(ยังไม่มีชื่อเรื่องเลย) แต่ที่ตั้งกระทู้นี้คือ มันอาจจะเป็นนิยายไปก็ได้ละมั้งนะ...

หลังจากผมตั้งคำถามกับพี่ยุทธ เขาก็จอดรถทันทีกลางถนนที่มีรถวิ่งตามหลังมากันเป็นขบวนถึงกับหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง
"..."
เขาเงียบ และจ้องหน้าผมเหมือนจะมีอะไรจะพูด แต่ก็พูดไม่ได้ เพียงแค่อึดใจเดียวไม่นานหลังเสียงแตรหยุดดังก็มีเสียงทุบกระจกรถตามมา
"นี่คุณ... จอดทำบ้าอะไรวะ รถติดเว้ย ค...ย"
ชายคนหนึ่งโวยวาย พี่ยุทธเลื่อนกระจกลง แล้วหันไปยิ้มพร้อมพูดด้วยเสียงอันเย็นชาของเขา
"ขอโทษที่ทำให้ไม่สะดวกนะครับ. พอดีรถเกิดขัดข้องก็อย่างที่เห็นครับ."
ชายคนนั้นมองหน้าพี่ยุทธแบบนิ่งๆ ในท่าทีที่ไม่พึงพอใจนัก แล้วก็เดินกลับไป
"คือว่านะน้องไม้. พี่คิดว่าพี่จะส่งน้องถึงห้องพักด้วยสวัสดิภาพ. ส่วนไอ้เรื่องที่พี่จะตั้งใจไปรับหรือไม่นั่นก็อีกเหตุผลหนึ่งนะ. เอาเป็นว่าพี่ไปส่ง."
เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาทำเอาผมแทบขนลุกไปทั้งตัว
"..."
ผมหยุดคิดสักพักก่อนจะเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวตั้งแต่ระหว่างการเดินทางด้วยรถทัวร์ ซึ่งขณะที่รถแล่นบนท้องถนนบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผมติดต่อไปหาคุณแม่แต่รู้สึกผิดแปลกกับคำพูดของท่าน
"เดินทางดีๆ นะลูก หากเจอคนไม่ไว้ใจก็ควรอยู่ห่างๆ ไว้นะ แม่อยู่บ้านกับพ่อคงไม่เป็นอะไรมากหรอก พวกเราดูแลกันได้ ไม้ไม่ต้องเป็นห่วงนะ"
คำพูดของแม่ฟังดูเหมือนกำลังกังวลเรื่องอะไรซักอย่าง และเมื่อผมย้อนเรื่องราวเรื่อยๆ ก็สังเกตว่า ก่อนเข้าเมืองมานี้บริเวณอนุเสาวรีย์ฯ มีการตั้งป้อมป้องกัน พร้อมแค้มป์กักกันโรคทั่วทั้งบริเวณเขตนั้น เมื่อถึงหมอชิตเราได้สังเกตเห็นทหารคอยสาดส่องอยู่ใกล้ และไอ้พี่ยุทธ !? พี่กำลังรอใครบางคนจริงๆ ด้วยช่วงที่ผู้โดยสารทยอยลงจากรถ (ไม้เป็นคนชอบลงรถคนสุดท้าย เพราะไม่ชอบการเบียดเสียดกับคนอื่น จึงได้นั่งมองสังเกตสถานการณ์ข้างนอกรถได้)
หลังจากที่ไม้ลงจากรถ พี่ยุทธหรี่เดินมาหาไม้ทันควันพร้อมคว้ากระเป๋าที่ไม้ถืออยู่ จนถึงเหตุการณ์ล่าสุด ที่ผมกำลังอึดอัดใจนั่งอยู่บนรถสปอร์ตราคาแสนจะแพงคันนี้ของพี่ยุทธ
"เท่าที่ผมนึกออกได้ว่า ตอนนี้กำลังจะเกิดเหตุร้ายใช่มั้ย ตั้งแต่ที่แม่ผมคุยกับคนบนรถบัสแถวประจวบ โดยที่ผมยังไม่ได้คิดถึงรายละเอียดนั้น"
ผมหันไปมองกระจกส่องหลังรถ
"ตั้งแต่ที่เราออกจากหมอชิตแล้ว ผมก็เห็นว่าไอ้รถเก๋งคันสีดำที่ตามเรามาสักพักใหญ่ๆ"
ผมหันมองใต้เบาะคนขับ ทำให้พี่ยุทธตกใจเล็กน้อย
"พร้อมกับใต้เบาะรถของพี่ยุทธก็มีกลินดินปืนแทรกออกมานิดหน่อย อาจจะมีอาวุธปืน หรือไม่ก็ระเบิดแฝงอยู่แน่ๆ"
พี่ยุทธหันมามองผมในสายตาที่ตกตำลึง เอ้ย ตะลึง
"และผมก็เห็นคราบเลือดเล็กน้อยที่ติดอยู่เบาะหลังในตะเข็บเย็บเชื่อมระหว่าผ้าหนังสองผืน พร้อมกับกลิ่น..."
