8 ปีในต่างแดน

กระทู้สนทนา
สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นต้องแนะนำตัวเองก่อนนะคะอยู่ต่างแดนมาจนครบ 8 ปี แต่ไม่มีโอกาสมาเขียนแนะนำตัวเองสักที อยากเล่าประสบการณ์ชีวิตในต่างแดนให้ทุกคนได้เป็นไอเดียในการใช้ชีวิตค่ะ เพราะเราก็เคยมีความคิดว่าทำงานที่ต่างแดนได้เงินดี ชีวิตสบาย อากาศดี อาหารอร่อย ได้ฝึกภาษา ได้ท่องเที่ยว ซึ่งหากมองตามความเป็นจริงมันมีบางอย่างที่ทำให้ความคิดนั้นเปลี่ยนไปค่ะ ทุกสิ่งไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ… แต่ในหนามกุหลาบก็มีสิ่งดีๆหากรู้จักเก็บเกี่ยว… มาเริ่มเลยดีกว่า

1.ทำไมถึงอยากมาอยู่ต่างแดน
คนที่อยากเปลี่ยน อยากค้นหาสิ่งใหม่ ต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ก่อน ตอนนั้นเรามาแบบไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเหตุผลหลักของเราคือ “อกหัก” และเจอประสบการณ์ที่ไม่ดีเลยกับความรัก เหตุผลที่สองคือ “อยากเปลี่ยนสภาพแวดล้อม” ไม่อยากอยู่สถานที่เดิมๆ สิ่งแวดล้อมเดิมๆ ทำให้คิดมาก ปวดหัว และเสียเวลาคิดจมอยู่กับความคิดเดิมๆ เหตุผลที่สามคือ “อยากเรียนภาษาและอยากพัฒนาตัวเอง” อันนี้เป็นเหตุผลเสริมเพราะเหตุผลที่มาจริงๆเพราะอยากเปลี่ยนสภาพแวดล้อม พร้อมทั้งสามเหตุผลก็เลยตัดสินใจ ปรึกษาเพื่อนที่อยู่ต่างประเทศ และพอดีมีเพื่อนอยู่ที่นี่ให้ข้อมูลเรื่องการใช้ชีวิต การทำงาน และการเรียน พอหาข้อมูลได้จากเพื่อนได้ส่วนหนึ่ง และปรึกษาเอเจนซี่รวมถึง ราคาค่าเรียน ค่าวีซ่า ค่าตั๋วเครื่องบิน ก็ตัดสินใจรวบรวมข้อมูลต่างๆอยู่ 3 เดือน และหาเพื่อนร่วมเดินทางมาด้วย 1 คน เลยเป็นการตัดสินใจง่ายขึ้นในการเดินทาง

2.ตอบคำถามคนในครอบครัวให้ได้โดยเฉพาะผู้สนับสนุนหลัก
ตอนที่เราเดินทางมาที่นี่คนที่สนับสนุนหลักคือแม่เราค่ะ คุณพ่อเราไม่อยากให้เรามาอยู่ที่นี่ เพราะพี่ชายเราก็อยู่ต่างประเทศและไม่กลับมาประเทศไทยอีกเลย คุณพ่อเราเลยกลัวค่ะ เราได้ปรึกษาคุณแม่ และคุณแม่เราก็เชื่อเรื่องมาอยู่ต่างประเทศ ชีวิตสุขสบาย อากาศดี กินอาหารอร่อย เราก็โรยเส้นทางกลีบกุหลาบให้คุณแม่เราได้เห็น และบอกคุณแม่ไว้ว่าจะหาเงินมาคืนสำหรับค่าเรียนและค่าตั๋วเดินทางที่คุณแม่สำรองให้มา คุณแม่ออกค่าใช้จ่ายเรื่องค่าเรียนและค่าตั๋วเดินทางให้ ส่วนค่าใช้จ่ายหลังจากเดินทางมาที่นี่แล้ว เราสำรองไว้ประมาณสองเดือนอยู่แบบไม่ทำงาน ก่อนเดินทางมาที่นี่ เรามีหน้าที่การงานที่ดีในระดับหนึ่ง ทำงานด้านการตลาดกับบริษัทเอกชน แต่แล้วความรักก็ทำให้ทุกสิ่งพังทลายค่ะ เศร้าและท้อแท้ แต่โชคดีที่คุณแม่เราเป็นคนให้กำลังใจ เพราะท่านรู้ทุกอย่างแต่ไม่ค่อยพูด ได้แต่สนับสนุนว่าจะทำอะไร… ให้ทำหมดแต่ต้องถูกต้องไม่ผิดต่อใครและเรามีความสุขก็พอ คำนี้ทำให้เรามีกำลังใจที่จะเดินต่อไป และสามารถเดินออกมาจากจุดนั้นได้ค่ะ

