เรื่องราวของเรา

สวัสดีครับ วันนี้ผมได้ตัดสินใจจะทำอะไรบางอย่าง ก่อนที่ผมจะทำมัน ผมมีเรื่องมาเล่าให้ฟังครับ ผมเป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง มาจากทางเหนือครับ เรื่องราวของผมเริ่มต้นเมื่อต้นปี 58 ตอนนั้นผมอายุ24ปี ตอนนั้นผมว่างงาน ผมจึงลงมาหางาน พอดีพี่ชายทำงานอยู่ จ.ปราจีน ครับจึงมาเริ่มต้นที่นี่ ซึ่งงานแรกของผม ก็คืองานโรงงานครับ
อยู่โรงงานแห่งหนึ่งในนิคม 304 ซึ่งที่นี่ทำให้ผมได้พบกับเธอครับ เธอชื่อฟ้า เธอเป็นพนักงานแผนก Qa ครับคอยตรวจสอบงานจากผม ความสัมพันธุ์เริ่มต้นจากตรงนี้ครับ ในตอนแรกเราก็แค่คนรู้จักกันเฉยๆ จนกระทั้งวันหนึ่ง ฟ้าให้เพื่อนมาขอเบอร์ผมครับ เราจึงได้เริ่มคุยกัน
เราคุยกันจนเริ่มสนิทกัน ผมจึงได้รู้ว่า เธออายุมากกว่าผม 7 ปี และ เธอเคยมีครอบครัวแล้วมีลูกชายคนนึง ซึ่งตอนนั้นผมก็ไม่ได้คิดไรมากครับ เพราะตอนนั้นแค่คุยกันเฉยๆ แต่พอคุยกันไปเรื่อยๆ ผมเริ่มหลงรักเธอครับ ผมจึงขอเธอเป็นแฟน ก่อนที่เธอจะตกลง เธอได้ถามผมว่า จะรับเธอได้หรอ แก่ก็แก่แถมมีลูกติด และอีกอย่างเธอก็เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวระยะสุดท้ายไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ จะรับได้เหรอที่ต้องมาดูแลคนป่วยอย่างเธอ (ฟ้าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวมาเก้าปีครับและตอนนั้นอยู่ในช่วงโรคสงบมาสามปี) ณ ตอนนั้นผมไม่ค่อยรู้จักโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวสักเท่าไหร่ จึงคิดว่ามันหายได้ ส่วนเรื่องลูกติดกับอายุมันไม่สำคัญสำหรับผมครับ ขอแค่เราเข้าใจกันก็พอ เราจึงตกลงเป็นแฟนกัน และได้ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันครับ การที่เราได้อยู่ด้วยกันทำให้เราได้รู้จักกันและกันมากขึ้นครับ และสิ่งแรกที่เธอขอผมคือขอให้ผมเลิกบุหรี่ ซึ่งผมก็ทำได้ครับทั้งๆที่ผมเคยลองเลิกเองมาหลายครั้ง เราอยู่ด้วยกันอย่างคู่รักปกติทั่วไป (ต่างนิดนึงตรงผมต้องพาเธอไปเจาะไขสันหลังทุกหกเดือนเพื่อตรวจเชื้อมะเร็ง) ครอบครัวของเรากำลังไปได้สวยครับ เรามีชีวิตอยู่เพื่อกันและกัน คอยดูแล คอยเข้าใจกัน เธอสอนผมให้ใช้ชีวิตเหมือนกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของเรา ซึ้งข้อนี้ผมก็เขาใจเธอดี เพราะเธอไม่รู้ว่าวันไหนโรคของเธอจะกลับมา เธอจึงทำเหมือนกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของเธอ จนกระทั้งต้นเดือนธันวา เธอเริ่มมีไข้ เป็นๆหายๆอยู่สักอาทิตย์นึง  เราสองคนคนคิดว่าคงเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา จนเธอเริ่มมีอาการหนักขึ้น เป็นไข้เวลาเดิมทุกวัน ตอนนั้นผมเริ่มกลัวครับกลัวที่จะเสียเธอไปผมพยามบอกให้เธอไปตรวจเลือด เเต่เธอก็จะบ่ายเบี่ยงทุกทีจนเราทะเลาะกัน ซึ่งนั่นแหละครับผมต้องยอมเธอ จนกระทั่งวันที่ 20 ธันวา เธอบอกว่าเธอเหนื่อยเธอไม่ไหวแล้ว ผมจึงพาเธอไปตรวจเลือดที่ รพ. (ตอนนั้นผมจึงถามเธอว่าทำไมไม่ยอมมาตรวจตั้งแต่แรก เธอบอกผมว่าเธอกลัวครับกลัวว่าเธอจะรับความจริงไม่ได้) และแล้วผลเลือดเธอก็ออกมา ผลออกมาแย่มากครับ และทาง รพ.ไม่สามารถทำอะไรได้ต้องส่งตัวไป รพ. ที่เธอเคยรักษา เพราะเลือดและเกล็ดเลือดที่จะให้เธอได้นั้นต้องผ่านการฉายรังสี
