ข่าวสารนิเทศ : กรณีข่าวเครือข่ายผู้นำองค์กรพุทธแสดงความห่วงกังวลกรณีวัดพระธรรมกายในการประชุมสมาคมชาวยุวพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ครั้งที่ ๗๘ ที่กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ฉบับที่ 1
ตามที่ปรากฏข่าวว่า ผู้นำองค์กรพุทธและเครือข่ายผู้นำองค์กรพุทธในประเทศต่าง ๆ ที่มาร่วมประชุมสมาคมชาวยุวพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ครั้งที่ ๗๘ ที่กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกการใช้มาตรา ๔๔ ต่อวัดพระธรรมกาย งดการควบคุมสื่อ และให้ปฏิบัติต่อพระภิกษุด้วยความเคารพ นั้น
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ได้ตรวจสอบแล้วได้รับทราบว่า สมาคมชาวยุวพุทธศาสนิกชนทั่วโลกกำลังร่วมการประชุมครั้งที่ ๗๘ ณ วัดฮงปอบ จังหวัดปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี จัดขึ้นโดยมูลนิธิ Paramita Foundation ของสาธารณรัฐเกาหลี ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นไม่พบว่ามีการหยิบยกประเด็นของวัดพระธรรมกายในการประชุมดังกล่าว ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล จะได้ติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
อนึ่ง ตามที่ในห้วงที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีองค์กรพุทธและเครือข่ายชาวพุทธในต่างประเทศได้มายื่นหนังสือแสดงความห่วงกังวลและเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้มาตรา ๔๔ ต่อวัดพระธรรมกาย นั้น กระทรวงการต่างประเทศได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยในต่างประเทศทั่วโลกชี้แจงทำความเข้าใจในกรณีดังกล่าวกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตามแนวทาง ดังนี้
๑. การออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๕/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ เรื่อง มาตรการให้อำนาจกำหนดพื้นที่ควบคุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย มีผลบังคับใช้บริเวณวัดพระธรรมกายตลอดจนพื้นที่โดยรอบวัดพระธรรมกาย นั้น ได้ผ่านการพิจาณาอย่างรอบคอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎว่า มีบุคคลบางคนหรือบางกลุ่มซึ่งมีข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดและถูกออกหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ตลอดจนปรากฏในห้วงก่อนหน้านี้ว่า ความพยายามในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ถูกขัดขวางโดยมวลชนผู้สนับสนุนของวัดพระธรรมกาย ทั้งนี้ มูลเหตุของสถานการณ์นี้เป็นเรื่องของการละเมิดต่อกฎหมายบ้านเมืองเป็นสำคัญ
๒. คำสั่งดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ให้มีมาตรการที่เหมาะสมในการควบคุมพื้นที่ในบางพื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายสามารถบูรณาการการปฏิบัติในการเข้าตรวจค้นและนำตัวบุคคลตามหมายจับดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รวมทั้งปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่อยู่ในพื้นที่ ทั้งนี้ มาตรการนี้เป็นมาตรการชั่วคราวและจะบังคับใช้เท่าที่จำเป็นต่อสถานการณ์
๓. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง รอบคอบและรัดกุม ตามขั้นตอนของกฎหมายและสอดคล้องกับหลักปฏิบัติสากล เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองต่อไป
ที่มา :
https://www.facebook.com/ThaiMFA/
ข่าวสารนิเทศ : กรณีข่าวเครือข่ายผู้นำองค์กรพุทธแสดงความห่วงกังวลกรณีวัดพระธรรมกายในการประชุมสมาคมชาวยุวพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ครั้งที่ ๗๘ ที่กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ฉบับที่ 2
ตามที่กระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงข้อมูลกรณีที่ปรากฏข่าวว่า องค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกจัดการประชุมครั้งที่ ๗๘ ระหว่างวันที่ ๒๑ – ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ณ วัดฮงปอบซา จังหวัดปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีผู้นำองค์กรพุทธ พร้อมเครือข่ายผู้นำองค์กรพุทธได้ร่วมประชุมกันเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกการใช้มาตรา ๔๔ ต่อวัดพระธรรมกาย นั้น
กระทรวงการต่างประเทศขอชี้แจงเพิ่มเติม ดังนี้
๑. สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมของการประชุมดังกล่าวแล้ว ทราบว่า