3.ตัดคำว่า “กลัว” ออกไป
การที่คนเราจะไปเริ่มต้นสิ่งใหม่ ออกจาก Comfort zone นั้น บอกได้คำเดียวว่า “ยาก” และคำว่า “กลัว” ก็จะตามมา เราก็นั่งคิดทบทวน และเชื่อในตัวเองว่า “เราทำได้” ไม่มีใครทำอะไรไม่ได้หากไม่มีคำว่า “เริ่ม” และ “ลงมือทำ” คนเราก็ไมได้เก่งมาตั้งแต่เกิด แต่เราเลือกที่จะเป็น เลือกที่จะเส้นทางชีวิตของเราเองได้ ฟังและบริโภคสิ่งที่ดีไม่ว่าจะเป็นข่าวที่ดี อยู่กับเพื่อนที่ดี และทำตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม อะไรที่ทำให้รู้สึกลบ ข่าวฆ่ากันไม่พัฒนาสมองเรา ก็ไม่ต้องไปฟังไปใส่ใจค่ะ รวมถึงคนนินทา คนดูถูกเราด้วย ว่าทำอะไรไม่สำเร็จยังจะไปเมืองนอก ผลาญเงินพ่อแม่ไปวันๆ อย่าไปฟังค่ะ คนแบบนี้รกโลก ดีดนิ้วแล้วชัตดาวน์ไปเลย
4.ขยัน ประหยัด อดทน อ่อนน้อมถ่อมตน จัดสรรเวลา สร้าง Connection มีไหวพริบ และฉลาด
ท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจ ใครที่มาทำงาน หรือมาอยู่ต่างประเทศ ช่วงแรกๆช่วงของการปรับตัวนี่หืดขึ้นคออยู่นะคะ เพราะเรามากับเพื่อนผู้หญิงอีกหนึ่งคน ซึ่งเพื่อนเราคนนี้ก็เป็นเพื่อนของเพื่อนเราอีกที คุยกันไม่มากก่อนเดินทางมา นางเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง ซึ่งเราก็เหมือนกันค่ะ ก็คุยกันได้ในระดับหนึ่ง ผลตามมาก็คือ พอมาอยู่ที่นี่จริงๆ ได้เพื่อนกลุ่มใหม่ และที่เพื่อนก็พาเพื่อนของเพื่อนกลุ่มใหม่มาให้รู้จัก และก็ได้เพื่อนสนิทจากที่ทำงานค่ะ

-ขยัน รับฟัง และปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง
ช่วงแรกของการมาอยู่ที่นี่ต้องขยันเท่านั้นค่ะ มีงานที่ไหนรับไว้หมด ใครป่วยเราทำแทน โอกาสอะไรมาเราคว้าไว้หมด ช่วงแรกมาก็ทำงานร้านไทยเป็นเด็กเสริฟ์ ตั้งแต่เช็ดช้อน เช็ดจาน เสริฟ์อาหาร ทำบุ๊คกิ้ง รับโทรศัพท์ สอนงานเด็กใหม่ ทำบัญชี ช่วงแรกนี่เครียดมาก เพราะเป็นงานที่ไม่เคยทำและโดนรับน้องใหม่จากเพื่อนร่วมงาน ซึ่งสังคมที่นี่จะรู้กันดีว่า เด็กใหม่ต้องฟังรุ่นพี่ในร้านว่าต้องทำยังไง ซึ่งเราเป็นคนหัวแข็งค่ะ มาใหม่ๆนี่เราก็ไม่ฟังใคร และเถียง แต่การเถียงของเราคือพูดให้ฟังว่าแบบนี้แบบนั้น และตามมาด้วยการชักสีหน้า แต่รุ่นพี่เราบอกนั่นคือการเถียงและไม่ให้เกรียติรุ่นพี่ ให้รับฟังและปฏิบัติตามเท่านั้น ตอนนั้นก็งงชีวิตอยู่สักสามเดือน ก็พยายามปรับตัวและอ่อนน้อมถ่อมตน ยิ้มเข้าไว้ หลังจากนั้นครึ่งปีก็ชนะใจรุ่นพี่และเจ้าของร้าน ให้ทำตำแหน่ง Senior Waitress แต่ก็อย่าเหลิง เพราะรุ่นพี่มันแบ่งพักแบ่งพวกค่ะ ดูให้ดีนะคะว่าอยากอยู่ฝั่งไหน ธรรมะหรืออธรรม เราเลือกได้ว่าเราจะอยู่กับกัลยานิมิตรที่ดีพากันไปในทางที่ดี หรือพวกที่ติดการพนันกินเหล้าเมามายเที่ยวเล่นไปวันๆ

