ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ถ้าไม่ได้สร้าง ทำเป็นอะไรดี

https://s30.postimg.org/gdenj55f5/Untit.jpg
https://s7.postimg.org/o0917c57f/Unti.jpg
เราว่าทำเป็นสนามบินก็ได้นะ เพราะเป็นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำเป็นรันเวย์สนามบินได้พอดี สนามบินเพื่อการขนส่งสินค้าและท่องเที่ยวเมืองพัทยา เพราะใกล้พัทยา อาจทำ airport link เข้าพัทยาไปด้วยก็ได้
ข่าวเก่าๆ
เอ็นจีโอเจ้าประจำ"ศรีสุวรรณ จรรยา" ออกโรงสกัดโปรเจ็กต์ 3.5 หมื่นล้านขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ชี้การถมทะเล 1,600 ไร่ เข้าข่ายโครงการที่อาจมีผลกระทบรุนแรง สร้างปัญหาซ้ำรอยไม่ถามความเห็นประชาชน จ่อฟ้องศาลปกครองกดดันนายกฯ "ปู" เพิกถอนโครงการ ก.ค. นี้
นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากกรณีที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรภาคตะวันออก ที่จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 17-19 มิถุนายน 2555 ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบโครงการขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ซึ่งใช้วงเงินลงทุน 3.5 หมื่นล้านบาท เพื่อเพิ่มความสามารถในการขนส่งเป็น 18.8 ล้านตู้คอนเทนเนอร์ต่อปี จากปัจจุบันสามารถขนส่งได้ 5.6 ล้านตู้คอนเทนเนอร์ต่อปี พร้อมขยายเส้นทางคมนาคม ถนน-รถไฟทางคู่ มูลค่า 1.2 แสนล้านบาทให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปีนั้น โครงการดังกล่าวเข้าข่ายโครงการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 67 วรรคสอง รวมถึงผิดต่อพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ 2550 และพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อม 2535
เนื่องจากโครงการขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟสที่ 3 มีแผนที่จะต้องถมทะเลและใช้พื้นที่ถึง 1,600 ไร่ และต้องขุดร่องน้ำในทะเลทำแอ่งจอดเรืออีกถึง 18 เมตร โดยมีท่าเทียบเรือยาว 4,500 เมตร เพื่อจัดทำท่าเทียบเรือย่อย 29 ท่า ประกอบด้วยท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ 3 ท่า ท่าเทียบเรือขนส่งรถยนต์ 4 ท่า ท่าเทียบเรือขนส่งสินค้า 3 ท่า ท่าเทียบเรือขนส่งตู้สินค้า 18 ท่า และ อู่ต่อและซ่อมเรือ 1 ท่า
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 1 ที่เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2534 และขยายเฟส 2 ในปี 2547 ได้ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของชาวประมงชายฝั่งในพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง ขณะเดียวกันการสร้างท่าเรือและการถมทะเลยังเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลเวียนของกระแสน้ำทะเลส่งผลให้เกิดปัญหาการกัดเซาะตลิ่งและชายหาด สร้างความเสียหายให้กับภาคการท่องเที่ยว โดยไม่มีหน่วยงานใดออกมาแสดงความรับผิดชอบ อีกทั้งการบริหารจัดการท่าเรือแหลมฉบังตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายังมีความผิดพลาด เช่น เกิดการรั่วไหลและระเบิดของสารเคมีในตู้คอนเทนเนอร์ต่างๆ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนบ่อยครั้ง
"โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการขนาดใหญ่และส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ซึ่งต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายให้ถูกต้อง แต่ภาครัฐไม่ได้มีการถามความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียเลย กลับมุ่งสนองตอบความต้องการของกลุ่มนายทุนเพียงอย่างเดียว และถึงแม้หลังจากนี้จะมีการศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (อีเอชไอเอ) ก่อนที่จะเริ่มดำเนินโครงการ แต่เมื่อ มติ ครม. ออกมาชัดแล้วว่าให้สร้าง ผลการศึกษาอีเอชไอเอก็ย่อมต้องออกมาผ่านอยู่แล้ว การเห็นชอบให้ดำเนินโครงการขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี จึงเป็นการใช้อำนาจการปกครองที่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับภาคประชาชน"