ประเด็นเรื่องวัดพระธรรมกายไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในวาระการประชุม Chairman of Standing Committee of The World Fellowship of Buddhist Youth (WFBY) ตั้งแต่ต้น โดยประธานองค์การ ยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ซึ่งเป็นผู้แทนฝ่ายไทยที่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวได้เป็นผู้ยกประเด็นเรื่อง วัดพระธรรมกายขึ้นในที่ประชุม Standing Committee โดยขอให้ที่ประชุมเห็นชอบและร่วมกดดันให้รัฐบาลไทยยกเลิก มาตรา ๔๔ ทั้งนี้ ที่ประชุมในฝ่ายผู้แทนพระและวัดของเกาหลีใต้เห็นว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องภายในของประเทศไทย ดังนั้น การดำเนินการควรต้องเคารพและเป็นไปตามกระบวนการภายในและกฎหมายที่เกี่ยวข้องของไทย อนึ่ง การหารือเรื่องข้างต้นเป็นเพียงการหารือสั้น ๆ และภายหลังการประชุมมิได้มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการประชุม หรือเกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายแต่อย่างใด โดยการประชุมดังกล่าวสิ้นสุดไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ และผู้เข้าร่วมการประชุมได้เดินทางกลับประเทศหมดแล้ว
๒. สำหรับประเด็นตามที่ปรากฏใน Facebook ของ WFBY เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ว่ามีการสวดมนต์ที่วัดฮงปอบซา วิงวอนให้มีการยุติข้อขัดแย้ง (end conflicts and protect Buddhism in Thailand) นั้น ขอเรียนว่า
ตามปกติของวัดฮงปอบซาจะมีการร่วมสวดมนต์เป็นพิเศษทุกวันที่ ๑ ของปฏิทินจันทรคติ (ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐) จึงมีการรวมตัวของพุทธศาสนิกชนเป็นจำนวนมากเพื่อสวดมนต์และร่วมฟังพระธรรมเทศนาเป็นปกติ และจากการตรวจสอบทราบว่า ไม่ได้มีการเทศน์หรือสวดมนต์วิงวอนให้มีการยุติข้อขัดแย้งตามที่ปรากฏใน Facebook ดังกล่าวแต่อย่างใด
๓. ในการนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ได้มีหนังสือชี้แจงถึงมูลนิธิ Paramita Foundation วัดฮงปอบซา และวัดโชเกซา ซึ่งเป็นวัดหลักของนิกายโชเก ซึ่งเป็นนิกายมหายานที่ใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐเกาหลีด้วยแล้ว ซึ่งมูลนิธิและวัดดังกล่าวมีความเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเป็นการดำเนินการตามกฎหมายภายในของไทยเพื่อนำผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม
ที่มา :
https://www.facebook.com/ThaiMFA/
กระทรวงการต่างประเทศ แจง พวกตีกินแอบอ้าง ข่าวเครือข่ายผู้นำองค์กรพุทธ กรณีวัดพระธรรมกายในการประชุมสมาคม ครั้งที่ 78
ตามที่ปรากฏข่าวว่า ผู้นำองค์กรพุทธและเครือข่ายผู้นำองค์กรพุทธในประเทศต่าง ๆ ที่มาร่วมประชุมสมาคมชาวยุวพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ครั้งที่ ๗๘ ที่กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกการใช้มาตรา ๔๔ ต่อวัดพระธรรมกาย งดการควบคุมสื่อ และให้ปฏิบัติต่อพระภิกษุด้วยความเคารพ นั้น
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ได้ตรวจสอบแล้วได้รับทราบว่า สมาคมชาวยุวพุทธศาสนิกชนทั่วโลกกำลังร่วมการประชุมครั้งที่ ๗๘ ณ วัดฮงปอบ จังหวัดปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี จัดขึ้นโดยมูลนิธิ Paramita Foundation ของสาธารณรัฐเกาหลี ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นไม่พบว่ามีการหยิบยกประเด็นของวัดพระธรรมกายในการประชุมดังกล่าว ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล จะได้ติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
อนึ่ง ตามที่ในห้วงที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีองค์กรพุทธและเครือข่ายชาวพุทธในต่างประเทศได้มายื่นหนังสือแสดงความห่วงกังวลและเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้มาตรา ๔๔ ต่อวัดพระธรรมกาย นั้น กระทรวงการต่างประเทศได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยในต่างประเทศทั่วโลกชี้แจงทำความเข้าใจในกรณีดังกล่าวกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตามแนวทาง ดังนี้
๑. การออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๕/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ เรื่อง มาตรการให้อำนาจกำหนดพื้นที่ควบคุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย มีผลบังคับใช้บริเวณวัดพระธรรมกายตลอดจนพื้นที่โดยรอบวัดพระธรรมกาย นั้น ได้ผ่านการพิจาณาอย่างรอบคอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎว่า มีบุคคลบางคนหรือบางกลุ่มซึ่งมีข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดและถูกออกหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ตลอดจนปรากฏในห้วงก่อนหน้านี้ว่า ความพยายามในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ถูกขัดขวางโดยมวลชนผู้สนับสนุนของวัดพระธรรมกาย ทั้งนี้ มูลเหตุของสถานการณ์นี้เป็นเรื่องของการละเมิดต่อกฎหมายบ้านเมืองเป็นสำคัญ
