สวัสดีค่ะ
ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนเลยนะค่ะว่านี่คือการสมัครครั้งแรก ยั้งกระทู้ครั้งแรก หากมีอะไรข้อไหนที่ผิดพลาดต้องขออภัยด้วยนะค่ะ
เข้าเรื่องเลยละกันนะค่ะ
ดิฉันกับสามีคบกันเมื่อปี 56 เราอายุห่างกัน11ปี ตอนนี้สามี 39 ดิฉัน 28 มีลูกด้วยกัน1คน อายุ 2 ขวบ
สามีดิฉันทำอาชีพค้าขายอยู่ถนนสีลม ดิฉันทำงานออฟฟิคค่ะ เหตุเกิดเมื่อกลางปี 59 ค่ะ สืบเนื่องมาจากการจัดระเบียบทางเท้าของรัฐบาล ทำให้สามีต้องหยุดขายของ และเนี่ยงจากไม่มีเงินทุนสำรองทำให้สามีไม่มีเงินพอที่จะไปเช่าที่ สาเหตุที่ไม่มีเงินเก็บเพราะดิฉันท้องขณะที่ยังไม่พร้อม มีเงินเก็บเพียงน้อยนิด พอมีลูกรายจ่ายก็เพิ่มขึ้น ก่อนหน้านี้มีเงินหลายแสน แต่สามีเอามาเป็นค่าสินสอดไปเกินครึ่ง ทำให้เงินเก็บหายไป ตอนที่ทำงาน 2 คนก็กินเที่ยวบ้าง ดิฉันโอนเงินให้แม่เดือนนึง 3000-5000 บาท แฟนก็พอมีเก็บบ้าง พอมีลูกดิฉันก็ยังส่งเงินให้แม่เหมือนเดิม เพราะความรู้สึกที่เข้าใจหัวอกคนเป็นแม่มากขึ้น ยิ่งต้องส่งให้ ห้ามขาด แต่หลังจากแฟนไม่ได้ทำงานเท่านั้นแหละค่ะ แรกๆยังพออยู่ได้ มีเอาเงินเก็บมาใช้ทุกเดือนๆเพราะตอนนั้นดิฉันเงินเดือน แค่20,000บาท หักประกันสังคม ค่านม ค่าแพมเพิด ค่าห้อง ค่าใช้จ่ายต่างๆก็เหลือเงินอยู่ประมาณ 6000-7000บาท/เดือน คนที่ใช้ชีวิตอยู่ กทม น่าจะเข้าใจดี เงินเท่านี้จะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร มื้อเที่ยงมื้อเดียว ข้าวจานนึงก็ตก 40-50บาทแล้ว ไม่รวมค่าน้ำ ครอบครัวเรามีขีดจำกัดในการใช้เงินอยู่ที่ 200 บาท/วัน ถ้ามีอะไรฉุกเฉินมาก็จะลำบากทันที เพราะค่าใช้จ่ายจะลดลงจากวันละ 200 เหลือวันละ 50-120 บาท/วัน จึงตำเป็นต้องเอาเงินเก็บมาใช้เวลาที่เงินไม่พอ หลังๆเงินเก็บจึงหมด ดิฉันอาศัยว่าเปิดบันชีฝากประจำเพื่อเป็นการบังคับตัวเองให้เก็บเงิน แต่ฝากได้แค่7เดือน เงินไม่พอใช้ จำเป็นต้องปิดบัญชีเพื่อเอาเงินมาหมุน อีกอย่างน้องชาย2คน ป่วยหนักทำงานไม่ได้ พ่อแม่อายุเกือบ 60 แล้วยังทำงานหนักอยู่ จะตัดรายจ่ายในส่วนนี้ไปก็ไม่ได้ ปัญหามันมากองอยู่ที่ดิฉันคนเดียว ดิฉันหมุนเงินไม่ทัน ก็พูดกับสามีหลายครั้งเรื่องให้เขาทำงาน จนพูดอะไรไม่ออก พูดไปก็เหนื่อยเอง เคยเอาลูกเข้าโรงเรียนเพื่อให้แฟนได้ออกหางาน 1 เดือนผ่านไป เขาก็ยังไม่หางานทำ เลยให้ลูกออกจากโรงเรียนเพื่อลดรายจ่าย หลังๆยิ่งแย่ค่ะ กับข้าวมี่เคยทำรอ กลับมากินข้าวได้เลย เขาก็ไม่ทำรอค่ะ ดิฉันต้องกลับมาทำ เสื้อผ้าซักมือค่ะ เขาเคยซัก เขาก็ไม่ทำ หลังจากที่เรากลับมาจากทำงาน ทำกับข้าว กืนข้าวเสร็จเรียบร้อย เขาก็โยนภาระลูกให้เราดูแลต่อ เพราะเขาเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ดิฉันเหนื่อยจากที่ทำงานมาโดนกดดันหลายๆอย่าง อยากระบายให้เขาฟัง เขาก็ไม่รับฟัง กลับมาก็ต้องเลี้ยงลูกต่อ แทบไม่ได้พักผ่อน กว่าจะทำอะไรเสร็จก็เกือบเที่ยงคืน ดิฉันขอให้เขาเข้าใจเห็นใจช่วยลดรายจ่าย เขาก็ไม่พูดอะไร ที่อยู่ด้วยกัน วันๆเอาแต่เล่นเกม ลูกร้องไห้ไม่เคยช่วยดู เพราะถือว่าเราอยู่ ยกเว้นเรายุ่งอยู่จริงๆเขาถึงจะช่วย เขารักลูกมาก ตามใจลูกจนเสียนิสัย ลูกขี้งอแง เลี้ยงยาก เวลาเครียดๆเสียงร้องที่ไม่มีเหตุผล ร้องอ้อน ร้องแค่อยากจะร้อง มันรู้สึกเหมือนหัวจะระเบิด
เคยถามเรื่องงานกับเขาบ่อยมาก เขาจบ ป.6 แต่เขาเลือกงานค่ะ เขาบอกถ้าให้เป็นลูกน้องใคร เขาไม่ทำ ถ้าอยากให้ทำงาน ก็ให้เขาหาทุน หาที่ขายของให้เขา เขาจะทำ เขาพูดน้อย และเปลี่ยนไปมาก จนดิฉันที่คอยให้กำลังใจเขา บอกรักเขาตลอด กลายเป็นคนเงียบเก็บตัว ในแต่ละวันดิฉันทำงาน-กลับบ้าน วันหยุดก็อยู่บ้าน ไปไหนไม่ได้ เพราะไม่มีเงิน จะไปเยี่ยมพ่อแม่ก็เงินไม่พอสิ้นเดือน ได้แต่คุยกันทางโทรศัพท์ และคิดว่าแต่ก็พอจะเดาออกว่าดิฉันมีปัญหาเรื่องเงิน เนื่องจากไม่ได้ส่งเงินให้แม่มาหลายเดือนแล้ว แต่แม่ไม่เคยถามค่ะ คุยเรื่องอื่นกันมากกว่า แม่ก็ไม่บ่นค่ะว่าเงินพอหนือไม่ แต่ก็รู้จากน้องค่ะ ว่าแม่เอาโฉนดที่ดินไปจำนองเพื่อเอาเงินมาใช้จ่าย
ณ ตอนนี้ในความรู้สึกคือ ทำไมเราต้องมาเลี้ยงดูใครก็ไม่รู้ที่ไม่คิดแม้กระทั่งช่วยเหลือตัวเองหรือครอบครัวให้ดีขึ้น
เขาคิดอะไรอยู่ทำไมถึงไม่พูดออกมา ปัญหาที่เขาเจอคืออะไร ถึงทำให้เขาเงียบ และเลือกที่จะไม่พูดอะไร
ถ้าเอาเงินค่าบุหรี่มาโอนให้แม่อย่างน้อยคงได้สัก 2000/เดือน แต่เขาไม่หยุดสืบ บอกว่าให้หยุดสืบบุหรี่ เลิกกินข้าว หรือเลิกกับเมียง่ายกว่า
ไม่รู้จะพูดอะไรก่อนหลัง เรื่องมันมึนตีกันอยู่ในหัว จะทิ้งก็สงสาร เขาจะอยู่อย่างไร เงินไม่มีติดตัว เขาจะทำงานอะไร บลาๆ แต่คิดอีกที เราก็เหนื่อยมากพอ ไม่เคยรักตัวเอง แค่ครีมทาหน้ายังไม่มีปัญญาซื้อใช้ สับสนมากค่ะ ไม่รู้จะทำอะไรต่อ ไม่รู้จะทำอย่างไร ใช้ชีวิตแค่เดือนชนเดือน ท้อค่ะ
สุดท้ายขอบคุณพันทิปที่มีพื้นที่ได้ระบายมันออกมาบ้าง สบายใจขึ้นมาหน่อยค่ะ
