จากกระทู้ "เห็นผลสำรวจเงินเดือน ตัวเองก็อยู่เกินมีน แต่ทำไมรู้สึกว่าได้น้อยเหลือเกิน" ที่ผ่านมา 4 ปีแล้ว

จากกระทู้

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ผ่านมา 4 ปี แล้ว ตอนนี้ผมก็ 36 ย่าง 37 แล้ว คนเราก็ต้องเติบโตขึ้น และผมได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมบ้าง
แม้กระทู้ที่ผมตั้งจะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ผมก็กลับไปอ่านกระทู้เหล่านั้นเป็นประจำในเวลาที่ว่าง
เพื่อสำรวจชีวิตตัวเองที่ผ่านมา และถามตัวเองอีกครั้งว่า ยังคิดแบบนั้นอยู่หรือไม่
ไม่ว่าจะใช่ หรือไม่ ผมก็จะถามตัวเองเสมอ แล้วเราได้อะไร ได้รู้อะไรมากขึ้นไหมจากวันนั้น

(ผมเตือนก่อนเลยนะว่ายาว และผมก็เล่าเรื่องไม่เก่ง จะปิดกระทู้ไปตั้งแต่ตอนนี้ก็ได้นะครับ)

จากกระทู้เดิม ที่ผมมีความรู้สึกว่าเงินเดือนสูงเกินค่าสำรวจแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกไม่พอใจ
แน่นอน หลายๆ คนก็อาจจะคิดว่า ผมโชคดี ผมน่าจะพอใจกับชีวิต บางคนก็บอกว่าผมขี้อวด บางคนก็ว่าผมขี้โม้
แต่ช่างเถอะ นั้นไม่ใช่สาระสำคัญที่ผมอยากจะเล่าในวันนี้

สิ่งที่ผมอยากจะเล่า (ไม่ว่าคุณจะอยากรู้หรือไม่ ก็เป็นสิทธิของคุณที่จะปิดกระทู้ไป เพราะยังไงผมก็จะเล่าในสิ่งที่ผมอยากเล่าอ่ะนะ)

ถามว่าผมเปลี่ยนไปไหม สำหรับตัวผมเอง ผมก็ยังรู้สึกว่าผมยังเหมือนเดิมในช่วงเวลาที่ผ่านมา 4 ปี
แต่เมื่อผมได้กลับไปอ่านกระทู้ที่ผมตั้งเมื่อ 4 ปีก่อน ทำให้ผมรู้ว่า คนๆ นั้น กับคนๆ นี้ นะ มันไม่ใช่คนเดียวกัน
แม้จะใช้วิญญาณ และร่างกายเดียวกัน แต่ความคิด และมุมมอง มันเปลี่ยนไปมากมาย

จากวันนั้น ถึงวันนี้ ผมได้เรียนรู้อะไรบ้าง ผมขอสรุปสั้นๆ เลยนะครับ
1. เมื่อก่อนผมรู้สึกว่าผมได้น้อย และไม่พอใจ เนื่องจากว่า ผมทราบว่า มีคนอีกมาก ที่ได้มากกว่าผม
ถึงแม้ว่าผมจะได้เงินค่าจ้างจากบริษัท เดือนละ 6 - 7 หมื่นแล้วก็ตาม (เกินค่าผลสำรวจนะ)
และผมยังเด็ก อยากได้เงินเยอะๆ จนลืมคิดถึงอย่างอื่นของชีวิต ซึ่งจริงๆ จะว่าแบบนั้นก็ไม่ถูก
ที่ถูกต้องคือ ตัวผมเมื่อ 4 ปี ก่อนยังเด็ก ยังไม่รู้จักด้านอื่นของชีวิต รู้จักแต่เงิน

2. ผลสำรวจ ทำให้ผมตกใจ และไม่พอใจ เนื่องจาก มันทำให้ผมถูกคุกคามจากความรู้สึกว่า
เงินเดือนผมคงขึ้นได้อีกไม่มาก และคงยากที่จะขึ้น (ถ้าเป็นความสามารถในขณะนั้นก็คงจริง)

3. ผมมีภาระเรื่องบ้าน เรื่องรถ และมารดา ซึ่งทำให้รายได้ในความรับรู้ของผมน้อยลงไปอีก
รายได้รับรู้ = รายได้จริง - (ภาระประจำในขณะนั้น + ภาระที่อาจเกิดขึ้นได้)

ภาระประจำ คือ รายจ่ายประจำ เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่ากิน ค่ารักษาพยาบาลประจำ ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ
ภาระที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น อุบัติเหตุ เจ็บป่วยฉุกเฉิน

ซึ่ง ในขณะนั้น ผมไม่มีเงินสำรองที่จะรองรับภาระที่อาจเกินขึ้นได้ แค่ภาระประจำ ผมก็แทบสิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว
และทำให้ผมมีคุณภาพชีวิต ต่ำกว่าคุณภาพชีวิตของคนอื่นที่รายได้พอๆ กัน แต่ไม่มีภาระประจำ และภาระที่อาจเกิดขึ้นได้
(เช่น บ้านรวยเป็นต้น)

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว ทำให้จริงๆ คุณภาพชีวิตจริงของผม ต่ำกว่าคุณภาพชีวิตที่ผมแสดงออกไปให้คนอื่นเห็น
(แต่ก็ดีที่ไม่ไปก่อหนี้) และต่ำกว่าคุณภาพชีวิตที่ผมอยากจะมี หรืออย่างน้อยก็ควรจะมีคุณภาพชีวิตในระดับเดียวกันกับคนที่มีรายได้ระดับเดียวกัน

