เกิดที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งแขวงอุดมไซยภาคเหนือของประเทศลาว ด้วยฐานะทางบ้านยากจน..... “วันทอง” ตัดสินใจบวชเป็นสามเณรแล้วมุ่งหน้าลงสู่ “เมืองหลวงพระบาง”เมืองหลวงเก่าเพื่อหาโอกาสได้เรียนต่อ เขาไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่าการได้แค่อ่านออกและเขียนได้ ตั้งใจจะบวชสักสองสามปี จากนั้นก็จะสิกขาลาเพศกลับแขวงอุดมไซยกลับไปทำไร่ไถ่นาช่วยพ่อแม่ที่เริ่มชราภาพ
แต่การณ์กลับไม่ได้เป็นที่คาดหวัง.....ในวัน“ปีใหม่ลาว” ซึ่งตรงกับวันปีใหม่ไทยคือวันสงกรานต์ เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของสามเณรวันทองที่เขาไม่ได้เฉลี่ยวใจแม้แต่น้อย เมื่อนักท่องเที่ยวสาวจากอังกฤษสามคนเข้าไปสรงน้ำพระพุทธรูปภายในบริเวณวัด สามเณรวันทองและเพื่อนๆ เห็นเป็นโอกาสจึงฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วย “อลิส” หนึ่งในสามสาวดูจะสนใจวันทองเป็นพิเศษ......กระนั้น ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการพูดคุยธรรมดาๆ เสร็จแล้วออกจากวัดไป
หลังจากนั้นไม่นาน.....สามเณรวันทองก็สึกขาลาเพศ เขาได้งานเป็นพนักงานเสริฟในร้านอาหารแห่งหนึ่ง กะว่าจะเก็บเงินเก็บทองสักก้อนกลับไปฝากพ่อแม่แขวงอุดมไซย และในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน....อีกมุมหนึ่งของโลก ผม(ผู้เขียน)ได้ทราบจากปากของอลิสในภายหลังว่า ตั้งแต่วันที่เธอได้พบกับสามเณรวันทองวันนั้น เธอ “ตกหลุมรัก” เข้าอย่างจัง หัวใจเธอร่ำร้องแต่อยากจะกลับไปหลวงพระบางอีก ด้วยเธอเป็นเจ้าหน้าที่วิจัยด้านสถิติและคณิตศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยชื่อดังทางใต้ของอังกฤษ การบุ๊คฮอลเดย์(ที่จะกลับไปหลวงพระบาง)จึงต้องทำล่วงหน้าอีกหกเดือนข้างหน้า
และวันเธอรอคอยก็มาถึง ปีคศ. 2007 เธอเดินทางกลับไปยังหลวงพระบางอีกครั้ง แน่นอน...เธอกลับไปที่วัดแห่งนั้นอีก....วัดที่เธอได้ทำหัวใจตกหล่นไว้ตรงนั้น แต่ก็ต้องผิดหวังและใจหายวูบเมื่อทราบว่า สามเณรวันทองได้สึกออกจากวัดไปแล้ว พระเณรในวัดแนะนำให้ลองไปหาเขาดูที่ร้านอาหารดู เผื่อเขายังทำงานที่นั่นอยู่ “อลิส” ตรงรี่ไปที่ร้านอาหารแห่งนั้นทันที ทีแรกตั้งใจจะไปเซอร์ไพร้ส์เขา....แต่ก็แอบหวั่นใจลึกๆ ว่าเขาอาจจะจำเธอไม่ได้ และเมื่อไปถึงร้านอาหารเธอพบว่า เธอเองก็จำวันทองแทบไม่ได้เพราะตอนเจอกันครั้งแรกเขาไม่มีผมและห่มผ้าเหลือง จนเธอต้องถามพนักงานเสริฟคนอื่นว่าวันทองคนไหน? เธอเลือกโต๊ะติดริมน้ำโขงแล้วแอบมองเขาทำงานอยู่ห่างๆ เธอสั่งอาหารแล้วกำชับ ว่าขอให้วันทองเป็นคนมาเสริฟเธอได้ไหม?