-อดทน และจัดสรรเวลาให้ถูกและเหมาะสม
คำนี้ยังใช้มาจนถึงทุกวันนี้ เพราะหากไม่มีคำนี้คงได้กลับประเทศไทยตั้งแต่สามเดือนแรกแล้วค่ะ ชีวิตที่เมืองนอกต้องรู้ก่อนว่าเรามี Status อะไร มาแบบนักเรียน คือเหตุผลหลักคือต้องเรียนหนังสือ การทำงานคือเหตุผลลอง สิ่งที่ตามมาคือท่องเที่ยว ต้องวางให้ถูกจุดนะคะ ไม่งั้นบางคนพอทำงานได้เงิน กลับไม่ไปเรียนหนังสือ ใช้เงินไปวันๆ ไม่มีหลักการอะไรในชีวิต ต่อมาชีวิตพังค่ะ และเสียเงินขึ้นโรงขึ้นศาลก็มี
ครอสที่เราลงเรียนมาเป็นแบบ package (เรียนภาษาและดิปโพลม่า) ช่วงแรก เราเรียนภาษาก่อน 4 เดือน คือเรียนช่วงเช้า และช่วงเย็นไปทำงานต่อที่ร้านอาหาร จนถึงไปเรียนดิปโพลม่าด้าน Business & Marketing ที่สถาบันแห่งหนึ่ง เราใช้ชีวิตวนไปแบบนี้อยู่ประมาณปีครึ่ง ช่วงเวลานี้เก็บเงินส่งให้คุณแม่เพราะยืมสตางค์คุณแม่เพื่อมาที่นี่ เราก็ใช้ให้จนครบและก็ให้เป็นค่าน้ำนมทั้งคุณพ่อคุณแม่มาจนถึง ณ ปัจจุบันนี้ ตอนนั้นจำได้เลยว่า เงินรายวันเก็บไว้ ใช้แต่เงินทิป และกินข้าวที่ร้านค่ะ ฟังดูน่าสงสารแต่ตอนนั้นมันได้ผลนะคะ เพราะทำงานร้านอาหารไทยเจ้าของจะให้ข้าวกล่อง Take Away กลับบ้านได้ทุกวันค่ะ ประหยัดมากๆช่วงนั้น

-สร้าง Connection และ Present yourself
การสร้างคอนเนคชั่นที่ต่างแดนนี่ไม่ยากและก็ไม่ง่ายค่ะ ส่วนมากเพื่อนๆที่เรามีก็ได้จากที่ทำงาน และน้อยนิดที่ได้จากห้องเรียน เพื่อนจากที่ทำงานสามารถต่อยอดให้เราได้ไปเจอเพื่อนกลุ่มใหม่ๆได้ หัดไปทานข้าวและนัดเพื่อนๆออกไปเดินเล่น ช้อปปิ้ง เม้ามอยกันบ้างนะคะ ไม่ใช่ทำแต่งาน อยู่แต่บ้าน ไม่เวิร์คค่ะ เรามีเพื่อนหลากหลายกลุ่มมาก ทั้งกลุ่มชอบ Hang out กินเหล้า สายเปย์ สายเที่ยว กลุ่มบ้างาน กลุ่มไปวัด กลุ่มสวยสายชิวลูกคุณหนู คือเราไม่เลือกคบค่ะ เอามาเป็นเพื่อนหมด เพราะแต่ละกลุ่มมันมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป อยู่ที่การวางตัวและใครที่มีไลฟ์สไตล์คล้ายๆเรา ก็เลือกดึงเพื่อนที่เราชอบและเข้ากับเราได้มาเป็นเพื่อนสนิท