นายศรีสุวรรณ กล่าวด้วยว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากท่าเรือแหลมฉบังในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลไม่เคยเข้ามาเยียวยาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน หากนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคม กรมเจ้าท่า และการท่าเรือแห่งประเทศไทย ยังคงเดินหน้าโครงการขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 โดยไม่ผ่านขั้นตอนทางกฎหมายอย่างถูกต้องก็จะดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลปกครองให้ระงับหรือเพิกถอนโครงการดังกล่าว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างประสานงานกับชาวบ้านและชาวประมงในพื้นที่อำเภอบางละมุงที่ได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าว เพื่อรวบรวมข้อมูล และคาดว่าจะยื่นฟ้องภายในเดือนกรกฎาคม 2555 นี้
ศูนย์ข่าวศรีราชา - เตรียมจัดเวทีเสวนาเกี่ยวกับการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังอย่างยั่งยืน หวังร่วมออกแบบอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชนกับท่าเรืออย่างสงบสุข ด้านชุมชมประมงบางละมุง-แหลมฉบัง ยันไม่เอาเฟส 3 หลังรัฐมนตรีคมนาคม ออกสื่อเตรียมพัฒนาต่อเนื่อง
วันนี้ (29 มิ.ย.) ที่ท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี มีการประชุมคณะอนุกรรมการการพัฒนาชุมชนและสังคมรองท่าเรือแหลมฉบัง โดยมี นายสนธิ คชวัฒน์ ประธานคณะอนุกรรมการการพัฒนาชุมชนและสังคมรอบท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมด้วยคณะกรรมการ ทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมถึงประชาชนโดยรอบท่าเรือแหลมฉบังหารือร่วมกัน
นายสนธิ คชวัฒน์ ประธานคณะอนุกรรมการการพัฒนาชุมชนและสังคมรอบท่าเรือแหลมฉบัง เปิดเผยว่า ประเด็นหลักสำคัญ คือ เรื่องการพัฒนาท่าเรือเฟส 3 ของท่าเรือแหลมฉบัง เนื่องจากที่ผ่าน มีการบอกกล่าวกันว่า ท่าเรือเฟส 3 จะชะลอการพัฒนา เนื่องจากชาวบ้าน และชาวประมงในพื้นที่ยืนยันคัดค้านโครงการ เพราะเกรงว่าจะได้รับผลกระทบสิ่งแวดล้อม และพื้นทีทำกิน จึงหยุดการศึกษาโครงการไป
แต่ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคนนาคม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าจะมีการเดินหน้าโครงการดังกล่าว ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวบ้าน และชาวประมง จึงได้มีการทวงถามข้อเท็จจริงจากการท่าเรือแหลมฉบัง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องมอบทุนการศึกษาอย่างยั่งยืนสำหรับเยาวชนโดยรอบท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมทั้งการฝึกอบรมวิชาชีพสำหรับชุมชนอีกด้วย
นางพรทิพา ทวีนุช ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองแผนงาน ท่าเรือแหลมฉบัง ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการการพัฒนาชุมชนและสังคมรอบท่าเรือแหลมฉบัง กล่าวว่า การพัฒนาเฟส 3 เป็นเรื่องของแผนงานตามนโยบายของรัฐที่จะต้องมีการพัฒนาอยู่แล้ว ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาท่าเรือ ซึ่งไม่ว่ารัฐบาลชุดใดก็ตามก็ต้องทำ แต่คงจะไม่ใช่เร็วๆ นี้ ท่าเรือแหลมฉบังมีแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาต่างๆ หลายโครงการ เช่น พัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ พัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) ปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรภายในท่าเรือแหลมฉบัง