วันทองจำเธอไม่ได้จริงๆ....จนเธอต้องท้าวความไปยังวันสงกรานต์ที่ผ่านมา นั่นแหละ...วันทองถึงเริ่มจะจำได้ และทั้งสองนัดเจอกันอีกหลังเลิกงาน อลิสผิดหวังเล็กน้อยที่วันทองนำเพื่อนอีกคนมาด้วย แต่ก็พึ่งจะมาเข้าใจในภายหลังว่า รัฐบาลลาวเขาจะกีดกันไม่ให้ประชาชนของเขาคบหากับคนต่างชาติ(รวมทั้งคนไทยด้วย)ฉันท์แฟน และเพื่อไม่ให้เป็นที่เพ่งเล็งและตกเป็นเป้าแก่เจ้าหน้าที่รัฐ วันทองจึงนำเพื่อนมาด้วยอีกคน หลังจากวันทองอธิบาย...อลิสถึงเข้าใจ
ในระหว่างที่อลิสอยู่หลวงพระบาง วันทองได้ขอลาหยุดอาทิตย์หนึ่งพาเธอไปเที่ยวตามที่ต่างๆ และแน่นอนว่า...เขาต้องนำเพื่อนติดตามไปด้วยทุกครั้ง จนถึงวันสุดท้ายก่อนที่อลิสจะกลับอังกฤษ...เธอตัดสินใจบอกรักต่อวันทองและสัญญาว่าจะกลับมาหลวงพระบางอีก เธอดีใจที่วันทองก็บอกรักเธอเช่นกัน แต่ก็มีสีหน้าวิตกไม่น้อย.....เพราะเขารู้ดีว่า....หนทางข้างหน้าเขาจะต้องพบกับความยากลำบากที่ต้องเผชิญกับประเพณีที่เป็นเสมือน “กฏเหล็ก” จากทางการลาวที่จะกีดกันคนลาวไม่ให้รักหรือแต่งงานกับชาวต่างชาติ
ทันทีที่กลับมาถึงอังกฤษ....อลิสพยายามอย่างหนักหน่วงในการหางานทางเวปที่ประเทศลาว ด้วยความมุ่งมั่น...หลายเดือนต่อมาเธอก็ได้สมัครงานออนไลน์กับบริษัทอเมริกันทำงานในประเทศลาวที่เวียงจันท์ อลิส...เป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัวที่มีฐานะในขั้นดีพอสมควร พ่อเธอเป็นนายแพทย์และแม่ก็เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมืองที่เธออยู่ เธอตัดสินใจลาออกจากงานที่กำลังรุ่ง(เธอเป็นนักคณิตศาสตร์ที่อายุยังน้อย)ในมหาวิทยาลัยที่เธอทำอยู่ เธอขายบ้าน ขายรถ ขายเรือ ตีตั๋วเครื่องบินมุ่งหน้ากลับไปประเทศลาว และคราวนี้กะว่าจะไปอยู่อย่างยาวนานหรืออาจจะถาวร.......เธอบอกว่าต้องการไปอยู่กินกับวันทอง เธออ่านกฏหมายเกี่ยวกับประเทศลาวมากมาย และตระหนักดีว่า “ความรัก” ของเธอจะต้องเจออุปสรรคอย่างมากมาย พ่อของเธอพยายามทัดทาน แต่แม่ของเธอเป็นกำลังใจให้
ทางด้านวันทอง ก่อนที่อลิสจะมาเริ่มทำงานที่เวียงจันท์ เขาลาออกจากงานร้านอาหารที่หลวงพระบางแล้วมาหางานใหม่ที่เวียงจันท์ เขาได้งานเป็นมัคคุเทสก์พาชาวต่างชาติเที่ยว เขาเช่าบ้านหลังเล็กๆ อยู่ในเวียงจันท์ ส่วนอลิสก็เช่าแฟลตอยู่....การพบปะกันก็เป็นไปอย่างแอบๆ ซ่อนๆ เพื่อหลบหูหลบตาเจ้าหน้าที่ลาว
สองปีผ่านไป....การพบปะกันระหว่างวันทองและอลิสยังคงเป็นไปแบบหลบๆ ซ่อนๆ ....การที่จะได้อยู่ด้วยกันสองต่อสองได้อย่างยาวนานหลายชั่วโมงนั้น ทั้งเขาและเธอต้องนัดเจอกันที่หนองคายโดยข้ามแม่น้ำโขงมาอยู่ด้วยกันที่ฝั่งไทยวันสองวัน บ่อยเข้าๆ...เจ้าหน้าที่ก็เริ่มระแคะระคาย และ "แขกประจำ" ที่มาเคาะประตูบ้านเช่าของวันทองที่เวียงจันท์เกือบทุกคืนก็คือทหารลาวมาตรวจว่าเขาแอบมีแฟนเป็นชาวต่างชาติไว้หรือเปล่า? ตอนนั้น ทั้งอลิสและวันทองก็ต้องแกล้งห่างๆ กันไว้ และสุดท้ายอลิสก็ตัดสินใจว่า เธอและวันทองควรจะแต่งงานกัน....ไม่ใช่ที่ลาว แต่ไปแต่งกันที่กรุงเทพฯ โดยให้สถานทูตอังกฤษรับทราบ เธอแพลนว่า....หาก "ความรัก" ยังมีแต่อุปสรรคอยู่อย่างนี้ เธอก็จะพาวันทองไปใช้ชีวิตที่อังกฤษ
ทั้งสองตกลงที่จะจดทะเบียนสมรสแต่งงานกันที่กรุงเทพฯ แม่ของอลิสบินจากอังกฤษมาร่วมเป็นสักขีพยาน เธอปลื้มวันทองลูกเขยเป็นอย่างมากทั้งๆ ที่พึ่งเคยเจอกันครั้งแรก ด้วยว่าวันทองเป็นคนยิ้มง่าย หน้าตาซื่อๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม หลังการแต่งงาน...ทั้งคู่ก็ต้องแจ้งให้ทางการลาวทราบ วันทองกลับเดินทางกลับไปลาวคนเดียวเพื่อดูลาดเลาก่อน เพราะเขาเกรงว่าเขาอาจจะถูกจับกุม(เขาคงจะระแวงมากไปเอง)โดยให้อลิสและแม่ยายรออยู่กรุงเทพฯ ....และการเดินงานด้านเอกสารล่าช้าและขรุขระมาก ท้ายที่สุดอลิสตัดสินใจบอกว่าทองว่า “เราจะไปก่อร่างสร้างตัวกันที่อังกฤษ”
ผมได้รู้จักกับอลิสและวันทองโดยบังเอิญ ด้วยว่าภรรยาผมเธอสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยที่อลิสเคยทำงาน วันนั้น อลิสกับวันทองมาที่มหาวิทยาลัยได้พูดคุยกัน เรื่องจึงโยงมาหาผมเพราะผมเองก็มีเชื้อทางลาว ผมและภรรยานัดทำอาหารเลี้ยงอลิสและวันทองที่บ้าน วันนั้นผมทำแกงขี้เหล็ก แกงหน่อไม้ใส่ย่านาง และข้าวเหนียว.....ทำเอาวันทองที่ตอนนั้นจากเมืองลาวมาได้ปีกว่าๆ ถึงกับน้ำตาซึมทีเดียวเพราะคิดถึงบ้าน จากนั้นเรื่องราวความรักของเขาทั้งสองก็ถูกถ่ายทอดให้ผมและภรรยาฟังจนเราซาบซึ้ง ผมคิดว่าเรื่องราวความรักระหว่างผมกับภรรยาที่เป็นชาวอังกฤษเช่นกันจะมีอุปสรรคมากแล้ว แต่เมื่อเทียบกับของอลิสและวันทองแล้ว....แตกต่างกันทีเดียว
ปีที่ผ่านมา....วันทองได้บริทิชซิติเซ่นชิบที่ผมและภรรยาเป็นคนค้ำประกัน และเขาได้งานเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการที่บริษัทเดินเรือใกล้ๆ บ้าน เขาและอลิสซื้อ(ผ่อน)บ้านหลังที่มีวิวเห็นท้องทะเลและอ่าวท่าเรื่องธรรมชาติที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก(รองจากซิดนีย์)ด้วย อลิสกลับไปทำงานที่มหาวิทยาลัยเดิม อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ทั้งสองก็จะมีพยานรักด้วยกัน
ผูกเกลียวเกี่ยวรักไว้.......................เคียงกัน
สองจิตเราผูกพัน...........................ชั่วฟ้า
เกิดดับกี่กัปป์กัลป์.........................ขอร่วม ชีวาตม์
ปราถนาเจอทุกแหล่งหล้า...............ตราบฟ้าดินมลายฯ วัชรานนท์
ผิว่าหนุ่มสาวคู่ใดไหนมีรัก....ก็ให้รักนั้นยั่งยืน...อย่ารู้โรยรู้รา...อย่าหม่นอย่าไหม้....ให้ครองรักกันตราบนานเท่านาน
ถือโอกาสสวัสดีเพื่อนๆ ที่ห้องไกลบ้านทุกๆ คนด้วยทั้งคนเก่าแก่และคนใหม่ๆ สำหรับคนเก่าแก่ที่นี่หวังว่าคงจะจำผมได้นะครับ "คนอุดรฯ" หรือ "วัชรานนท์"
"สบายดีหลวงพระบาง"..... "บ่าวลาวสาวอังกฤษ" ...รักแท้ไม่เคยแพ้ระยะทาง...
แต่การณ์กลับไม่ได้เป็นที่คาดหวัง.....ในวัน“ปีใหม่ลาว” ซึ่งตรงกับวันปีใหม่ไทยคือวันสงกรานต์ เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของสามเณรวันทองที่เขาไม่ได้เฉลี่ยวใจแม้แต่น้อย เมื่อนักท่องเที่ยวสาวจากอังกฤษสามคนเข้าไปสรงน้ำพระพุทธรูปภายในบริเวณวัด สามเณรวันทองและเพื่อนๆ เห็นเป็นโอกาสจึงฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วย “อลิส” หนึ่งในสามสาวดูจะสนใจวันทองเป็นพิเศษ......กระนั้น ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการพูดคุยธรรมดาๆ เสร็จแล้วออกจากวัดไป
หลังจากนั้นไม่นาน.....สามเณรวันทองก็สึกขาลาเพศ เขาได้งานเป็นพนักงานเสริฟในร้านอาหารแห่งหนึ่ง กะว่าจะเก็บเงินเก็บทองสักก้อนกลับไปฝากพ่อแม่แขวงอุดมไซย และในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน....อีกมุมหนึ่งของโลก ผม(ผู้เขียน)ได้ทราบจากปากของอลิสในภายหลังว่า ตั้งแต่วันที่เธอได้พบกับสามเณรวันทองวันนั้น เธอ “ตกหลุมรัก” เข้าอย่างจัง หัวใจเธอร่ำร้องแต่อยากจะกลับไปหลวงพระบางอีก ด้วยเธอเป็นเจ้าหน้าที่วิจัยด้านสถิติและคณิตศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยชื่อดังทางใต้ของอังกฤษ การบุ๊คฮอลเดย์(ที่จะกลับไปหลวงพระบาง)จึงต้องทำล่วงหน้าอีกหกเดือนข้างหน้า
และวันเธอรอคอยก็มาถึง ปีคศ. 2007 เธอเดินทางกลับไปยังหลวงพระบางอีกครั้ง แน่นอน...เธอกลับไปที่วัดแห่งนั้นอีก....วัดที่เธอได้ทำหัวใจตกหล่นไว้ตรงนั้น แต่ก็ต้องผิดหวังและใจหายวูบเมื่อทราบว่า สามเณรวันทองได้สึกออกจากวัดไปแล้ว พระเณรในวัดแนะนำให้ลองไปหาเขาดูที่ร้านอาหารดู เผื่อเขายังทำงานที่นั่นอยู่ “อลิส” ตรงรี่ไปที่ร้านอาหารแห่งนั้นทันที ทีแรกตั้งใจจะไปเซอร์ไพร้ส์เขา....แต่ก็แอบหวั่นใจลึกๆ ว่าเขาอาจจะจำเธอไม่ได้ และเมื่อไปถึงร้านอาหารเธอพบว่า เธอเองก็จำวันทองแทบไม่ได้เพราะตอนเจอกันครั้งแรกเขาไม่มีผมและห่มผ้าเหลือง จนเธอต้องถามพนักงานเสริฟคนอื่นว่าวันทองคนไหน? เธอเลือกโต๊ะติดริมน้ำโขงแล้วแอบมองเขาทำงานอยู่ห่างๆ เธอสั่งอาหารแล้วกำชับ ว่าขอให้วันทองเป็นคนมาเสริฟเธอได้ไหม?
