[CR] โตแล้วคุยอะไรก็ได้ : Hidden Figures ทีมเงาอัจฉริยะ

The Unsung Heroes

ในช่วงที่ประเทศอเมริกากำลังประสบปัญหากับผู้นำที่ชอบดูถูกสตรีเพศ และเหยียดผิวอย่างรุนแรง
จะมีภาพยนตร์อะไรที่ดีไปกว่าเรื่องราวที่ยกย่อง "ความเป็นวีรสตรี" และ "คนผิวสี" มันซะตรง ๆ ไปเลย


Hidden Figures หรือ ทีมเงาอัจฉริยะ ภาพยนตร์ที่เข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมออสการ์ กล่าวถึง 3 สาวผิวสี Katherine Johnson (Taraji P. Henson) Mary Jackson (Janelle Monáe) และ Dorothy Vaughan (Octavia Spencer) พนักงานประจำขององค์กรนาซ่า ช่วงยุคสมัยปี 1961 ซึ่งเป็นช่วงที่ความรุนแรง และความเกลียดชังที่อเมริกันชนผิวขาวมีต่อชนชาวผิวสียังคุกรุ่น รวมถึงการเหยียดเพศต่อสตรียังคงหนักหนาสาหัส โดยที่พวกเธอทั้ง 3 มีคุณสมบัติที่น่ารังเกียจต่อผู้อื่นอย่างครบถ้วน


ภาพยนตร์เรื่องนี้มีวัตถุดิบที่ดีที่สามารถเล่าความเป็นดราม่าหนัก ๆ ผ่านความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1961 ได้ แต่คนเล่าเลือกที่จะไม่เสนอเช่นนั้น กลับเลือกที่จะเล่าในมุมมองที่เป็นแสงสว่าง อบอุ่น และให้ความหวังกับผู้คนแทน

ต้องบอกว่าเซอไพรซ์ผมพอสมควรเลยครับ ตัวหนังมันเต็มไปด้วยพลังบวก มุมมองด้านดี และดูเหมือนหนังอยากให้แรงบันดาลใจให้ผู้ชมมากกว่าจะไปขยี้ความขัดแย้งให้มันหยั่งรากลึกลงไปมากกว่าเดิม

แม้จะไม่เหมือนที่คาดไว้ แต่คุณงามความดีที่ได้ไม่ต่างกันครับ


ตัวหนังดำเนินเรื่องผ่านตัวละครหญิง 3 คน คนแรก Katherine Johnson สาวมหัศจรรย์ที่มีทักษะด้านคณิตศาสตร์ชั้นยอด เป็นส่วนสำคัญในการคำนวณมิติต่าง ๆ ที่ใช้ในการปล่อยจรวด คนต่อมา Mary Jackson สาวอีกคนที่มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่จะเป็นนักศึกษาวิศวกรรมหญิงผิวสีของแรกของรัฐ เวส เวอร์จิเนียร์ และสุดท้าย Dorothy Vaughan หญิงสาวผู้มีความสามารถในการโค้ดโปรแกรมสำหรับคอมพิวเตอร์ที่ล้ำสมัยมากในขณะนั้น

แม้ทั้งสามดูเหมือนจะมีความฝัน และเป้าหมายต่างกัน แต่สิ่งที่เธอต้องพบเจอในทุกวันนั้นเหมือนกัน นั่นคือการเหยียดผิว และเหยียดเพศที่ทำให้พวกเธอต้องพบเจอกับความยากลำบาก ตัวเรื่องพาเราไปดูว่า พวกเธอมีชีวิตกันแบบไหน สังคมคนผิวสีในพื้นที่ของคนผิวขาวเป็นอย่างไร อยู่กันยังไงในสภาพแวดล้อมที่สิทธิของคนผิวสีมีจำกัดจำเขี่ย และเมื่อต้องทำงานในที่ที่มีแต่คนผิวขาว ความโหดร้ายที่เธอต้องทนรับมันไว้เป็นเช่นไร