๒. คำสั่งดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ให้มีมาตรการที่เหมาะสมในการควบคุมพื้นที่ในบางพื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายสามารถบูรณาการการปฏิบัติในการเข้าตรวจค้นและนำตัวบุคคลตามหมายจับดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รวมทั้งปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่อยู่ในพื้นที่ ทั้งนี้ มาตรการนี้เป็นมาตรการชั่วคราวและจะบังคับใช้เท่าที่จำเป็นต่อสถานการณ์
๓. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง รอบคอบและรัดกุม ตามขั้นตอนของกฎหมายและสอดคล้องกับหลักปฏิบัติสากล เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองต่อไป
ที่มา : https://www.facebook.com/ThaiMFA/
ข่าวสารนิเทศ : กรณีข่าวเครือข่ายผู้นำองค์กรพุทธแสดงความห่วงกังวลกรณีวัดพระธรรมกายในการประชุมสมาคมชาวยุวพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ครั้งที่ ๗๘ ที่กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ฉบับที่ 2
ตามที่กระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงข้อมูลกรณีที่ปรากฏข่าวว่า องค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกจัดการประชุมครั้งที่ ๗๘ ระหว่างวันที่ ๒๑ – ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ณ วัดฮงปอบซา จังหวัดปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีผู้นำองค์กรพุทธ พร้อมเครือข่ายผู้นำองค์กรพุทธได้ร่วมประชุมกันเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกการใช้มาตรา ๔๔ ต่อวัดพระธรรมกาย นั้น
กระทรวงการต่างประเทศขอชี้แจงเพิ่มเติม ดังนี้
๑. สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมของการประชุมดังกล่าวแล้ว ทราบว่า ประเด็นเรื่องวัดพระธรรมกายไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในวาระการประชุม Chairman of Standing Committee of The World Fellowship of Buddhist Youth (WFBY) ตั้งแต่ต้น โดยประธานองค์การ ยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ซึ่งเป็นผู้แทนฝ่ายไทยที่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวได้เป็นผู้ยกประเด็นเรื่อง วัดพระธรรมกายขึ้นในที่ประชุม Standing Committee โดยขอให้ที่ประชุมเห็นชอบและร่วมกดดันให้รัฐบาลไทยยกเลิก มาตรา ๔๔ ทั้งนี้ ที่ประชุมในฝ่ายผู้แทนพระและวัดของเกาหลีใต้เห็นว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องภายในของประเทศไทย ดังนั้น การดำเนินการควรต้องเคารพและเป็นไปตามกระบวนการภายในและกฎหมายที่เกี่ยวข้องของไทย อนึ่ง การหารือเรื่องข้างต้นเป็นเพียงการหารือสั้น ๆ และภายหลังการประชุมมิได้มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการประชุม หรือเกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายแต่อย่างใด โดยการประชุมดังกล่าวสิ้นสุดไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ และผู้เข้าร่วมการประชุมได้เดินทางกลับประเทศหมดแล้ว
๒. สำหรับประเด็นตามที่ปรากฏใน Facebook ของ WFBY เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ว่ามีการสวดมนต์ที่วัดฮงปอบซา วิงวอนให้มีการยุติข้อขัดแย้ง (end conflicts and protect Buddhism in Thailand) นั้น ขอเรียนว่า ตามปกติของวัดฮงปอบซาจะมีการร่วมสวดมนต์เป็นพิเศษทุกวันที่ ๑ ของปฏิทินจันทรคติ (ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐) จึงมีการรวมตัวของพุทธศาสนิกชนเป็นจำนวนมากเพื่อสวดมนต์และร่วมฟังพระธรรมเทศนาเป็นปกติ และจากการตรวจสอบทราบว่า ไม่ได้มีการเทศน์หรือสวดมนต์วิงวอนให้มีการยุติข้อขัดแย้งตามที่ปรากฏใน Facebook ดังกล่าวแต่อย่างใด
๓. ในการนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ได้มีหนังสือชี้แจงถึงมูลนิธิ Paramita Foundation วัดฮงปอบซา และวัดโชเกซา ซึ่งเป็นวัดหลักของนิกายโชเก ซึ่งเป็นนิกายมหายานที่ใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐเกาหลีด้วยแล้ว ซึ่งมูลนิธิและวัดดังกล่าวมีความเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเป็นการดำเนินการตามกฎหมายภายในของไทยเพื่อนำผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม
ที่มา : https://www.facebook.com/ThaiMFA/