"สบายดีหลวงพระบาง"..... "บ่าวลาวสาวอังกฤษ" ...รักแท้ไม่เคยแพ้ระยะทาง...

เกิดที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งแขวงอุดมไซยภาคเหนือของประเทศลาว    ด้วยฐานะทางบ้านยากจน..... “วันทอง” ตัดสินใจบวชเป็นสามเณรแล้วมุ่งหน้าลงสู่ “เมืองหลวงพระบาง”เมืองหลวงเก่าเพื่อหาโอกาสได้เรียนต่อ   เขาไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่าการได้แค่อ่านออกและเขียนได้   ตั้งใจจะบวชสักสองสามปี   จากนั้นก็จะสิกขาลาเพศกลับแขวงอุดมไซยกลับไปทำไร่ไถ่นาช่วยพ่อแม่ที่เริ่มชราภาพ


แต่การณ์กลับไม่ได้เป็นที่คาดหวัง.....ในวัน“ปีใหม่ลาว” ซึ่งตรงกับวันปีใหม่ไทยคือวันสงกรานต์  เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของสามเณรวันทองที่เขาไม่ได้เฉลี่ยวใจแม้แต่น้อย   เมื่อนักท่องเที่ยวสาวจากอังกฤษสามคนเข้าไปสรงน้ำพระพุทธรูปภายในบริเวณวัด   สามเณรวันทองและเพื่อนๆ เห็นเป็นโอกาสจึงฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วย    “อลิส” หนึ่งในสามสาวดูจะสนใจวันทองเป็นพิเศษ......กระนั้น ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการพูดคุยธรรมดาๆ เสร็จแล้วออกจากวัดไป


หลังจากนั้นไม่นาน.....สามเณรวันทองก็สึกขาลาเพศ   เขาได้งานเป็นพนักงานเสริฟในร้านอาหารแห่งหนึ่ง   กะว่าจะเก็บเงินเก็บทองสักก้อนกลับไปฝากพ่อแม่แขวงอุดมไซย   และในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน....อีกมุมหนึ่งของโลก    ผม(ผู้เขียน)ได้ทราบจากปากของอลิสในภายหลังว่า  ตั้งแต่วันที่เธอได้พบกับสามเณรวันทองวันนั้น  เธอ “ตกหลุมรัก” เข้าอย่างจัง     หัวใจเธอร่ำร้องแต่อยากจะกลับไปหลวงพระบางอีก    ด้วยเธอเป็นเจ้าหน้าที่วิจัยด้านสถิติและคณิตศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยชื่อดังทางใต้ของอังกฤษ   การบุ๊คฮอลเดย์(ที่จะกลับไปหลวงพระบาง)จึงต้องทำล่วงหน้าอีกหกเดือนข้างหน้า


และวันเธอรอคอยก็มาถึง  ปีคศ. 2007 เธอเดินทางกลับไปยังหลวงพระบางอีกครั้ง    แน่นอน...เธอกลับไปที่วัดแห่งนั้นอีก....วัดที่เธอได้ทำหัวใจตกหล่นไว้ตรงนั้น   แต่ก็ต้องผิดหวังและใจหายวูบเมื่อทราบว่า   สามเณรวันทองได้สึกออกจากวัดไปแล้ว   พระเณรในวัดแนะนำให้ลองไปหาเขาดูที่ร้านอาหารดู  เผื่อเขายังทำงานที่นั่นอยู่   “อลิส” ตรงรี่ไปที่ร้านอาหารแห่งนั้นทันที   ทีแรกตั้งใจจะไปเซอร์ไพร้ส์เขา....แต่ก็แอบหวั่นใจลึกๆ ว่าเขาอาจจะจำเธอไม่ได้   และเมื่อไปถึงร้านอาหารเธอพบว่า  เธอเองก็จำวันทองแทบไม่ได้เพราะตอนเจอกันครั้งแรกเขาไม่มีผมและห่มผ้าเหลือง   จนเธอต้องถามพนักงานเสริฟคนอื่นว่าวันทองคนไหน?  เธอเลือกโต๊ะติดริมน้ำโขงแล้วแอบมองเขาทำงานอยู่ห่างๆ    เธอสั่งอาหารแล้วกำชับ ว่าขอให้วันทองเป็นคนมาเสริฟเธอได้ไหม?    


วันทองจำเธอไม่ได้จริงๆ....จนเธอต้องท้าวความไปยังวันสงกรานต์ที่ผ่านมา   นั่นแหละ...วันทองถึงเริ่มจะจำได้  และทั้งสองนัดเจอกันอีกหลังเลิกงาน    อลิสผิดหวังเล็กน้อยที่วันทองนำเพื่อนอีกคนมาด้วย   แต่ก็พึ่งจะมาเข้าใจในภายหลังว่า   รัฐบาลลาวเขาจะกีดกันไม่ให้ประชาชนของเขาคบหากับคนต่างชาติ(รวมทั้งคนไทยด้วย)ฉันท์แฟน     และเพื่อไม่ให้เป็นที่เพ่งเล็งและตกเป็นเป้าแก่เจ้าหน้าที่รัฐ   วันทองจึงนำเพื่อนมาด้วยอีกคน   หลังจากวันทองอธิบาย...อลิสถึงเข้าใจ