สิ่งที่ผมชอบในเรื่องนี้คือตัวละครแต่ละตัวมีความเป็น "คน" สูงมาก 3 ตัวละครหญิงนั้นโดดเด่นมาก พวกเธอทั้งเจียมเนื้อเจียมตัว และรู้จุดยืนของตัวเองเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันพวกเธอก็มีความทะเยอทะยานที่ไปสู่เป้าหมาย ตัวละครอื่น ๆ ก็ดูมีชีวิตจิตใจมาก เช่นตัวละครผู้อำนวยการ ใจนึงก็รังเกียจ ใจนึงกลับอยากได้ความสามารถของพวกเธอมาช่วยให้งานสำเร็จ หรือเหล่าวิศวกรที่มั่นใจในศักยภาพตัวเอง กลับอีกมุมนึงก็กลัวจะแพ้รัสเซียในการพัฒนาจรวด

ถัดมาคือ หนังไม่พยายามยัดเยียดความเป็น Feminist มากจนเกินไป มีภาพยนตร์หลายเรื่องที่ชูประเด็นข้อนี้เป็นจุดขาย ซึ่ผลลัพธ์ที่ได้คือผมรู้สึกเอียน และขัดขืนใจมาก เรื่องนี้มันมีบางโมเมนต์ที่เกือบ ๆ อยู่บ้าง แต่หากพิจารณาองค์รวม จะรู้ว่าพวกเธอไม่ใช่ "คนที่ทดแทนไม่ได้" หรือ "วีรสตรี" มากขนาดนั้น เราทราบว่าพวกเธอเป็นคนสำคัญ แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง ตัวหนังยังคงถ่ายน้ำหนักไปที่ส่วนอื่น ๆ ให้มีความสำคัญในรูปแบบลดหลั่นกันตามฟันเฟืองของระบบทีมโดยทั่วไป

ด้วยความที่ผมเกิดและโตที่ไทย คงยากที่จะมีความรู้ความเข้าใจในความขัดแย้งของคนผิวขาวต่อผู้คนผิวสี เรื่องนี้จึงเป็นตำราประวัติศาสตร์ที่บันเทิง ไม่น่าเบื่อ ในการจำลองสังคม และวัฒนธรรมของอเมริกันยุค 60'-70' สิ่งที่ดีงามคือผกก.เล่าเรื่องราวความขัดแย้งได้ดี ขณะเดียวกันมันก็มีชั้นเชิงพอที่จะไม่กดดันเราให้เครียดมากจนเกินไป เราจะเห็นโมเมนต์ที่ชนผิวขาวดูแคลนเหล่าคนผิวสี อีกด้านหนึ่งก็เล่าถึงความสวยงามของสังคมผิวสีที่อบอุ่น และสวยงามไปพร้อม ๆ กัน และหนังช่วยย้ำเราเสมอว่า เรากับเขาต่างกันแต่สีผิว หาใช่คุณค่าความเป็นมนุษย์

มาที่งาน Production Design ไม่ว่าจะเป็นแง่ของอุปกรณ์ประกอบฉาก เครื่องไม้เครื่องมือ รวมถึงงานคอสตูมที่เก็บรายละเอียดได้ดี ไม่ว่าจะเป็นฝั่งหนุ่ม ๆ ที่มีกลิ่นยุค 60 (ผมชอบหนุ่ม ๆ ที่ใส่กางเกงแสลคตัวใหญ่ ๆ เอวสูง ๆ  มันโบร๊าณ โบราณ) ด้านสาว ๆ ยิ่งแซ่บ สีชุดที่จัดเต็ม ทรงผมที่ดูเข้ากับธีมย้อนยุคสุด ๆ ไม่มีอะไรที่คุณจะผิดหวังเลยครับสำหรับการออกแบบงานสร้างนี้

ท้ายสุดส่วนตัวเล็ก ๆ ด้วยความที่ประกอบอาชีพวิศวกรเหมือนเหล่าตัวเอกในเรื่อง ก็ตื่นเต้นดีครับ ที่ได้รู้ว่าวิศวกรของนาซ่าในอดีตมีรูปแบบการทำงานเป็นแบบไหน