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจ คณะอนุกรรมการได้หารือร่วมกัน และมีมติร่วมกันว่า จะจัดเวทีเสวนาการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังอย่างยั่งยืน เพื่อที่จะได้ร่วมกันออกแบบการพัฒนาท่าเรือ ให้ประชาชน และท่าเรืออยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข โดยได้แบ่งกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กลุ่มภาคประชาชน ภาครัฐ เอกชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และท่าเรือแหลมฉบัง ประมาณปลายเดือนกรกฎาคมนี้
โดยจะเป็นการระดมความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ได้แก่ การขนส่ง สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตและสังคม และนำเสนอผลการระดมความคิดเห็นเสนอผู้บริหารรับทราบ รวมทั้งส่งให้กระทรวงคมนาคมด้วย
นายรังสรรค์ สมบูรณ์ ชาวประมงบางละมุง กล่าวว่า ไม่ว่าจะอย่างไรตน และชาวประมงในพื้นที่ยืนยันที่จะคัดค้านโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพทำประมงชายฝั่ง โดยที่ผ่านมา การพัฒนาท่าเรือในเฟส 1 และเฟส 2 ได้ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพให้หากินลำบากมากอยู่แล้ว โดยเฉพาะช่วงการก่อสร้างที่มีการถมทะเล ทำให้ฟาร์มหอยแมลงภู่ตายจำนวนมาก เกิดตะกอน และน้ำขุ่น
รวมทั้งทำให้ทิศทางการไหลของน้ำเปลี่ยน มีการพัดพาโคลนเลนมาทับถม จนหาดบางละมุงไม่สามารถลงเล่นน้ำได้ ขาดการเหลียวแล และได้รับการแก้ไข และหากจะมีการถมทะเลเพื่อขยายท่าเรือในระยะที่ 3 อีก พวกเราที่ประกอบอาชีพประมงชายฝั่งกว่า 30,000 คน จะต้องได้รับความเดือดร้อนจากโครงการดังกล่าว และไม่มีพื้นที่ประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัว เพราะในขณะนี้พื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นที่ทำกินผืนสุดท้ายแล้ว หากการท่าเรือนำไปพัฒนาอีกพวกเราก็ไม่มีทางไป
อย่างไรก็ตาม จะรอดูเวทีการจัดเสวนาในครั้งนี้ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร หากมีทางออกที่ดี หรือยังยืนยันที่จะดำเนินการตามแบบโดยไม่ฟังเสียงชาวบ้านก็พร้อมที่จะต่อสู้ต่อไป
ศูนย์ข่าวศรีราชา - ชาวบ้านเปิดใจรับท่าเรือเฟส 3 พร้อมเสนอเงื่อนไขต้องตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาระดับพื้นที่เพื่อร่วมออกแบบท่าเรือเฟส 3 หวังให้ท่าเรือแหลมฉบัง และชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
วันนี้ (15 มี.ค.) คณะอนุกรรมการพัฒนาชุมชนและสังคมรอบท่าเรือแหลมฉบัง ประชุมหารือประจำเดือน ครั้งที่ 2/2559 โดยมี นายสนธิ คชวัฒน์ ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาชุมชน และสังคมรอบท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมด้วยตัวแทนชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือ โดยในวันนี้มีวาระสำคัญในการพิจารณาร่วมกันคือ โครงการพัฒนาท่าเรือเฟส 3
นายสนธิ คชวัฒน์ ประธานในที่ประชุมฯ แจ้งให้ทราบว่า ขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายที่จะเร่งให้ก่อสร้างเพื่อขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 เพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ประกอบกับจำนวนตู้สินค้าเพิ่มขึ้นจำนวนมาก และท่าเทียบเรือเดิมทีมีอาจจะไม่เพียงพอในการรับรอง
ที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวได้มีการออกแบบ และเริ่มต้นที่จะทำการศึกษาเพื่อจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพไปแล้ว แต่เนื่องจากยังติดปัญหา โดยยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชนชนในพื้นที่ จึงยังไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้
