ช่าย เราอยู่กันที่ดานัง ดานัง ดานังงงงง
ดานังเป็นเมืองท่าสำคัญของเวียดนามกลาง ที่นี่ได้รองรับการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ ดานังห่างจากฮานอยลงมาทางตอนใต้
764 กิโลเมตร และห่างจากโอจิมินท์ขึ้นมาทางตอนเหนือ 964 กิโลเมตร

เด่วจะพาไปดูกันก่อนว่า เราเดินทางกันมาที่นี่ยังงัย ม่ะ มาดูกัน
ณ สนามบินสุวรรณภูมิ เตรียมจะ Check In กันแล้ว

แต่ แต่ แต่... ก่อนจะเดินทางไปต่างประเทศ คนโซเชียลอย่างเราต้องไม่ลืม เช่าพ็อคเกต Wifi กันก่อนเลย
เราได้ใช้ของ Wifi Plus ไปดานัง 3 วัน ราคา 1,050 บาท ถือว่าไม่แพงเลยจริงๆ

ครั้งนี้เราเดินทางโดยสายการบิน Vietnam Airlines ไปกลับ ก็ประมาณ 9,000 กว่าบาท
พอผ่าน ตม. เข้ามาเราก็จะเดินไปที่เกตกัน ซึ่งสามารถดูระยะเวลาการเดินทางไปที่เกตได้ตามป้ายที่บอก
เราจะได้เผื่อเวลาไว้ช้อปปิ้งหรือเดินเล่น จะได้ไม่ตกเครื่องกันนะจ๊ะ ซึ่งเกตของเราคือ E2 ใช้เวลาเดินทาง 9-14 นาที สบายๆ ชิวๆ

ขอบอกเกร็ตเล็กๆน้อยๆ นิดนึง สำหรับคนที่จะเดินทางไปเวียดนาม โดยปกติแล้วเวียดนามจะใช้เงินสกุล VND (ดอง)
ในการใช้จ่ายต่างๆ แต่ก็มีบางที่ที่เขารับเงินดอลล่าสหรัฐ USD และเงินไทย ด้วย ดังนั้นเวลาไปเวียดนามก็แลกเงินไปทั้ง 3 สกุลนี้นะจ๊ะ
จะได้ท่องเที่ยวกันได้อย่างเพลินเพลินเลยจ้า

และแล้วก็ได้เวลาขึ้นเครื่อง มาดูกันดีกว่าว่า Vietnam Airlines มีอะไรน่าสนใจกันบ้าง ม่ะ ตามมาเลย
ขอต้อนรับสู่สายการบิน Vietnam Airlines จ้า

พอขึ้นมาไม่นาน เขาก็จะเสิร์ฟของว่างเป็นกล่องแบบนี้

ซึ่งข้างในก็จะเป็น แฮมเบอร์เกอร์ กับโยเกิร์ต และก็ยังมีน้ำเสิร์ฟให้ด้วย ของเราสั่งน้ำส้ม ก็พอกินได้นะ
แต่รสชาติมันจะจืดแบบฝืดคอไปหน่อย ไหนๆเขาให้มาล่ะ ก็กินซะหน่อย แต่ด้วยความที่เครื่องออกประมาณเที่ยงคืน
ซึ่งมันเป็นเวลานอนเลยไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ เลยเอาเวลาที่เหลือไปนอนเอาแรงดีกว่า 55

อยากจะเล่าความโก๊ะกังของเราที่เพิ่งเคยเดินทางไปดานังครั้งแรก เราก็ไม่รู้ว่าสนามบินเป็นยังงัย
เราออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิตอนตี 1.45 ไปถึงที่โน้นก็ประมาณตี 3.20 เราก็กะว่าจะนั่งรออยู่ในสนามบินจนกว่าจะเช้า
แล้วค่อยออกเดินทางเข้าเมือง แต่ด้วยที่สนามบินเขาเล็กมาก เจ้าหน้าที่ก็เลยให้เราออกไปรอข้างนอกอาคาร พอเราออกมาเขาก็ปิดไฟ
ปิดประตูล็อคเลยจ้า เราก็เฮ้ย!!! แล้วยังงัยละเนี่ย ก็ต้องมานั่งตากยุงรอเวลาข้างนอกซิค่ะ ทำอะไรไม่ได้ แต่ระหว่างนั้นเราก็เห็นคนเดินทางมาที่สนามบินตลอด แล้วก็เหมือนจะขึ้นไปที่ชั้นสองกันหมด เราก็นึกว่าเป็นพนักงาน เพื่อเตรียมตัวบิน หรือรับผู้โดยสารไฟล์ทต่อไป
แต่ๆๆๆ เราพึ่งมารู้ที่หลังตอนขาจะกลับออกจากสนามบินดานัง ว่า... ตรงชั้น 2 นะเป็นส่วนของขาออก ที่เปิดตลอด 24 ชม.
และมีบริการทุกอย่างครบครัน เราก็เอ่ออออ... เมื่อตอนขามาเราออกไปนั่งตากยุงข้างนอกมัยว่ะ มัยไม่ขึ้นมาชั้น 2 นั่งเย็นๆ สบายๆ 555

ยัง ยัง ยังไม่หมด... มีอีกเรื่อง เรื่อง Wifi เราเจอคนเวียดนามที่นี่ระหว่างรอรับกระเป๋า เราก็ถามเขาว่าเราจะเดินทางเข้าเมืองไปยังงัยดี
เราก็หยิบ Pocket Wifi ขึ้นมา เขาบอกว่า ยู ยู เอามาทำไม All of Vietnam Area, all wifi is free หา!!! ตกใจขั้นพีคสุด อารายนะ
ที่นี่ Wifi ฟรี ทั่วประเทศเลยหรอ อุ๊ แม่เจ้า... ไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน จากง่วงๆอยู่ตื่นเลย ความโง่บังเกิดตอนนี้เอง 555
มา มา ต่อกันเลยดีกว่า จุดหมายแรกของเราเลยก็คือ Dragon Bridge หรือ สะพานมังกร ไฟสัญลักษณ์ความสำเร็จแห่งใหม่ของเวียดนาม
ที่มีความยาว 666 เมตร ความกว้างเท่าถนน 6 เลนส์ เชื่อมต่อสองฟากฝั่งของแม่น้ำหาน (Han River) ประเทศเวียดนาม
ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวดานัง เป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นคืนประเทศ และเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

โดยได้เปิดใช้งานตั้งแต่ปี 2013 ด้วยสถาปัตยกรรมที่บวกกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานของเวียดนาม
เมื่อกว่าหนึ่งพันปีมาแล้ว โดยในทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน นักท่องเที่ยวดานัง จะได้เห็นการแสดงลมหายใจ
แห่งไฟ ตัวมังกรถูกประดับประดาด้วยหลอดไฟ LED กว่าพันหลอด ส่องสว่างสวยงามในยามค่ำคืน ชมการแสดงมังกรพ่นน้ำพ่นไฟ
ที่สวยงามอลังการ นอกจากนี้ยังสามารถล่องเรือเพื่อชมการแสดงได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งสะพานมังกรแห่งนี้จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว
ดานังที่สำคัญ และกลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเวียดนาม

CR:
http://www.banmuang.co.th/uploads/news/img/l/63455_th.jpg
CR:
http://tourism.danang.vn/wp-content/uploads/2016/01/Dragon-Bridge-03.jpg
หลังจากนั้น เราก็เดินทางไปสู่โฮไลต์ของเรา นั้นก็คือ Ba Na Hills โดยการเรียกแท็กซี่ ซึ่งจากข้อมูลที่ได้มาหลักๆ เลยก็คือระวังการโกง
โดยให้เลือกใช้บริการของ Vina sun กับ Mai Linh เท่านั้น โดยจะคิดจริงตามมิเตอร์ ส่วน Tien sa มิเตอร์ไม่โกงแต่ชอบพาแวะนั่นนี่
กินหัวคิว แต่โดยความเป็นจริงแล้ว แท็กซี่ที่โน้นมีหลายเจ้ามากกกก คล้ายๆ บ้านเรา เรื่องนี้ต้องเสี่ยงดวงกันค่ะ ว่าจะโดนโกงไหม
เราก็โดนมาแล้วแต่อย่าไปยอมนะค่ะ เพราะเขาทำอะไรเราไม่ได้ แค่เสียเวลานิดหน่อยเท่านั้นเอง ยังงัยถ้าใครจะไปเที่ยว
ก็ดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ

CR:
http://travelscams.org/wp-content/uploads/2015/07/vietnam-taxis.jpg
ไม่เอาล่ะ ผ่านเรื่องพวกนี้ไปเลยดีกว่า มาม่ะ มาดูนี่กันดีกว่าาาา
และตอนนี้เราก็มาถึงกันแล้ว Ba Na Hills ที่นี่เราจะพาทุกคนมาสัมผัสกับอากาศทั้งร้อน ฝน หนาว รวมอยู่ที่นี่ที่เดียวหมดเลย ข้างบนนี้นะ
บอกได้เลยว่าสวยมากกกกก โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติ เราสามารถมองเห็นวิวได้แบบ 360 องศากันเลยที่เดียว

ที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือครั้งนี้เราได้มาตามคำเชิญของโรงแรม Mercure BaNa Hills French Village โรงแรมสุดหรูที่อยู่ข้างบน
ฮั่นแน่...มีรถกอล์ฟมารับไปที่กระเช้าด้วย VIP สุดๆ เจ๋งป่ะล่ะ 55

CR:
https://1.bp.blogspot.com/-Pjd2iw7UvBY/V9Kq70AA2uI/AAAAAAABQvA/Tm_9SXVHNS0kqrn4AfU2FpfSlX1jVkuTQCLcB/s640/FRENCH%2BVILLAGE%2BBANA%2BHILLS%2BVIETNAM-9.jpg
ซึ่งหนทางเดียวที่จะขึ้นไปข้างบนได้เนี่ยก็คือการขึ้นกระเช้าไฟฟ้า หรือ Cable Car นั่นเอง ซึ่งโดยปกตินักท่องเที่ยวก็จะเยอะมาก
แต่เรา VIP ไม่ต้องต่อคิว เข้าช่องทางพิเศษเลยจ้า อิอิ

ค่าโดยสารขึ้นกระเช้าไฟฟ้า สำหรับบุคคลทั่วไป 600,000 VND/คน หรือราคา 960 บาท (เรท 0.00160 VND),
สำหรับเด็กเล็ก – เด็กโต ที่มีความสูง 1-1.3 เมตร 500,000 VND/คน (เทียบเงินบาท ก็ราวๆ 800 บาทต่อคน) ,
และสำหรับเด็กที่มีความสูงไม่เกิน 1 เมตร เข้าฟรีเลยจ้า

ซึ่งระหว่างทางที่จะขึ้นไปถึงยอดเขา Ba Na Hills นั้น เราว่าเขาวางแผนการใช้เส้นทางที่ดีนะ โดยวิวโดยรอบมองได้ 360 องศา
อย่างที่บอก แถมยังผ่านในจุดที่เป็นน้ำตก ทำให้เราได้ยินเสียงน้ำที่ตกกระทบหินลงไปสู่เบื้องล่าง แถมยังมีลมเบาๆ ผ่านเข้ามา
ในกระเช้าให้ได้รับความรู้สึกสดชื่นอีกด้วย แหม...มันดีจริงๆ
กระเช้าที่ Ba Na Hills แห่งนี้ได้ Guinness World Records สองอย่าง คือ กระเช้าที่ยาวที่สุด (5,042 m) โดยไม่หยุดแวะ
และกระเช้าที่สูงที่สุดที่ (1,291 m) โดยไม่หยุดแวะเช่นเดียวกัน