ด้านสิ่งที่ไม่ชอบบ้าง จะมีติบ้างเล็กน้อย อย่างแรกคือผมรู้สึกว่าการตัดต่อ ลำดับเรื่องมันแปลกมาก มันสะเปะสะปะ เล่าโดดไปมามั่วพอสมควร มีหลายซีนที่ผมต้องทบทวนตัวเองว่าก่อนหน้านี้เราดูซีนอะไรอยู่ แล้วซีนนี้มันต่อเนื่องกับซีนก่อนหน้ายังไง หลายครั้งที่อารมณ์ผมเหวี่ยงมั่วตามเรื่องไปเลย บางซีนบิ้วมาหนักมาก แต่ซีนต่อมาหักฟ๊วบบ ไปเรื่องอื่นซะอย่างนั้น

ต่อมาที่ขัดใจคือซีนที่บิ้วให้ตื่นเต้น หรือซีนแสดงอารมณ์ ผมรู้สึกไม่ถึง ไม่อินเลยสักฉาก ฉากให้ลุ้นก็ไม่รู้สึกลุ้น ฉากที่ให้กลัวก็ไม่รู้สึกกลัว Conflict ในเรื่องเบาบางมาก (หรือเพราะผมดูหนังหนัก ๆ มามากจนคิดว่ามันต้องยากขนาดนั้นทุกเรื่องก็ไม่รู้) ส่วนซีนอารมณ์ที่เหมือนจะดี กลับตัดเร็วเกินไปอีก ยังไม่ทันจะซึมซับอารมณ์อะไรก็ตัดอีกแล้ว เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากเล่าเรื่องไม่ดีในข้อแรก


เรื่องราวของ Hidden Figures แม้จะดูเป็นเรื่องราวหนัก ๆ ที่สอดแทรกวิชาการของทางวิศวกรรมอวกาศ แต่ตัวคนเล่าเรื่องสามารถหาทางเล่าให้สนุกไม่น่าเบื่อได้ มันมีซีนตึงเครียดที่ผสานไปกับอารมณ์ขันที่แทรกอยู่ตลอดเรื่องได้ดี ไหนจะเก็บรายละเอียดของนาซ่าในมุมมองที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนได้น่าสนใจมาก ภาพรวมของมันจึงเป็นหนังที่ดูง่าย ง่ายขนาดที่พ่อแม่สามารถคุณลูกเล็ก ๆ ไปดูได้สบาย ๆ (มีบางซีนที่เหมือนมุกตลกของ GTH มาก) แม้อาจจะผิดกับจริตผมไปบ้าง (ที่อยากดูเรื่องราวหนัก ๆ) แต่มุมมองนี้ที่ผกก.อยากเล่า สำหรับผมก็ยังให้ผ่านครับ

ดังนั้นสำหรับคนที่ชอบหนังอัตชีวประวัติของบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์, สนใจเรื่องราวการเหยียดผิว เหยียดเพศในอดีต, เรื่องราวเบื้องลึกที่ไม่ค่อยเปิดเผยขององค์กรนาซ่า รวมทั้งหนังที่สร้างแรงบันดาลใจ และพลังบวกให้กับผู้ชม เรื่องนี้ไม่ควรพลาดครับ

ฝากเพจสำหรับพูดคุย ไม่ว่าจะเป็นสังคม ความรู้ และความบันเทิงทั่วไป
อยากได้กำลังใจ และคำติชมจากทุกคนนะครับ
เพจ : โตแล้วคุยอะไรก็ได้
https://www.facebook.com/TalksWithKaowPong/

เม่าดี๊ด๊าเม่าดี๊ด๊าเม่าดี๊ด๊าเม่าดี๊ด๊าเม่าดี๊ด๊าเม่าดี๊ด๊าเม่าดี๊ด๊า
ชื่อสินค้า:   Hidden Figures
คะแนน:     
**CR - Consumer Review : ผู้เขียนรีวิวนี้เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง ไม่มีผู้สนับสนุนให้สินค้าหรือบริการฟรี และผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนในการเขียนรีวิว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่