ดังนั้น เพื่อให้โครงการเดินหน้าไปต่อได้ และประชาชนรอบท่าเรือสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ในที่ประชุมฯ จึงมีความเห็นร่วมกันให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาในพื้นที่ขึ้น ซึ่งประกอบด้วย ภาคประชาชนในพื้นที่ที่มีความรู้ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม อาจารย์มหาวิทยาลัย และ หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง
โดยมีหน้าที่ดังนี้ คือ 1.ร่วมออกแบบและกำหนดรูปแบบของท่าเรือ และมาตรการป้องกัน และลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการ
2.ให้ข้อเสนอแนะในการชดเชย และปรับปรุงคุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมรอบโครงการ
3.กำกับดูแล และให้ข้อเสนอแนะต่อการจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตลอดจนการศึกษาผลกระทบ รวมทั้งการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมทั้งช่วงการก่อสร้าง และเปิดดำเนินโครงการ
ด้าน นายรังสรรค์ สมบูรณ์ ชาวประมงบ้านละมุง เผยว่า จริงๆ แล้วตนเองไม่ได้จะคัดค้านความเจริญของประเทศ รวมถึงการพัฒนาท่าเรือเฟส 3 ที่ผ่านมา ตนมองว่าชาวบ้านไม่ได้รับความยุติธรรมในการเยียวยาหลังการก่อสร้างท่าเรือในเฟสที่ 1 และ 2 แต่ที่ผ่าน ในระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมา ทางท่าเรือแหลมฉบังได้เข้ามาดูแลชุมชนบ้างก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี
สำหรับโครงการพัฒนาท่าเรือเฟส 3 ซึ่งทราบว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะเร่งให้ดำเนินการ หากคัดค้านต่อไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ดังนั้น ระหว่างท่าเรือ และชาวบ้านเราควรที่จะถอยหลังคนละก้าว และเริ่มก้าวใหม่ไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้ประเทศมีการพัฒนา แต่ทั้งนี้ทางท่าเรือแหลมฉบังจะต้องมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา ซึ่งการตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาระดับพื้นที่เพื่อร่วมออกแบบท่าเรือนั้นถือว่าเป็นเรื่องทีดี แต่หากชาวบ้านยอมแล้ว และในระหว่างการก่อสร้าง หรือระหว่างการดำเนินโครงการหากท่าเรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงตนจะยอมติดคุกเพื่อคัดค้านโครงการให้ถึงที่สุด
อนึ่ง แนวทางการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ได้ถูกกำหนดไว้ 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ลงทุนเอง การขุดร่องน้ำใหม่เพิ่มอีก 1 ร่อง และขุดแอ่งจอดเรือสำหรับท่าเรือขั้นที่ 3 ให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม บริหารจัดการการขนส่ง และจราจรในพื้นที่ท่าเรือ การสร้างระบบจ่ายไฟฟ้าให้แก่เรือ ระบบบำบัดน้ำเสียในท่าเรือ และระบบจัดการของเสีย
ขณะที่ในส่วนที่ให้เอกชนเข้ามาลงทุน คือ รับสัมปทาน และบริหารท่าเรือ โดยภายหลังการก่อสร้างท่าเรือแล้วเสร็จก็จะเปิดให้เอกชนเข้าประมูลเพื่อรับสัมปทานบริหารท่าเรือ
ทั้งนี้ เอกชนที่ประมูลได้จะต้องดำเนินการก่อสร้างภายในท่าเรือต่อจนครบถ้วน สำหรับการดำเนินงานโครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดจ้างบริษัทวิศวกรที่ปรึกษา ทำการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และสิ่งแวดล้อม และออกแบบรายละเอียด คาดจะใช้เวลา 3 ปี ก็จะแล้วเสร็จ โดยมีมูลค่าลงทุนในโครงการประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท
ทลฉ.เฟส 3 ระอุมีทั้งเห็นด้วยและคัดค้านwww.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000084341
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่