ห้อง.........

กระทู้สนทนา
.

              มนุษย์ห้องไม่ได้มีเฉพาะผมเท่านั้น หลายคนเป็นมนุษย์ห้องเช่นเดียว แต่อาจเป็นน้อยกว่าเท่านั้น ผมไม่ได้ออกจากบ้านนานมากแล้ว ห้องของผมอยู่ชั้นสองของตึกโบราณเก่าแก่ สมัยก่อนมียังพอมีคนมาพักอาศัย แต่วันเวลาผ่านไป เศรษฐกิจตกต่ำ ผู้คนน้อยลงทุกที รวมทั้งสาวน้อยสองคนที่พักอยู่ห้องข้างๆ ก็ย้ายออกไปด้วย

             แบบนี้ก็เหงาแย่เลยสิครับ เพราะปกติเคยได้ยินเสียงพวกเธอพูดคุยกันดังแว่วผ่านผนังห้องเข้ามา ก็เป็นเสียงพูดคุยสัพเพเหระต่างๆ ตามประสาผู้หญิง การแต่งเนื้อแต่งตัว แฟชั่น เรื่องคนรัก เรื่องทะลึ่งแบบผู้หญิง  อะไรประมาณนั้น ก็เพลินดีครับ ผมชอบที่จะอยู่ในห้องเพราะโลกภายนอกน่ากลัวและไม่น่าไว้วางใจ อะไรทำให้คิดแบบนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน ดังนั้นผมจึงได้แต่คอยมองดูโลกภายนอกผ่านหน้าต่าง โดยไม่คิดจะออกไปไหนมาไหนนานมากแล้ว

             มองจากชั้นสองลงไปเห็นถนนหน้าอาคารค่อนข้างสงบเงียบเพราะไม่ใช่ถนนสายหลัก ฝั่งตรงกันข้ามเป็นบ้านสองชั้นหลังเล็กๆ สังเกตได้ว่าบ้านหลังนั้นมีพ่อ แม่ ลูกชาย และลูกสาว  เป็นครอบครัวดูอบอุ่น ลูกชายลูกสาวอยู่ในวัยทำงานกันหมดแล้ว ผมไม่ได้สนใจใครอื่นเป็นพิเศษมากกว่าลูกสาวของเจ้าของบ้านหลังนั้นหรอกครับ ก็คงไม่แปลกอะไรเพราะว่าเธอเป็นผู้หญิงสวย จะมองหาคนอื่นทำไมให้เสียเวลาล่ะครับ

             ความจริงเธอก็ไม่ได้สวยบาดตาบาดใจอะไรมากมาย เป็นคนหน้าตาค่อนข้างดูดี ชนิดเราอาจพบทั่วไปตามถนน ตามสถานที่ต่างๆ แต่สิ่งพิเศษคือเวลาเธอยิ้มจะดูดีมาก มีคนบอกว่าการยิ้มเป็นเครื่องสำอางที่ดีที่สุด ผมเห็นด้วยการคำพูดนั้น เพราะเวลาเธอยิ้ม โลกทั้งโลกดูเหมือนจะสว่างไสวสดใสกระจ่าง มองอย่างไรก็ไม่เบื่อ คิดว่าคุณเองก็คงเคยเห็นคนยิ้มแล้วดูดีมีเสน่ห์เฉพาะตัว นั่นล่ะ รูปแบบของเธอ ดูแล้วเพลินตาเพลินใจมีความสุข

             เธอเองก็คงไม่รู้หรอกครับว่าผมเฝ้าแอบมองอยู่อย่างชื่นชม ผู้หญิงสวยงามเหมือนดอกไม้ ดอกไม้มากมายหลายแบบหลายสีประดับโลกให้สดชื่น ผู้หญิงเหมือนภาพเขียน มีหลายประเภทหลายชนิดทั้งภาพดูง่ายไม่ซับซ้อน แบบการ์ตูนลายเส้นน่ารัก และภาพดูเพริดแพร้วจัดจ้านแบบยุคอิมเพรสชันนิสม์ หรือดูแล้วไม่เข้าใจแบบ  Abstract art มากมายหลายแบบเชียวล่ะครับ อาจมีบ้างบางคนเหมือนภาพปีศาจร้ายแห่งรัตติกาล  ผู้หญิงคล้ายบทเพลง มีทั้งเพลงฟังง่ายเรียบง่ายแบบ easy listening  สาวร่วมสมัยใสสวยเป็นที่นิยมแบบ  Pop music สาวห้าวร้อนแบบ  Heavy Metal   สาวโบราณแบบ gothic music สาวขรึมเข้าใจค่อนข้างยากแบบ progressive rock กระทั่งสาวหลุดโลกแบบ Space music   กระทั่งสาวแนวหลอน สรุปง่ายๆก็แล้วกันว่าพวกเธอคืองานศิลปะอย่างหนึ่งนั่นเองล่ะครับ