วันทองจำเธอไม่ได้จริงๆ....จนเธอต้องท้าวความไปยังวันสงกรานต์ที่ผ่านมา นั่นแหละ...วันทองถึงเริ่มจะจำได้ และทั้งสองนัดเจอกันอีกหลังเลิกงาน อลิสผิดหวังเล็กน้อยที่วันทองนำเพื่อนอีกคนมาด้วย แต่ก็พึ่งจะมาเข้าใจในภายหลังว่า รัฐบาลลาวเขาจะกีดกันไม่ให้ประชาชนของเขาคบหากับคนต่างชาติ(รวมทั้งคนไทยด้วย)ฉันท์แฟน และเพื่อไม่ให้เป็นที่เพ่งเล็งและตกเป็นเป้าแก่เจ้าหน้าที่รัฐ วันทองจึงนำเพื่อนมาด้วยอีกคน หลังจากวันทองอธิบาย...อลิสถึงเข้าใจ
ในระหว่างที่อลิสอยู่หลวงพระบาง วันทองได้ขอลาหยุดอาทิตย์หนึ่งพาเธอไปเที่ยวตามที่ต่างๆ และแน่นอนว่า...เขาต้องนำเพื่อนติดตามไปด้วยทุกครั้ง จนถึงวันสุดท้ายก่อนที่อลิสจะกลับอังกฤษ...เธอตัดสินใจบอกรักต่อวันทองและสัญญาว่าจะกลับมาหลวงพระบางอีก เธอดีใจที่วันทองก็บอกรักเธอเช่นกัน แต่ก็มีสีหน้าวิตกไม่น้อย.....เพราะเขารู้ดีว่า....หนทางข้างหน้าเขาจะต้องพบกับความยากลำบากที่ต้องเผชิญกับประเพณีที่เป็นเสมือน “กฏเหล็ก” จากทางการลาวที่จะกีดกันคนลาวไม่ให้รักหรือแต่งงานกับชาวต่างชาติ
ทันทีที่กลับมาถึงอังกฤษ....อลิสพยายามอย่างหนักหน่วงในการหางานทางเวปที่ประเทศลาว ด้วยความมุ่งมั่น...หลายเดือนต่อมาเธอก็ได้สมัครงานออนไลน์กับบริษัทอเมริกันทำงานในประเทศลาวที่เวียงจันท์ อลิส...เป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัวที่มีฐานะในขั้นดีพอสมควร พ่อเธอเป็นนายแพทย์และแม่ก็เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมืองที่เธออยู่ เธอตัดสินใจลาออกจากงานที่กำลังรุ่ง(เธอเป็นนักคณิตศาสตร์ที่อายุยังน้อย)ในมหาวิทยาลัยที่เธอทำอยู่ เธอขายบ้าน ขายรถ ขายเรือ ตีตั๋วเครื่องบินมุ่งหน้ากลับไปประเทศลาว และคราวนี้กะว่าจะไปอยู่อย่างยาวนานหรืออาจจะถาวร.......เธอบอกว่าต้องการไปอยู่กินกับวันทอง เธออ่านกฏหมายเกี่ยวกับประเทศลาวมากมาย และตระหนักดีว่า “ความรัก” ของเธอจะต้องเจออุปสรรคอย่างมากมาย พ่อของเธอพยายามทัดทาน แต่แม่ของเธอเป็นกำลังใจให้
ทางด้านวันทอง ก่อนที่อลิสจะมาเริ่มทำงานที่เวียงจันท์ เขาลาออกจากงานร้านอาหารที่หลวงพระบางแล้วมาหางานใหม่ที่เวียงจันท์ เขาได้งานเป็นมัคคุเทสก์พาชาวต่างชาติเที่ยว เขาเช่าบ้านหลังเล็กๆ อยู่ในเวียงจันท์ ส่วนอลิสก็เช่าแฟลตอยู่....การพบปะกันก็เป็นไปอย่างแอบๆ ซ่อนๆ เพื่อหลบหูหลบตาเจ้าหน้าที่ลาว
สองปีผ่านไป....การพบปะกันระหว่างวันทองและอลิสยังคงเป็นไปแบบหลบๆ ซ่อนๆ ....การที่จะได้อยู่ด้วยกันสองต่อสองได้อย่างยาวนานหลายชั่วโมงนั้น ทั้งเขาและเธอต้องนัดเจอกันที่หนองคายโดยข้ามแม่น้ำโขงมาอยู่ด้วยกันที่ฝั่งไทยวันสองวัน บ่อยเข้าๆ...เจ้าหน้าที่ก็เริ่มระแคะระคาย และ "แขกประจำ" ที่มาเคาะประตูบ้านเช่าของวันทองที่เวียงจันท์เกือบทุกคืนก็คือทหารลาวมาตรวจว่าเขาแอบมีแฟนเป็นชาวต่างชาติไว้หรือเปล่า? ตอนนั้น ทั้งอลิสและวันทองก็ต้องแกล้งห่างๆ กันไว้ และสุดท้ายอลิสก็ตัดสินใจว่า เธอและวันทองควรจะแต่งงานกัน....ไม่ใช่ที่ลาว แต่ไปแต่งกันที่กรุงเทพฯ โดยให้สถานทูตอังกฤษรับทราบ เธอแพลนว่า....หาก "ความรัก" ยังมีแต่อุปสรรคอยู่อย่างนี้ เธอก็จะพาวันทองไปใช้ชีวิตที่อังกฤษ