(เป็นผลพวงจากคีโมครับ) เราจึงได้ขอใบส่งตัวมาและจะเดินทางไปเอง เรากลับมาเก็บข้าวของแล้วรีบเดินทางไปขอนแก่น ตอนนั้นเรายังยังมีความหวังอยู่ เพราะผลตรวจไขสันหลังเมื่อเดือนตุลามันยังปกติอยู่ครับ พอถึงรพ.ขอนแก่น เราก็ต้องมานอนรอการยืนยันผลตรวจอีกสามคืน พอผลตรวจออกมาหมอเดินมาที่เตียงฟ้า และได้บอกว่าโรคมันกลับมาแล้ว พอได้ฟังแค่นั้นแหละครับ เราได้แต่กอดกันร้องไห้ วันที่เรากลัวที่สุด วันที่เราคิดว่ามันมาแล้วเราพร้อมที่จะเผชิญกับมันได้ เปล่าเลยครับพอมันมาถึงเราทำได้เพียงแค่กอดกันแล้วร้องไห้แค่นั้น หมอให้เราตัดสินใจว่าจะเข้าคีโมไหม แต่หมอบอกว่าไม่รับรองนะว่ามันจะได้ผล เพราะฟ้าเคยเช้าคีโมมาแล้ว หลายสูตร หมอจึงให้เรากลับบ้าน เพื่อตัดสินใจ และนัดอีกทีในวันที่2 มกรา ในตอนแรกฟ้าไม่ยอมเข้าคีโมครับ เธอบอกว่าเข้าไปเธอตายแน่ เธอรู้ตัวดี ( ซึ่งเธอคิดถูกครับ และนี่เป็นก็เป็นความผิดของผมที่กล่อมเธอให้เข้าคีโมเพราะคิดว่าเธอจะหาย) แต่ผมกับญาติๆของเธอกล่อมเธอจนยอมเข้าคีโม เมื่อถึงวันนัด เราก็มาและ รับยาคีโม ช่วงแรกๆ ที่รับยายังปกติครับ
แต่พอยาออกฤทธิ์ เริ่มมีอาการแทรกซ้อนเข้ามาครับ ฟ้ามีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดครับ และอีกอย่าง หมอบอกว่าไขสันหลังเธอไม่สร้างเม็ดเลือดขาวแล้ว อาการของเธอมีแต่ทรงกับทรุด
ถึงผมได้ยินอย่างนั้น ผมก็ยังมีความหวังอยู่ครับ
ผมคอยดูแลเธอมาอย่างทนุถนอม จนถึงคืนวันที่25 มกรา คืนนั้นเหมือนฟ้าจะรู้ตัวครับเธอบอกว่าเธอไมไหวแล้ว เธออยากกลับบ้าน เธอเรียกผมมากอดและบอกรักผม อย่างที่เธอเคยทำเสมอ
แต่ครั้งนี้ผมรู้สึกได้ครับว่ามันไม่เหมือนทุกๆครั้ง
ผมได้แต่ปลอบเธอครับ จนเช้าพ่อเธอก็มา  ผมได้คุยกับพ่อเรื่องพาฟ้ากลับบ้าน ซึ่งกว่าจะเดินเรื่องรอยา ก็เกือบเที่ยง พอเสร็จจึงได้เอาเอาเสื้อผ้ามาให้เธอเปลี่ยน ภาพที่ผมตรงหน้าคือภาพที่ฟ้ามองผมด้วยสายตาที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน มันคือสายตาที่เศร้าที่สุดที่ผมเคยเห็น สายตาที่ห่วงหา
สายตาที่ผมผมไม่สามารถอธิบายความรู้สึกได้
ผมได้แต่มองเธอขึ้นรถพยาบาลพร้อมกับพ่อเธอ
เนื่องจากผมต้องขับรถกลับไปเอง (นี่ก็เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอีกครั้งของผม) พอผมถึงบ้าน
ผมรู้สึกได้ถึงการสูญเสีย ผมเห็นญาติๆร้องไห้ แค่นั้นแหละครับ ผมรีบวิ่งขึ้นไปบนบ้านทั้งน้ำตา และภาพที่ผมเห็นคือภาพคนรักของผม คนที่ผมคอยดูแลตลอดยี่สิบกว่าวันในรพ. คนที่คอยอยู่เคียงข้างผมตลอด เหลือแต่ร่างกายที่ไม่สามารถตอบสนองอะไรได้อีกแล้ว ผมร้องไห้ครับ ร้องจนไม่รู้จะร้องยังไงอีกแล้ว ความรู้สึกตอนนั้นมันเหมือนจะตายให้ได้ครับ มันจะขาดใจ ตอนนี้ก็เกือบจะสองเดือนละครับ ผมก็ยังเหมือนเดิม ยังคิดถึงคนที่คอยดูแล คนที่คอยบอกรักทุกวัน คนที่คอยเคียงข้างกัน ความรู้สึกมันยังคงอยู่ แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วครับว่าผมควรจะทำยังไง ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟังแค่นี้แหละครับ อาจจะอ่านยากและดูแข็งๆไปหน่อยนะครับ ผมไม่เคยเขียนอะไรที่ยาวขนาดนี้
   สุดท้ายนี้แม้ฟ้าจะไม่ได้ยินแล้ว แต่ก็ยังอยากจะบอกฟ้าว่า เอ็มรักฟ้านะ รักเสมอและจะรักตลอดไป
และเราจะได้พบกันที่รัก
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่