เวลาก็ผ่านมาได้สักสองปี เราเริ่มรู้สึกว่าอยู่เป็นเด็กเสริฟ์แบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว และด้วยความที่เราเป็นคนชอบทานกาแฟเข้าเส้น เลยมีความคิดอยากเป็น Barista ก็เลยเริ่มหางานทางอินเตอร์เนต อย่าลืมว่า Local Website ช่วยได้จริงค่ะ เราได้งานใหม่เพราะเวปไซต์หางานที่นี่ ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าต้องหางานที่อยากทำจากที่ไหน เพราะมาที่นี่งานที่ทำก็เพื่อนที่อยู่มาก่อนแนะนำให้ ถามๆเพื่อนที่ลาออกจากร้านไทยไปได้งานที่อื่น เพื่อนก็แนะนำเวปไซต์หางานที่สามารถเลือก Area, Working Type และสามารถอัพโหลดเรซูเม่ส่งไปให้เมเนเจอร์ได้เลย เริ่มจากเขียนประวัติหรือ CV หรือ Resume ของเราด้วยก่อนสามารถค้นได้จากอินเตอร์เนตเลย เพราะตอนนี้มีเรซูเม่หลากหลายและดูทันสมัยมาก การเขียนเรซูเม่ต้องเลือกสิ่งที่เราถนัดขึ้นมาเป็นจุดเด่น และเราต้องรู้ว่างานที่เราจะสมัครว่าต้องการอะไร เช่น ต้องมีใบ RSA คือใบอนุญาติเสริฟ์เหล้า ใบนี้ต้องไปเรียนอย่างเดียวค่ะ เป็นครอสสั้นๆวันเดียวจบได้ใบเลย กูเกิ้ลได้เลยไม่ยาก จำได้เลยว่างานที่เราอยากได้นั้น เรา search เจอตอนตีสามและส่งใบสมัครตอนนั้นเลย จิตใจแน่วแน่อยากได้มาก วันรุ่งขึ้นตอน 10 โมง มีสายแปลกๆโทรเข้ามาตอนแรกว่าจะไม่รับเพราะเรียนหนังสืออยู่ แต่นึกได้ว่าสมัครงานไป อาจจะเป็นสายสำคัญเลยกดรับ และก็จริงๆด้วยเป็นสายสำคัญที่เรารอคอย ปลายทางเป็นเสียงฝรั่งซึ่งเราไม่ได้ตั้งตัว และที่สำคัญภาษาอังกฤษของเราตอนนั้นยังไม่ Strong และฟังจับใจความยังไม่ค่อยได้ ผลคือนางบอก Wait a minute และยื่นสายให้เราคุยกับเมเนเจอร์คนไทย โชคดีมากที่บริษัทนี้ชอบคนไทย รักคนไทยมาก พนักงาน 30% คือคนไทย เพราะเค้าบอกว่าคนไทยขยัน และยิ้มเก่ง เราเลยได้มาทดลองงานอีกสองวันถัดมา งานที่เราได้นั้นไม่ใช่งานที่เราอยากทำคือทำน้ำผลไม้ แต่เราสมัครตำแหน่งทำกาแฟ แต่เพราะด้วยเราไม่มีประสบการณ์ด้านกาแฟถึงที่เค้ากำหนดไว้ เค้าเลยให้เราไปทำน้ำผลไม้ก่อน เราก็ตอบ Yes ไปแบบไม่คิดมาก เพราะอะไรก็ทำยกเว้นงานคลีนเนอร์ ในช่วงนั้นเราก็ไปลงเรียนครอสสั้นทำกาแฟด้วย และได้ใบจบครอสกาแฟมาค่ะ

-Speak Out มีไหวพริบ และฉลาด
อันนี้นี่น่าจะสอนกันยากเพราะระดับการเรียนรู้ Perception ของแต่ละคนแตกต่างกัน ช่วงแรกๆไหวพริบก็ยังเด็กน้อยอยู่ พอผ่านการทำงาน การศึกษาในห้องเรียน คุยกับลูกค้าเยอะๆ คุยเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็คุยไป ดีกว่าไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย ไหวพริบก็พัฒนาขึ้นได้ แต่เราก็ต้องมีความอยากเรียนรู้ด้วยนะ และคำว่าฉลาดก็จะตามมาค่ะ
เราทำน้ำผลไม้อยู่สองปีเต็ม และโชคดีมากคือบริษัทนี้ มีร้านค้าหลายแห่งทั้งร้านน้ำผลไม้ ร้านแซนด์วิช ร้านกาแฟ พอดีร้านที่เราอยากทำพนักงานลาออก เราเลยคุยกับเมเนเจอร์ ขอไปเรียนทำกาแฟกับทางบริษัท และบริษัทนี้จะมีการทำเทรนนิ่งกาแฟทุกๆสามเดือน เราเลยได้โอกาสนี้มาเริ่มจับงานกาแฟกับเพื่อนร่วมงานระดับอาจารย์สอนทำกาแฟ ที่จริงเรามีเบสิคด้านกาแฟมาก่อนหน้านี้ เพราะตอนที่เราทำงานร้านไทย เราทำงานจ๊อบที่สองเป็นร้านคาเฟ่เล็กๆ ตั้งแต่รับออเดอร์ ทำกาแฟ ทำแซนด์วิช ทำอาหารเช้า ทำน้ำผลไม้ ทำทุกอย่างในร้านเลย และที่สำคัญได้เพื่อนร่วมงานที่ดีเป็นสาวเกาหลี สอนงานให้ นางเก่งมากต้องขอบคุณนางจริงๆ ตกลงว่าเรามีงานสองจ๊อบคือ เด็กเสริฟ์และทำกาแฟ และมาได้งานประจำใหม่คือร้านน้ำผลไม้ เลยลาออกจากร้านอาหารไทยแต่ก็ยังทำงานจ๊อบสองคือร้านคาเฟ่อยู่

มีต่อนะคะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่