ซึ่งเส้นทางการเดินทางหลักๆ มีจุด Stop อยู่ 2 จุด

CR:
http://pic.pimg.tw/linyingju1980/1379840115-3431441328_l.jpg
ก็คือ จุดแรก เรียกว่า Funicular Station ซึ่งก็จะมีทั้ง Flower Garden, Statue of Shakyamuni Buddha, Wine Cellar เป็นต้น

CR:
https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/originals/04/bf/59/04bf595195b2c4fb56d2ec53b7d55a8f.jpg
แล้วก็ยังมีรถราง ให้เรานั่งขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ด้านบนอีกด้วย

และอีกจุดหนึ่งก็คือ โรงแรม Mercure BaNa Hills French Village ที่อยู่ด้านบนสุดของยอดเขานั่นเอง
ที่ Ba Na Hills หรือเทือกเขา Ba Na เขาบอกว่ามันเป็นที่ตากอากาศที่ดีที่สุดในเวียดนามกลางเลยก็ว่าได้ เพราะว่ามันสูงตั้ง 1400 กว่าเมตร อีกทั้งมันยังปกคลุมไปด้วยบรรยากาศรอบข้างที่เป็นทิวไม้ เป็นภูเขา มีเมฆมาบ้างประปราย ทำให้ตรงเนี่ยอากาศดีมากๆ พอสูดอากาศเข้าไปนะ โคตรฟินอ่ะ มิน่าล่ะมันถึงได้สมยานามว่าเป็นปอดแห่งดานังเลยอ่ะ
[CR][SR] เที่ยวให้ใจ ไปให้ทั่ว (Travel to the heart) EP.1 ฝรั่งเศสชัดๆ BaNa Hills French Village
ดานังเป็นเมืองท่าสำคัญของเวียดนามกลาง ที่นี่ได้รองรับการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ ดานังห่างจากฮานอยลงมาทางตอนใต้
764 กิโลเมตร และห่างจากโอจิมินท์ขึ้นมาทางตอนเหนือ 964 กิโลเมตร
เด่วจะพาไปดูกันก่อนว่า เราเดินทางกันมาที่นี่ยังงัย ม่ะ มาดูกัน
ณ สนามบินสุวรรณภูมิ เตรียมจะ Check In กันแล้ว
แต่ แต่ แต่... ก่อนจะเดินทางไปต่างประเทศ คนโซเชียลอย่างเราต้องไม่ลืม เช่าพ็อคเกต Wifi กันก่อนเลย
เราได้ใช้ของ Wifi Plus ไปดานัง 3 วัน ราคา 1,050 บาท ถือว่าไม่แพงเลยจริงๆ
ครั้งนี้เราเดินทางโดยสายการบิน Vietnam Airlines ไปกลับ ก็ประมาณ 9,000 กว่าบาท
พอผ่าน ตม. เข้ามาเราก็จะเดินไปที่เกตกัน ซึ่งสามารถดูระยะเวลาการเดินทางไปที่เกตได้ตามป้ายที่บอก
เราจะได้เผื่อเวลาไว้ช้อปปิ้งหรือเดินเล่น จะได้ไม่ตกเครื่องกันนะจ๊ะ ซึ่งเกตของเราคือ E2 ใช้เวลาเดินทาง 9-14 นาที สบายๆ ชิวๆ
ขอบอกเกร็ตเล็กๆน้อยๆ นิดนึง สำหรับคนที่จะเดินทางไปเวียดนาม โดยปกติแล้วเวียดนามจะใช้เงินสกุล VND (ดอง)
ในการใช้จ่ายต่างๆ แต่ก็มีบางที่ที่เขารับเงินดอลล่าสหรัฐ USD และเงินไทย ด้วย ดังนั้นเวลาไปเวียดนามก็แลกเงินไปทั้ง 3 สกุลนี้นะจ๊ะ
จะได้ท่องเที่ยวกันได้อย่างเพลินเพลินเลยจ้า
และแล้วก็ได้เวลาขึ้นเครื่อง มาดูกันดีกว่าว่า Vietnam Airlines มีอะไรน่าสนใจกันบ้าง ม่ะ ตามมาเลย
