป็นผู้ค้นหาคำตอบเพียงเพื่อเปลี่ยน "ความไม่รู้เป็นรู้" ที่เป็นหนทางนำเราไปสู่การหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดหรือนิพพานนั่นเอง

เรากำลังเดินหลงทางกันอยู่หรือเปล่า?

เราเคยสงสัยกันไหมว่าทำไมเราถึงเดินวนไปวนมาไปไม่ถึงจุดหมายที่เราต้องการสักที สิ่งที่เราคิดว่าไช่วลานี้กลับกลายเป็นไม่ใช่ในเวลาต่อมา ซึ่งทำให้เราต้องกลับมาเริ่มกระบวนการถามตอบใหม่ตั้งแต่ต้นอีกครั้ง เป็นอย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมาจนในที่สุดเราก็เบื่อและล้มเลิกความคิดที่อยากจะค้นหาคำตอบและกลับเข้าสู่เขตของความสะดวกสบายของเราดั้งเดิม แต่สำหรับผู้ที่ยังมีความพยายามและความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงเป้าหมายอยู่ก็ต้องเริ่มกระบวนการถามตอบต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่งอยู่มาวันนึงอยู่ๆเราก็ได้รับคำตอบของคำถามแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวทำให้เราสามารถก้าวออกจากความไม่รู้ไปสู่ความผู้รู้และประสบความสำเร็จได้ในที่สุด แต่ว่า...ทำไมคำตอบที่ได้ถึงไม่หยั่งยืนถาวร? ความแน่นอนยืนอยู่บนความไม่แน่นอนจริงหรือ? แล้วถ้าเราอยากเป็นผู้รู้และประสบความสำเร็จตลอดไปได้ไหม? คำตอบคือ ได้ ถ้าเพียงแต่เราจะไม่หยุดการตั้งตำถามและค้นหาคำตอบและเราต้องไม่ลืมกระบวนการสุดท้ายที่เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากๆคือการนำคำตอบที่ได้มาปฎิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการปฎิบัติใดๆก็ตามจักต้องทำซ้ำไปซ้ำมาจนกระทั่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของอุปนิสัยเรา ถ้าหยุดก่อนจิตของเราก็จะกลับไปยึดกับความคิดและการปฎิบัติแบบเดิมโดยอัตโนมัติ นั่นเท่ากับความพยายามทั้งหมดของเราสูญเปล่าและเราต้องกลับไปเริ่มกระบวนการตอบคำถามเดิมๆต่อไป ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงประสบพบเจอกับคำถามเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า การลงมือปฏิบัติอาจทำได้ 2 วิธีคือ
1. เริ่มจากภายในสู่ภายนอก
2. เริ่มจากภายนอกสู่ภายใน
ไม่ว่าเราจะเลือกลงมือปฎิบัติด้วยวิธีไดก็ตามก็สามารถส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยตรงต่อความคิดและการกระทำของเราด้วยกันทั้งสิ้น การเปลี่ยนแปลงใดใดก็ตามต้องใช้เวลาและความมุ่งมั่นเพราะอุปนิสัยของเราไม่ได้ถูกสร้างขึ้นภานในวันเดียวแต่ค่อยๆก่อตัวขึ้นที่ละน้อยตั่งแต่เล็กจนโต ดังนั้นการจะเปลี่ยนความคิดและการกระทำจึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ไม่ใช่แค่บอกกับตัวเองว่าแค่เปลี่ยนความคิดชีวิตเปลี่ยน แต่กระบวนการเปลี่ยนแปลงใดๆก็ตามจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าเราไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยตัวเราเอง ไม่ว่าใครจะเสนอความคิดเห็นที่ประกอบไปเหตุและผลรวมทั้งวิธีปฎิบัติที่สมบูรณ์แบบแค่ไหนก็ตามเราก็จะปฎิเสธที่จะปฎิบัติตาม นั่นเป็นเพราะ เราไม่สามารถให้ในสิ่งที่เราไม่มีได้ เพราะอะไรทำไม่บางครั้งเราถึงไม่เข้าใจและเข้าไม่ถึงคำตอบง่ายๆได้? ตำตอบ คือ กระบวนการการเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยสถานการณ์ 3 อย่างในการร่วมด้วยช่วยกันเป็นสะพานให้เราก้าวออกจากความไม่รู้กลายเป็นผู้รู้คือ The Right Person, the Right Place, the Right Time เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นบุคคล, สถานที่หรือสถานการณและเวลาจึงเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถกำหนดได้ตายตัวว่าเมื่อไหร่เราถึงจะประสบความสำเร็จ เนื่องจากความไม่รู้บวกกับการปฏิเสธที่จะรับรู้อันแรงกล้าบวกกับการยึดหมั่นถือมั่นในตัวกูของกูในที่นี้รวมไปถึงความคิดด้านลบต่างๆที่เราอาจจะรู้หรืออาจจะไม่รู้แต่เราเลือกที่จะทำเป็นไม่รู้เพราะเราได้รับประโยชน์จากความคิดและการกระทำนั้นๆของเราเต็มๆไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม นี่เองคือเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงเป็นทั้งคนดีและคนไม่ดีได้พอพอกันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง ในโลกนี้ไม่มีคนดี 100% และไม่มีคนไม่ดี 100% มีแต่คนที่เป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งก็คือเป้าหมายที่แท้จริงที่เราจะต้องทำให้สำเร็จควบคู่ไปกับเป้าหมายเทียมซึ่งก็คือความฝันที่อยากจะเป็น เราจะสามารถก้าวออกจากความไม่รู้สู่ความเป็นผู้รู้หรือนิพพานได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดซึ่งก็คือการไม่มีคำถามที่ต้องการหาคำตอบอีกต่อไป ถ้าเราสารมารถเติมเต็มทั้ง 2 ส่วน ที่เปรียบเสมือนโลกภายในและภายนอกของเราได้ควบคู่กันไป
เป้าหมายที่แท้จริง โลกภายใน คือ การเจริญเติบโตทางด้านความคิดหรือจิต ( นิพพาน )
เป้าหมายเทียม โลกภายนอก คือ ความฝันที่อยากเป็น
ด้วยความไม่รู้ของเราที่ว่าเรามีทั้งเป้าหมายแท้และเป้าหมายเทียมให้ต้องก้าวผ่านจึงทำให้เรามุ่งตรงไปที่เป้าหมายเทียมเพียงอย่างเดียวมาโดยตลอด โดยระหว่างทางจากเด็กน้อยผู้ใสซื่อบริสุทธิ์กลายเป็นมนุษย์เจ้าปัญหาเริ่มเกิดมีคำถามและข้อเรียกร้องต่างๆขึ้นมาเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? ทำไมชีวิตเราถึงเป็นแบบนี้? ทำไมบางคนถึงเลือกที่จะใช้ความรุนแรงเป็นคำตอบของคำถามภานในใจของตัวเอง? ทำไมเราถึงลอกเลีนยแบบพฤติกรรมที่เราบอกว่าไม่ชอบจากพ่อและแม่มาแบบไม่ผิดเพี้ยน? ทำไม่พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อนฝูง คนรัก ปู่ย่า ตายาย ลุง ป้า น้า อา ครูบาอาจารย์ รวมทั้งคนที่เรารู้จักและไม่รู้จักถึงปฎิบัติกับเราแบบนี้ และในทางกลับกันท่านเหล่านั้นก็มีคำถามว่าทำไมเราถึงเป็นคนอย่างนั้น ทำไมไม่เป็นคนอย่างนี้? และอีกสารพัดคำถามอื่นๆอีกมากมาย
ลองนึกภาพคำถามต่างๆในใจดูคำตอบที่ได้อาจทำให้เราประหลาดใจหรือตกใจจนลืมหายใจไปเลยก็ได้เพราะตำตอบที่ได้คือ เรากำลังตั้งคำถามกับตัวเอง และมีแต่เราเท่านั้นที่จะสามารถตอบคำถามเหล่านั้นได้ดีและตรงจุดที่สุด และถ้าเราสังเกตดูดีดีเราจะพบว่าไม่เพียงแต่คำถามต่างๆที่เราจะต้องเป็นผู้ตอบเท่านั้นยังรวมไปถึงข้อเรียกร้องถึงสิทธิ์ประโยชน์ การเรียกร้องความปรองดอง และการเรียกร้องความสงบทั้งในบ้านนอกบ้านและทั้งในประเทศนอกประเทศล้วนต้องการคำตอบจากเราเองทั้งสิ้น นั่นเป็นเพราะเราทุกคนล้วนยืนอยู่บนจุดของผู้เรียกร้อง ด้วยกันทั้งสิ้นโดยที่ไม่มีใครเลยที่ยืนอยู่บนจุดของผู้นำเสนอหรือผู้นำสนองเลย และนี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมคำถามและข้อเรียกร้องต่างๆจึงยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ถึงเวลาหรือยังที่เราจะหันมาทำความเข้าใจกับตัวเราเองเพื่อก้าวออกจากความไม่รู้ไปสู่ความเป็นผู้รู้แจ้งที่ปราศจากคำถามในใจที่ต้องการหาคำตอบอีกต่อไป.

กุญแจแห่งคำตอบที่สามารถไขทุกคำถาม คือ

1. ตอบคำถามโดยไม่แตะต้องกับคำถาม
2. ทำให้สำเร็จโดยไม่ทำอะไรเลย

"Your inner world creates your outer world"
"When you judge another, you do not define them, you define yourself."
"You can not give what you don't have"
"When you squeeze an orange, orange juice comes out - because that's what's inside. When you are squeezed, what comes out is what is inside."
"You must be the change you want to see in the world"
"Do not ask for a solutions outside yourself go within "
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่