             จะว่าไปแล้วผมเองก็คงเหมือนคนโรคจิต เพราะเฝ้าแอบมองคนอื่นโดยที่คนถูกมองไม่รู้ตัว เธอไม่รู้หรอกครับว่าจะมีใครบางคนกำลังแอบมองผ่านช่องว่างของผ้าม่าน ผมมองเห็นเธอและรอยยิ้มของเธอทุกวัน เช้าเดินเดินออกจากบ้าน เช้าไปทำงาน เย็นกลับมาถึงบ้าน เป็นเช่นนี้เป็นประจำ  และบังเอิญว่าห้องนอนของเธอผมสามารถมองเห็นได้อย่างถนัด เสียดายว่าเธอไม่เปิดผ้าม่านบ่อยนักโดยเฉพาะเวลากลางคืน จึงมองเห็นเพียงเงารางๆ ของเธอเคลื่อนไหวไปมาเพียงนิดหน่อยแต่แค่นั้นก็สุขใจแล้วครับ ทำให้วันเวลาผ่านไปอย่างไม่เงียบเหงาเท่าไรนัก

             ถ้าเป็นแบบนี้เรื่อยไปก็คงดีไม่น้อย แต่ในทุกอย่างล้วนเป็น ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ผมเริ่มเห็นว่าตอนเย็นจากการที่เคยเดินกลับมาบ้าน เธอเริ่มมีคนขับรถมาส่ง ถึงจะมองไม่ชัดก็พอจะรู้ว่าคนขับรถเป็นผู้ชายหน้าตาดีทีเดียว และจากที่เคยมาส่งเฉพาะตอนเย็น ในที่สุดก็กลายมาเป็นมารับมาส่งเช้าเย็น รอยยิ้มแสนจะดูดีของเธอแจกจ่ายให้กับชายหนุ่มผู้โชคดีคนนั้นแบบไม่ต้องประหยัดขัดสน

             เจ็บ ปวด บาดลึก ร้าว แตกปริ แยก กัดกร่อน ทรมาน สั่นสะท้านระริกไหว เหมือนหัวใจแหลกสลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี ชิ้นส่วนเศษเสี้ยวหัวใจร่วงโรยรายปรายโปรยลงสู่ความมืดมนอนธการ ไม่...ไม่ใช่การอกหัก.. ไม่ใช่แน่นอน... เพราะเธอไม่ได้รักผม ไม่รู้ด้วยซ้ำไปกำลังถูกเฝ้ามองทุกวันทุกคืน จึงไม่ใช่การอกหัก แต่เป็นความเจ็บชนิดหนึ่งเมื่อเห็นคนที่เรารักอยู่กับคนอื่น

             ให้ตายสิ...... ขนาดอยู่ในห้อง ก็ยังโดนรบกวนจากภายนอกจนได้ นั่นทำให้รู้สึกว่าโลกภายนอกน่ากลัวขนาดไหน ถ้าก้าวเดินออกไปจริงๆ อาจออกไปไม่ถึงปากซอยคงขาดใจตายเสียก่อนเป็นแน่แท้  ผมปิดม่านปิดหน้าต่าง ตั้งใจว่าจะไม่เปิดมองภาพบาดตาบาดใจอีก แต่ถึงจะปิดหน้าต่าง แต่กลับไม่สามารถปิดความคิดของตัวเองได้ ทำให้นอนซมเศร้าอยู่ในห้องอย่างโดดเดี่ยวเหมือนสัตว์ได้รับบาดเจ็บสาหัสสากรรจ์

             แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ คนเราไม่ว่าจะเจ็บปานใด จะเจ็บซ้ำซากปานใด สุดท้ายก็จะเริ่มกลับกลายเป็นชาด้านขึ้นทีละน้อย บาดแผลในใจยังมีเช่นเดิม แต่กำลังจะกลายเป็นแผลเป็น  ไม่มีใครหนีความคิดหนีตัวเองพ้น ผมจึงเปิดหน้าต่างเปิดตาเปิดใจอีกครั้ง ไม่มีประโยชน์อะไรจะวิ่งหนีเงาความคิดของตนเอง ผมเฝ้ามองด้วยใจที่เริ่มสงบลง