สามีไม่ทำงาน
ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนเลยนะค่ะว่านี่คือการสมัครครั้งแรก ยั้งกระทู้ครั้งแรก หากมีอะไรข้อไหนที่ผิดพลาดต้องขออภัยด้วยนะค่ะ
เข้าเรื่องเลยละกันนะค่ะ
ดิฉันกับสามีคบกันเมื่อปี 56 เราอายุห่างกัน11ปี ตอนนี้สามี 39 ดิฉัน 28 มีลูกด้วยกัน1คน อายุ 2 ขวบ
สามีดิฉันทำอาชีพค้าขายอยู่ถนนสีลม ดิฉันทำงานออฟฟิคค่ะ เหตุเกิดเมื่อกลางปี 59 ค่ะ สืบเนื่องมาจากการจัดระเบียบทางเท้าของรัฐบาล ทำให้สามีต้องหยุดขายของ และเนี่ยงจากไม่มีเงินทุนสำรองทำให้สามีไม่มีเงินพอที่จะไปเช่าที่ สาเหตุที่ไม่มีเงินเก็บเพราะดิฉันท้องขณะที่ยังไม่พร้อม มีเงินเก็บเพียงน้อยนิด พอมีลูกรายจ่ายก็เพิ่มขึ้น ก่อนหน้านี้มีเงินหลายแสน แต่สามีเอามาเป็นค่าสินสอดไปเกินครึ่ง ทำให้เงินเก็บหายไป ตอนที่ทำงาน 2 คนก็กินเที่ยวบ้าง ดิฉันโอนเงินให้แม่เดือนนึง 3000-5000 บาท แฟนก็พอมีเก็บบ้าง พอมีลูกดิฉันก็ยังส่งเงินให้แม่เหมือนเดิม เพราะความรู้สึกที่เข้าใจหัวอกคนเป็นแม่มากขึ้น ยิ่งต้องส่งให้ ห้ามขาด แต่หลังจากแฟนไม่ได้ทำงานเท่านั้นแหละค่ะ แรกๆยังพออยู่ได้ มีเอาเงินเก็บมาใช้ทุกเดือนๆเพราะตอนนั้นดิฉันเงินเดือน แค่20,000บาท หักประกันสังคม ค่านม ค่าแพมเพิด ค่าห้อง ค่าใช้จ่ายต่างๆก็เหลือเงินอยู่ประมาณ 6000-7000บาท/เดือน คนที่ใช้ชีวิตอยู่ กทม น่าจะเข้าใจดี เงินเท่านี้จะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร มื้อเที่ยงมื้อเดียว ข้าวจานนึงก็ตก 40-50บาทแล้ว ไม่รวมค่าน้ำ ครอบครัวเรามีขีดจำกัดในการใช้เงินอยู่ที่ 200 บาท/วัน ถ้ามีอะไรฉุกเฉินมาก็จะลำบากทันที เพราะค่าใช้จ่ายจะลดลงจากวันละ 200 เหลือวันละ 50-120 บาท/วัน จึงตำเป็นต้องเอาเงินเก็บมาใช้เวลาที่เงินไม่พอ หลังๆเงินเก็บจึงหมด ดิฉันอาศัยว่าเปิดบันชีฝากประจำเพื่อเป็นการบังคับตัวเองให้เก็บเงิน แต่ฝากได้แค่7เดือน เงินไม่พอใช้ จำเป็นต้องปิดบัญชีเพื่อเอาเงินมาหมุน อีกอย่างน้องชาย2คน ป่วยหนักทำงานไม่ได้ พ่อแม่อายุเกือบ 60 แล้วยังทำงานหนักอยู่ จะตัดรายจ่ายในส่วนนี้ไปก็ไม่ได้ ปัญหามันมากองอยู่ที่ดิฉันคนเดียว ดิฉันหมุนเงินไม่ทัน ก็พูดกับสามีหลายครั้งเรื่องให้เขาทำงาน จนพูดอะไรไม่ออก พูดไปก็เหนื่อยเอง เคยเอาลูกเข้าโรงเรียนเพื่อให้แฟนได้ออกหางาน 1 เดือนผ่านไป เขาก็ยังไม่หางานทำ เลยให้ลูกออกจากโรงเรียนเพื่อลดรายจ่าย หลังๆยิ่งแย่ค่ะ กับข้าวมี่เคยทำรอ กลับมากินข้าวได้เลย เขาก็ไม่ทำรอค่ะ ดิฉันต้องกลับมาทำ เสื้อผ้าซักมือค่ะ เขาเคยซัก เขาก็ไม่ทำ หลังจากที่เรากลับมาจากทำงาน ทำกับข้าว กืนข้าวเสร็จเรียบร้อย เขาก็โยนภาระลูกให้เราดูแลต่อ เพราะเขาเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ดิฉันเหนื่อยจากที่ทำงานมาโดนกดดันหลายๆอย่าง อยากระบายให้เขาฟัง เขาก็ไม่รับฟัง กลับมาก็ต้องเลี้ยงลูกต่อ แทบไม่ได้พักผ่อน กว่าจะทำอะไรเสร็จก็เกือบเที่ยงคืน ดิฉันขอให้เขาเข้าใจเห็นใจช่วยลดรายจ่าย เขาก็ไม่พูดอะไร ที่อยู่ด้วยกัน วันๆเอาแต่เล่นเกม ลูกร้องไห้ไม่เคยช่วยดู เพราะถือว่าเราอยู่ ยกเว้นเรายุ่งอยู่จริงๆเขาถึงจะช่วย เขารักลูกมาก ตามใจลูกจนเสียนิสัย ลูกขี้งอแง เลี้ยงยาก เวลาเครียดๆเสียงร้องที่ไม่มีเหตุผล ร้องอ้อน ร้องแค่อยากจะร้อง มันรู้สึกเหมือนหัวจะระเบิด
เคยถามเรื่องงานกับเขาบ่อยมาก เขาจบ ป.6 แต่เขาเลือกงานค่ะ เขาบอกถ้าให้เป็นลูกน้องใคร เขาไม่ทำ ถ้าอยากให้ทำงาน ก็ให้เขาหาทุน หาที่ขายของให้เขา เขาจะทำ เขาพูดน้อย และเปลี่ยนไปมาก จนดิฉันที่คอยให้กำลังใจเขา บอกรักเขาตลอด กลายเป็นคนเงียบเก็บตัว ในแต่ละวันดิฉันทำงาน-กลับบ้าน วันหยุดก็อยู่บ้าน ไปไหนไม่ได้ เพราะไม่มีเงิน จะไปเยี่ยมพ่อแม่ก็เงินไม่พอสิ้นเดือน ได้แต่คุยกันทางโทรศัพท์ และคิดว่าแต่ก็พอจะเดาออกว่าดิฉันมีปัญหาเรื่องเงิน เนื่องจากไม่ได้ส่งเงินให้แม่มาหลายเดือนแล้ว แต่แม่ไม่เคยถามค่ะ คุยเรื่องอื่นกันมากกว่า แม่ก็ไม่บ่นค่ะว่าเงินพอหนือไม่ แต่ก็รู้จากน้องค่ะ ว่าแม่เอาโฉนดที่ดินไปจำนองเพื่อเอาเงินมาใช้จ่าย
ณ ตอนนี้ในความรู้สึกคือ ทำไมเราต้องมาเลี้ยงดูใครก็ไม่รู้ที่ไม่คิดแม้กระทั่งช่วยเหลือตัวเองหรือครอบครัวให้ดีขึ้น
เขาคิดอะไรอยู่ทำไมถึงไม่พูดออกมา ปัญหาที่เขาเจอคืออะไร ถึงทำให้เขาเงียบ และเลือกที่จะไม่พูดอะไร
ถ้าเอาเงินค่าบุหรี่มาโอนให้แม่อย่างน้อยคงได้สัก 2000/เดือน แต่เขาไม่หยุดสืบ บอกว่าให้หยุดสืบบุหรี่ เลิกกินข้าว หรือเลิกกับเมียง่ายกว่า
ไม่รู้จะพูดอะไรก่อนหลัง เรื่องมันมึนตีกันอยู่ในหัว จะทิ้งก็สงสาร เขาจะอยู่อย่างไร เงินไม่มีติดตัว เขาจะทำงานอะไร บลาๆ แต่คิดอีกที เราก็เหนื่อยมากพอ ไม่เคยรักตัวเอง แค่ครีมทาหน้ายังไม่มีปัญญาซื้อใช้ สับสนมากค่ะ ไม่รู้จะทำอะไรต่อ ไม่รู้จะทำอย่างไร ใช้ชีวิตแค่เดือนชนเดือน ท้อค่ะ
สุดท้ายขอบคุณพันทิปที่มีพื้นที่ได้ระบายมันออกมาบ้าง สบายใจขึ้นมาหน่อยค่ะ