ผมทำจมูกฟุตฟิตๆ เหมินสุนัขล่าเนื้อ
"กลิ่นแบบว่า ฉุนๆ คาวๆ อาจจะเป็นกลิ่นของเลือด หรือมีซากศพอยู่ท้ายรถ พร้อมกับมีเสียงครวญคลางแปลกๆ อยู่ด้วย"
ผมหันหน้าหาพี่ยุทธ พร้อมทำหน้ายิ้มแป้นแล้น
"แหะๆ ผมล้อเล่นครับ แค่พูดไปงั้นๆ ไม่ได้นึกอะไรเลย"
'เจ้าเด็กคนนี้. ช่างน่ากลัวเหลือเกิน.'
เขาจ้องมองหน้าผมขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วร้อยกว่ากิโลเมตรต่อชั่วโมง
"น้องไม้พูดเล่นแบบนี้. พี่ตกใจหมด."
"พี่ยุทธคิดว่าผมพูดเล่นสินะ"
ผมหยิบปืนกระบอกเล็กๆ ที่ผมแอบฉีกผ้าหนังที่ติดกับคอนโซลหน้ารถ ออกมาให้พี่ยุทธ ก่อนที่ผมจะปลดเซฟที่และหันปืนหาเขา
"ใจเย็นๆ นะน้องไม้. ค่อยๆ อธิบายกัน."
"ถ้าเป็นไปได้ช่วยบอกว่าพ่อแม่ของผมยังปลอดภัยอยู่จะดีมาก"
เขาเริ่มมีเหงื่อเยิ้มจากขมับไหลลงมายังต้นคอ
"พ่อแม่ของน้องไม้. และคนอื่นๆ ที่อยู่ระแวกนั้นตกอยู่ในความอันตรายทั้งหมด. แต่โชคดีที่น้องไม้มากรุงเทพฯ ซักก่อน."
"พี่ทำอะไรกับพ่อแม่ผม"
ผมเริ่มกังวลในสภาพ ณ สถานการณ์แบบนี้ของพ่อและแม่
"หลังจากที่น้ำท่วมลดลง. ชาวบ้านในแถบนั้นหลายครัวเรือนเริ่มมีอาการแปลกๆ. แรกๆ ก็เริ่มจากอาการกลัวน้ำ. คล้ายๆ กับอาการโรคพิษสุนัขบ้า."
"พูดจาเหลวไหลนะพี่ยุทธ ผมว่าพี่คงประสาท หรือไม่ก็ไม่เต็ม"
"พี่ไม่ได้พูดเล่นนะ."
สีหน้าของเขาเปลี่ยนอย่างกะทันหัน
"ทันทีที่พี่กลับมาถึงกรุงเทพฯ ลูกพี่ลูกน้องของพี่ที่ลงไปช่วยพยูงเรือคนนั้นก็เกิดอาการแปลกๆ. เริ่มแรกก็ทั้งไอ จาม และกลัวน้ำ. ลูกตาขาวที่ปกติบางคนจะออกเหลืองๆ แต่เขากลับเป็นฟ้อเลือด. ที่สำคัญเขากลายเป็นคนที่ก้าวร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ. จนวันก่อนเขาจะทำร้านพี่."
จู่ๆ น้ำตาของเขาก็ไหลพรากลงมาเหมือนน้ำตกก็ไม่ปาน
"แล้วพี่ก็ฆ่าเขา โดยจะบอกว่าพี่ป้องกันตัว ใช่มั้ย"
เขามองหน้าผม ก่อนจะเลี้ยวรถเข้าซอยแคบๆ ที่ไม่มีรถสัญจร
"ลงมาดูสภาพของเขาสิ."
พี่ยุทธลงจากรถพร้อมกับเปิดฝากระโปรงรถออก
0o0!!!
[ติดตามตอนต่อไป]
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่