ทั้งสองตกลงที่จะจดทะเบียนสมรสแต่งงานกันที่กรุงเทพฯ แม่ของอลิสบินจากอังกฤษมาร่วมเป็นสักขีพยาน เธอปลื้มวันทองลูกเขยเป็นอย่างมากทั้งๆ ที่พึ่งเคยเจอกันครั้งแรก ด้วยว่าวันทองเป็นคนยิ้มง่าย หน้าตาซื่อๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม หลังการแต่งงาน...ทั้งคู่ก็ต้องแจ้งให้ทางการลาวทราบ วันทองกลับเดินทางกลับไปลาวคนเดียวเพื่อดูลาดเลาก่อน เพราะเขาเกรงว่าเขาอาจจะถูกจับกุม(เขาคงจะระแวงมากไปเอง)โดยให้อลิสและแม่ยายรออยู่กรุงเทพฯ ....และการเดินงานด้านเอกสารล่าช้าและขรุขระมาก ท้ายที่สุดอลิสตัดสินใจบอกว่าทองว่า “เราจะไปก่อร่างสร้างตัวกันที่อังกฤษ”
ผมได้รู้จักกับอลิสและวันทองโดยบังเอิญ ด้วยว่าภรรยาผมเธอสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยที่อลิสเคยทำงาน วันนั้น อลิสกับวันทองมาที่มหาวิทยาลัยได้พูดคุยกัน เรื่องจึงโยงมาหาผมเพราะผมเองก็มีเชื้อทางลาว ผมและภรรยานัดทำอาหารเลี้ยงอลิสและวันทองที่บ้าน วันนั้นผมทำแกงขี้เหล็ก แกงหน่อไม้ใส่ย่านาง และข้าวเหนียว.....ทำเอาวันทองที่ตอนนั้นจากเมืองลาวมาได้ปีกว่าๆ ถึงกับน้ำตาซึมทีเดียวเพราะคิดถึงบ้าน จากนั้นเรื่องราวความรักของเขาทั้งสองก็ถูกถ่ายทอดให้ผมและภรรยาฟังจนเราซาบซึ้ง ผมคิดว่าเรื่องราวความรักระหว่างผมกับภรรยาที่เป็นชาวอังกฤษเช่นกันจะมีอุปสรรคมากแล้ว แต่เมื่อเทียบกับของอลิสและวันทองแล้ว....แตกต่างกันทีเดียว
ปีที่ผ่านมา....วันทองได้บริทิชซิติเซ่นชิบที่ผมและภรรยาเป็นคนค้ำประกัน และเขาได้งานเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการที่บริษัทเดินเรือใกล้ๆ บ้าน เขาและอลิสซื้อ(ผ่อน)บ้านหลังที่มีวิวเห็นท้องทะเลและอ่าวท่าเรื่องธรรมชาติที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก(รองจากซิดนีย์)ด้วย อลิสกลับไปทำงานที่มหาวิทยาลัยเดิม อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ทั้งสองก็จะมีพยานรักด้วยกัน
ผูกเกลียวเกี่ยวรักไว้.......................เคียงกัน
สองจิตเราผูกพัน...........................ชั่วฟ้า
เกิดดับกี่กัปป์กัลป์.........................ขอร่วม ชีวาตม์
ปราถนาเจอทุกแหล่งหล้า...............ตราบฟ้าดินมลายฯ วัชรานนท์
ผิว่าหนุ่มสาวคู่ใดไหนมีรัก....ก็ให้รักนั้นยั่งยืน...อย่ารู้โรยรู้รา...อย่าหม่นอย่าไหม้....ให้ครองรักกันตราบนานเท่านาน
ถือโอกาสสวัสดีเพื่อนๆ ที่ห้องไกลบ้านทุกๆ คนด้วยทั้งคนเก่าแก่และคนใหม่ๆ สำหรับคนเก่าแก่ที่นี่หวังว่าคงจะจำผมได้นะครับ "คนอุดรฯ" หรือ "วัชรานนท์"