ขอต้อนรับสู่สายการบิน Vietnam Airlines จ้า
พอขึ้นมาไม่นาน เขาก็จะเสิร์ฟของว่างเป็นกล่องแบบนี้
ซึ่งข้างในก็จะเป็น แฮมเบอร์เกอร์ กับโยเกิร์ต และก็ยังมีน้ำเสิร์ฟให้ด้วย ของเราสั่งน้ำส้ม ก็พอกินได้นะ
แต่รสชาติมันจะจืดแบบฝืดคอไปหน่อย ไหนๆเขาให้มาล่ะ ก็กินซะหน่อย แต่ด้วยความที่เครื่องออกประมาณเที่ยงคืน
ซึ่งมันเป็นเวลานอนเลยไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ เลยเอาเวลาที่เหลือไปนอนเอาแรงดีกว่า 55
อยากจะเล่าความโก๊ะกังของเราที่เพิ่งเคยเดินทางไปดานังครั้งแรก เราก็ไม่รู้ว่าสนามบินเป็นยังงัย
เราออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิตอนตี 1.45 ไปถึงที่โน้นก็ประมาณตี 3.20 เราก็กะว่าจะนั่งรออยู่ในสนามบินจนกว่าจะเช้า
แล้วค่อยออกเดินทางเข้าเมือง แต่ด้วยที่สนามบินเขาเล็กมาก เจ้าหน้าที่ก็เลยให้เราออกไปรอข้างนอกอาคาร พอเราออกมาเขาก็ปิดไฟ
ปิดประตูล็อคเลยจ้า เราก็เฮ้ย!!! แล้วยังงัยละเนี่ย ก็ต้องมานั่งตากยุงรอเวลาข้างนอกซิค่ะ ทำอะไรไม่ได้ แต่ระหว่างนั้นเราก็เห็นคนเดินทางมาที่สนามบินตลอด แล้วก็เหมือนจะขึ้นไปที่ชั้นสองกันหมด เราก็นึกว่าเป็นพนักงาน เพื่อเตรียมตัวบิน หรือรับผู้โดยสารไฟล์ทต่อไป
แต่ๆๆๆ เราพึ่งมารู้ที่หลังตอนขาจะกลับออกจากสนามบินดานัง ว่า... ตรงชั้น 2 นะเป็นส่วนของขาออก ที่เปิดตลอด 24 ชม.
และมีบริการทุกอย่างครบครัน เราก็เอ่ออออ... เมื่อตอนขามาเราออกไปนั่งตากยุงข้างนอกมัยว่ะ มัยไม่ขึ้นมาชั้น 2 นั่งเย็นๆ สบายๆ 555
ยัง ยัง ยังไม่หมด... มีอีกเรื่อง เรื่อง Wifi เราเจอคนเวียดนามที่นี่ระหว่างรอรับกระเป๋า เราก็ถามเขาว่าเราจะเดินทางเข้าเมืองไปยังงัยดี
เราก็หยิบ Pocket Wifi ขึ้นมา เขาบอกว่า ยู ยู เอามาทำไม All of Vietnam Area, all wifi is free หา!!! ตกใจขั้นพีคสุด อารายนะ
ที่นี่ Wifi ฟรี ทั่วประเทศเลยหรอ อุ๊ แม่เจ้า... ไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน จากง่วงๆอยู่ตื่นเลย ความโง่บังเกิดตอนนี้เอง 555
มา มา ต่อกันเลยดีกว่า จุดหมายแรกของเราเลยก็คือ Dragon Bridge หรือ สะพานมังกร ไฟสัญลักษณ์ความสำเร็จแห่งใหม่ของเวียดนาม
ที่มีความยาว 666 เมตร ความกว้างเท่าถนน 6 เลนส์ เชื่อมต่อสองฟากฝั่งของแม่น้ำหาน (Han River) ประเทศเวียดนาม
ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวดานัง เป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นคืนประเทศ และเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ
โดยได้เปิดใช้งานตั้งแต่ปี 2013 ด้วยสถาปัตยกรรมที่บวกกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานของเวียดนาม
เมื่อกว่าหนึ่งพันปีมาแล้ว โดยในทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน นักท่องเที่ยวดานัง จะได้เห็นการแสดงลมหายใจ
แห่งไฟ ตัวมังกรถูกประดับประดาด้วยหลอดไฟ LED กว่าพันหลอด ส่องสว่างสวยงามในยามค่ำคืน ชมการแสดงมังกรพ่นน้ำพ่นไฟ
ที่สวยงามอลังการ นอกจากนี้ยังสามารถล่องเรือเพื่อชมการแสดงได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งสะพานมังกรแห่งนี้จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว
ดานังที่สำคัญ และกลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเวียดนาม
CR: http://www.banmuang.co.th/uploads/news/img/l/63455_th.jpg
CR: http://tourism.danang.vn/wp-content/uploads/2016/01/Dragon-Bridge-03.jpg
หลังจากนั้น เราก็เดินทางไปสู่โฮไลต์ของเรา นั้นก็คือ Ba Na Hills โดยการเรียกแท็กซี่ ซึ่งจากข้อมูลที่ได้มาหลักๆ เลยก็คือระวังการโกง
โดยให้เลือกใช้บริการของ Vina sun กับ Mai Linh เท่านั้น โดยจะคิดจริงตามมิเตอร์ ส่วน Tien sa มิเตอร์ไม่โกงแต่ชอบพาแวะนั่นนี่
กินหัวคิว แต่โดยความเป็นจริงแล้ว แท็กซี่ที่โน้นมีหลายเจ้ามากกกก คล้ายๆ บ้านเรา เรื่องนี้ต้องเสี่ยงดวงกันค่ะ ว่าจะโดนโกงไหม
เราก็โดนมาแล้วแต่อย่าไปยอมนะค่ะ เพราะเขาทำอะไรเราไม่ได้ แค่เสียเวลานิดหน่อยเท่านั้นเอง ยังงัยถ้าใครจะไปเที่ยว
ก็ดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ
CR: http://travelscams.org/wp-content/uploads/2015/07/vietnam-taxis.jpg
ไม่เอาล่ะ ผ่านเรื่องพวกนี้ไปเลยดีกว่า มาม่ะ มาดูนี่กันดีกว่าาาา
และตอนนี้เราก็มาถึงกันแล้ว Ba Na Hills ที่นี่เราจะพาทุกคนมาสัมผัสกับอากาศทั้งร้อน ฝน หนาว รวมอยู่ที่นี่ที่เดียวหมดเลย ข้างบนนี้นะ
บอกได้เลยว่าสวยมากกกกก โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติ เราสามารถมองเห็นวิวได้แบบ 360 องศากันเลยที่เดียว
ที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือครั้งนี้เราได้มาตามคำเชิญของโรงแรม Mercure BaNa Hills French Village โรงแรมสุดหรูที่อยู่ข้างบน
ฮั่นแน่...มีรถกอล์ฟมารับไปที่กระเช้าด้วย VIP สุดๆ เจ๋งป่ะล่ะ 55
CR: https://1.bp.blogspot.com/-Pjd2iw7UvBY/V9Kq70AA2uI/AAAAAAABQvA/Tm_9SXVHNS0kqrn4AfU2FpfSlX1jVkuTQCLcB/s640/FRENCH%2BVILLAGE%2BBANA%2BHILLS%2BVIETNAM-9.jpg