             ใช่แล้ว ...ผมพยายามคิด.......บทเพลง ดอกไม้ หรือภาพวาดเป็นงานศิลปะ ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของ เราก็สามารถชื่นชมกับความงดงามงานศิลปะเหล่านั้นได้  โดยไม่จำเป็นต้องแตะต้อง เราสามารถเดินชมงานแสดงศิลปะในงานนิทรรศการงานศิลป์ ชื่นชมงานเหล่านั้นด้วยสายตาและหัวใจ โดยไม่จำเป็นต้องไปซื้อมาเป็นเจ้าของด้วยราคาแสนแพง ฟังบทเพลงที่คนอื่นสร้างสรรค์ขับขานไม่โดยจำเป็นต้องร้องเอง ก็มีความสุขได้ ดอกไม้ถึงจะอยู่ในสวนของคนอื่น เราก็ยังสามารถมองข้ามรั้วชื่นชมความงามได้ด้วยหัวใจ

             คิดได้แบบนี้ จิตใจของผมเริ่มสงบเยือกเย็นลง

             ผมควรจะออกจากห้องนี้เสียที ไปสู่โลกภายนอก เผชิญหน้ากับสรรพสิ่งมากกว่าจะมาขดตัวอยู่ในห้องจนกลายเป็นมนุษย์ห้องแบบนี้     เธอและเขาคนนั้นสนิทสนมกันมากขึ้นทุกที  ชายหนุ่มหล่อเดินเข้าเดินออกในบ้านได้อย่างคุ้นเคย ก็ดีแล้ว ผมคิด.....เธอก็มีความสุขดี แล้วเราจะมามัวคิดโศกเศร้าเสียใจทำไม ต้องยินดีกับเธอต่างหาก

             เอาล่ะ.... ถึงเวลาแล้วที่ผมจะออกจากห้อง บางทีอาจจะไปหาห้องอื่น ตึกอื่น มุมมองอื่น อันแปลกหูแปลกตาเปลี่ยนบรรยากาศ ผมจะต้องเข้มแข็งในการก้าวเดินออกไปเผชิญหน้ากับโลกภายนอกไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่าการก้าวเดินออกไปเท่านั้น


             แค่เปิดประตูออกไป  และก้าวเท้าออกไป
             มันไม่ใช่เรื่องยากถ้าจะทำ ขอให้มีแรงจูงใจ ความมั่นใจ

             ผมหาเท้าของตัวเองไม่เจอ

             ความรู้สึกแบบนี้ทำให้ผมงุนงงไปพักใหญ่ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ทำไมผมหาเท้าที่จะก้าวเดินออกไปไม่เจอ ความจริงแล้วไม่ใช่แค่หาเท้าไม่เจอเท่านั้น ผมหาอะไรของตัวเองไม่เจอสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นมือ ศีรษะ ลำตัว หรืออะไรทั้งนั้น มีอย่างเดียวที่รู้สึกได้คือความรู้สึกนึกคิด!  นานทีเดียวกว่าผมจะเริ่มยอมรับความจริงได้

             ความจริงอันเยือกเย็น    ความจริงที่ว่า ผมเป็นห้องๆหนึ่งเท่านั้น  เป็นห้องที่มีชีวิตจิตใจ  เป็นเพียงห้องเก่าๆ ในอาคารร้างเก่าแก่ทรุดโทรม
             ผมปิดประตูและหน้าต่างเข้าอย่างเงียบงัน  เข้าใจทุกอย่างด้วยหัวใจเยือกเย็น ถึงเวลาของการลาจากแล้ว




              “ห้องนั้นดูแปลกๆนะคะ”

             หญิงสาวพูดกับชายหนุ่มพร้อมกับชี้มือให้ดูห้องชั้นสองของอาคารเก่าทรุดโทรมฝั่งตรงกันข้ามกับบ้าน ในขณะกำลังยืนคุยกันอยู่บนสนามหญ้าหน้าบ้าน หลังอาหารมื้อเช้าของวันหยุดสุดสัปดาห์

             “ไม่มีคนอยู่ แต่บางทีผ้าม่านก็เปิดปิดเอง หน้าต่างก็เปิดปิดเอง  รู้สึกเหมือนมีสายตาใครบางคนจ้องมองอยู่เสมอ”

             ชายหนุ่มมองตาม เขาเองก็รู้สึกแปลกๆ เช่นกัน แต่ในที่สุดก็ยิ้มและบอกว่า

             “ช่างเถอะนะครับ ได้ข่าวว่าอีกสองสามวัน ตึกหลังนั้นก็จะถูกทุบทิ้งแล้ว เห็นว่าจะสร้างเป็นอาคารชุดให้เช่าแทน คงจะไม่มีอะไรมารบกวนใจอีก”

             หญิงสาวยิ้มสดใส ให้กับเช้าวันใหม่อันสดชื่น พวกเขาไม่ได้ยินเสียงเศษอิฐเศษปูนของอาคารเก่าแก่ทรุดโทรมเริ่มร่วงหล่นลงมาทีละน้อย ทั้งที่ยังไม่ถึงวันเวลาของการรื้อทุบทำลาย




จบแล้วครับ
ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยือนเด้อครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่