เริ่ม เข้าใจยากแล้วใช่มั๊ยครับ จริงๆ ถ้าวาดภาพประกอบจะเข้าใจง่ายกว่านี้ แต่ผมขี้เกียจเกินที่จะทำแบบนั้น ดังนั้นจึงต้องขออภัยด้วย

4. ผมเห็นรายได้ที่มากขึ้น ที่เป็นไปได้จริง เห็นช่องทาง แต่ความสามารถไม่พอ
(อันนี้ผมพูดในฐานะลูกจ้างนะ เพราะผมก็ยังพอใจในการเป็นลูกจ้างอยู่ เคยเป็นเจ้าของกิจการแล้วมันเหนื่อยเกินไป มันอาจไม่เหมาะกับเรา)


เมื่อ ผ่านไป 4 ปี ผมโตมากขึ้น
รายได้ที่ผมเคยเห็นว่ามากขึ้น มีช่องทาง แต่ทำไม่ได้ วันนี้ความสามารถผมก็เพิ่มขึ้น ผมทำมันได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
แต่สิ่งที่ผมได้รับรู้ใหม่คือ

1. คุณแม่ผมเสีย ไปเมื่อ สามปีก่อน ซึ่งทำให้ผมเข้าใจเลยว่าห่วงที่ใหญ่ที่สุดของผมก็คือท่าน
(ผมไม่ได้เสียใจอะไร แต่ดีใจที่แม่ไปแบบไม่ทรมาณมากนัก และพอมีเวลาให้ลูกหลานทำใจบ้าง รักแม่นะครับ)

2. ผมผ่อนบ้าน ผ่อนรถหมด เมื่อสองปีที่แล้ว

3. ผมเก็บออมปีหนึ่งมากกว่า 5 แสนบาท (รวมๆ กันในหลายรูปแบบ เช่นกองทุน ประกันชีวิต สินทรัพย์อื่นๆ เงินสดผมมีน้อยมากๆ)

4. ผมอยู่ในจุดที่ใช้เงินไม่ต้องกังวลอะไรมากแล้ว รายได้ผมมากขึ้นจาก 4 ปีก่อน 50-60%

5. มีคนเสนองานใหม่ให้ ค่าตอบแทนผมมากกว่าเมื่อ 4 ปี ที่แล้ว 80% - 120%

แต่สิ่งที่ผมคิดก็คือ เงินเท่านี้ก็ใช้ไม่หมดแล้ว ไม่มีลูก ไม่มีภรรยา ไม่มีพ่อแม่ ที่ต้องดูแล มีบ้าน มีรถ ไม่ต้องผ่อน
สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือ ผมทิ้งโอกาสไป ผมทิ้งเงินไป ผมเลือกที่จะใช้ชีวิตสบายๆ ไม่กดดันอะไรมาก มากกว่าการได้เงินเยอะๆ
ทำงานกับคนที่คุ้นเคย ในสถานที่ๆ คุ้นเคย มีเงินสำรองพอที่จะไปเที่ยวทั่วไทยได้  1 ปี แบบประหยัดๆ
และพอจะเปิดร้านอาหารก๊วยเตี๋ยวต้มยำเล็กๆ พอหาเลี้ยงตัวเองได้

สิ่งที่ยึดผมอยู่ตอนนี้ คือหัวโขนที่ยังวางไม่ลง แต่ผมก็ตั้งใจจะละทิ้งมันไปในวันหนึ่ง
เมื่อผมเก็บเงินได้มากพอในระดับหนึ่ง
เมื่อวันหนึ่งมาถึง ผมได้เรียนรู้ว่า เงิน มันจำเป็นมาก
แต่ มันไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต
เมื่อคุณมีพอ ต่อภาระต่างๆ ที่คุณมี
สำหรับบางคน ชีวิตเรียบง่าย ทำอะไรง่ายๆ
ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องวางแผน 5 ปี 10 ปี 20 ปี
แค่พอเลี้ยงตัวเองได้ตามสมควร
อาจจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

บางที เราก็วุ่นวายกับชีวิต จนลืมไปว่าสิ่งที่เรียบง่ายนี่แหละคือ ความสุข
หวังว่าวันหนึ่ง ผมจะ Slow Life กับเขาได้บ้าง
ตื่นมา เก็บผัก นั่งเล่นกับแมว หมักหมู จัดร้าน เก็บร้านไปตามเรื่อง
ไม่ต้องขับรถไปกลับวันละ 100 กว่ากิโลเมตร
ไม่ต้องประชุม ตั้งแต่เช้ามืด จนพระอาทิตย์ตกดิน เพื่อจะรับรู้เรื่องราวที่ไม่เกี่ยวกับเรา
หรือนั่งฟัง เพื่อที่จะเสนอความคิดเห็น ลงบันทึกการประชุม ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้
นอกจากเจอปัญหาเดิมๆ ประชุมเรื่องเดิมๆ เสนอความเห็นเดิมๆ แล้วทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม

ไม่ต้องศึกษาโครงการเปรียบเทียบ
ร้อยแปดพันเก้าที่สุดท้ายต้องเอาไปทิ้งถังขยะ
เพราะไม่มีใครอยากจะเสี่ยงทำอะไรใหม่ๆ
แค่อยากจะเอาหน้าว่าได้คิดมาแล้วเท่านั้น

ผมทำงานตอนนี้ผมมีความสุขนะ
แต่บางที ผมก็คิดว่า ผมใช้สมองมากไป
ผมอาจจะสมองเสื่อมได้ตอนแก่

และผมก็มีอย่างอื่น ที่ผมอยากทำบ้าง
ที่ต่างจากที่ผมทำมาตลอด เกือบจะ 20 ปีแล้ว

ตอนแรกว่าจะเขียนสั้นๆ แต่ยาวไปหน่อย ขออภัย
ส่วนใครที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ขอบคุณที่อ่านจนจบ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่