ซึ่งหนทางเดียวที่จะขึ้นไปข้างบนได้เนี่ยก็คือการขึ้นกระเช้าไฟฟ้า หรือ Cable Car นั่นเอง ซึ่งโดยปกตินักท่องเที่ยวก็จะเยอะมาก
แต่เรา VIP ไม่ต้องต่อคิว เข้าช่องทางพิเศษเลยจ้า อิอิ
ค่าโดยสารขึ้นกระเช้าไฟฟ้า สำหรับบุคคลทั่วไป 600,000 VND/คน หรือราคา 960 บาท (เรท 0.00160 VND),
สำหรับเด็กเล็ก – เด็กโต ที่มีความสูง 1-1.3 เมตร 500,000 VND/คน (เทียบเงินบาท ก็ราวๆ 800 บาทต่อคน) ,
และสำหรับเด็กที่มีความสูงไม่เกิน 1 เมตร เข้าฟรีเลยจ้า
ซึ่งระหว่างทางที่จะขึ้นไปถึงยอดเขา Ba Na Hills นั้น เราว่าเขาวางแผนการใช้เส้นทางที่ดีนะ โดยวิวโดยรอบมองได้ 360 องศา
อย่างที่บอก แถมยังผ่านในจุดที่เป็นน้ำตก ทำให้เราได้ยินเสียงน้ำที่ตกกระทบหินลงไปสู่เบื้องล่าง แถมยังมีลมเบาๆ ผ่านเข้ามา
ในกระเช้าให้ได้รับความรู้สึกสดชื่นอีกด้วย แหม...มันดีจริงๆ
กระเช้าที่ Ba Na Hills แห่งนี้ได้ Guinness World Records สองอย่าง คือ กระเช้าที่ยาวที่สุด (5,042 m) โดยไม่หยุดแวะ
และกระเช้าที่สูงที่สุดที่ (1,291 m) โดยไม่หยุดแวะเช่นเดียวกัน
ซึ่งเส้นทางการเดินทางหลักๆ มีจุด Stop อยู่ 2 จุด
CR: http://pic.pimg.tw/linyingju1980/1379840115-3431441328_l.jpg
ก็คือ จุดแรก เรียกว่า Funicular Station ซึ่งก็จะมีทั้ง Flower Garden, Statue of Shakyamuni Buddha, Wine Cellar เป็นต้น
CR: https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/originals/04/bf/59/04bf595195b2c4fb56d2ec53b7d55a8f.jpg
แล้วก็ยังมีรถราง ให้เรานั่งขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ด้านบนอีกด้วย
และอีกจุดหนึ่งก็คือ โรงแรม Mercure BaNa Hills French Village ที่อยู่ด้านบนสุดของยอดเขานั่นเอง
ที่ Ba Na Hills หรือเทือกเขา Ba Na เขาบอกว่ามันเป็นที่ตากอากาศที่ดีที่สุดในเวียดนามกลางเลยก็ว่าได้ เพราะว่ามันสูงตั้ง 1400 กว่าเมตร อีกทั้งมันยังปกคลุมไปด้วยบรรยากาศรอบข้างที่เป็นทิวไม้ เป็นภูเขา มีเมฆมาบ้างประปราย ทำให้ตรงเนี่ยอากาศดีมากๆ พอสูดอากาศเข้าไปนะ โคตรฟินอ่ะ มิน่าล่ะมันถึงได้สมยานามว่าเป็นปอดแห่งดานังเลยอ่ะ
**SR - Sponsored Review : ผู้เขียนรีวิวนี้ไม่ได้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง แต่มีผู้สนับสนุนสินค้าหรือบริการนี้ให้แก่ผู้เขียนรีวิว โดยที่ผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนอื่นใดในการเขียนรีวิว
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น