ในระหว่างที่อลิสอยู่หลวงพระบาง   วันทองได้ขอลาหยุดอาทิตย์หนึ่งพาเธอไปเที่ยวตามที่ต่างๆ และแน่นอนว่า...เขาต้องนำเพื่อนติดตามไปด้วยทุกครั้ง   จนถึงวันสุดท้ายก่อนที่อลิสจะกลับอังกฤษ...เธอตัดสินใจบอกรักต่อวันทองและสัญญาว่าจะกลับมาหลวงพระบางอีก     เธอดีใจที่วันทองก็บอกรักเธอเช่นกัน   แต่ก็มีสีหน้าวิตกไม่น้อย.....เพราะเขารู้ดีว่า....หนทางข้างหน้าเขาจะต้องพบกับความยากลำบากที่ต้องเผชิญกับประเพณีที่เป็นเสมือน “กฏเหล็ก” จากทางการลาวที่จะกีดกันคนลาวไม่ให้รักหรือแต่งงานกับชาวต่างชาติ



ทันทีที่กลับมาถึงอังกฤษ....อลิสพยายามอย่างหนักหน่วงในการหางานทางเวปที่ประเทศลาว    ด้วยความมุ่งมั่น...หลายเดือนต่อมาเธอก็ได้สมัครงานออนไลน์กับบริษัทอเมริกันทำงานในประเทศลาวที่เวียงจันท์   อลิส...เป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัวที่มีฐานะในขั้นดีพอสมควร  พ่อเธอเป็นนายแพทย์และแม่ก็เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมืองที่เธออยู่   เธอตัดสินใจลาออกจากงานที่กำลังรุ่ง(เธอเป็นนักคณิตศาสตร์ที่อายุยังน้อย)ในมหาวิทยาลัยที่เธอทำอยู่   เธอขายบ้าน  ขายรถ  ขายเรือ  ตีตั๋วเครื่องบินมุ่งหน้ากลับไปประเทศลาว   และคราวนี้กะว่าจะไปอยู่อย่างยาวนานหรืออาจจะถาวร.......เธอบอกว่าต้องการไปอยู่กินกับวันทอง  เธออ่านกฏหมายเกี่ยวกับประเทศลาวมากมาย  และตระหนักดีว่า “ความรัก” ของเธอจะต้องเจออุปสรรคอย่างมากมาย     พ่อของเธอพยายามทัดทาน   แต่แม่ของเธอเป็นกำลังใจให้


ทางด้านวันทอง   ก่อนที่อลิสจะมาเริ่มทำงานที่เวียงจันท์    เขาลาออกจากงานร้านอาหารที่หลวงพระบางแล้วมาหางานใหม่ที่เวียงจันท์   เขาได้งานเป็นมัคคุเทสก์พาชาวต่างชาติเที่ยว    เขาเช่าบ้านหลังเล็กๆ อยู่ในเวียงจันท์    ส่วนอลิสก็เช่าแฟลตอยู่....การพบปะกันก็เป็นไปอย่างแอบๆ ซ่อนๆ เพื่อหลบหูหลบตาเจ้าหน้าที่ลาว    


สองปีผ่านไป....การพบปะกันระหว่างวันทองและอลิสยังคงเป็นไปแบบหลบๆ ซ่อนๆ ....การที่จะได้อยู่ด้วยกันสองต่อสองได้อย่างยาวนานหลายชั่วโมงนั้น   ทั้งเขาและเธอต้องนัดเจอกันที่หนองคายโดยข้ามแม่น้ำโขงมาอยู่ด้วยกันที่ฝั่งไทยวันสองวัน   บ่อยเข้าๆ...เจ้าหน้าที่ก็เริ่มระแคะระคาย    และ "แขกประจำ" ที่มาเคาะประตูบ้านเช่าของวันทองที่เวียงจันท์เกือบทุกคืนก็คือทหารลาวมาตรวจว่าเขาแอบมีแฟนเป็นชาวต่างชาติไว้หรือเปล่า?     ตอนนั้น  ทั้งอลิสและวันทองก็ต้องแกล้งห่างๆ กันไว้     และสุดท้ายอลิสก็ตัดสินใจว่า   เธอและวันทองควรจะแต่งงานกัน....ไม่ใช่ที่ลาว  แต่ไปแต่งกันที่กรุงเทพฯ โดยให้สถานทูตอังกฤษรับทราบ  เธอแพลนว่า....หาก "ความรัก" ยังมีแต่อุปสรรคอยู่อย่างนี้   เธอก็จะพาวันทองไปใช้ชีวิตที่อังกฤษ


ทั้งสองตกลงที่จะจดทะเบียนสมรสแต่งงานกันที่กรุงเทพฯ   แม่ของอลิสบินจากอังกฤษมาร่วมเป็นสักขีพยาน   เธอปลื้มวันทองลูกเขยเป็นอย่างมากทั้งๆ ที่พึ่งเคยเจอกันครั้งแรก   ด้วยว่าวันทองเป็นคนยิ้มง่าย  หน้าตาซื่อๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม    หลังการแต่งงาน...ทั้งคู่ก็ต้องแจ้งให้ทางการลาวทราบ    วันทองกลับเดินทางกลับไปลาวคนเดียวเพื่อดูลาดเลาก่อน   เพราะเขาเกรงว่าเขาอาจจะถูกจับกุม(เขาคงจะระแวงมากไปเอง)โดยให้อลิสและแม่ยายรออยู่กรุงเทพฯ ....และการเดินงานด้านเอกสารล่าช้าและขรุขระมาก   ท้ายที่สุดอลิสตัดสินใจบอกว่าทองว่า  “เราจะไปก่อร่างสร้างตัวกันที่อังกฤษ”



ผมได้รู้จักกับอลิสและวันทองโดยบังเอิญ  ด้วยว่าภรรยาผมเธอสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยที่อลิสเคยทำงาน   วันนั้น  อลิสกับวันทองมาที่มหาวิทยาลัยได้พูดคุยกัน    เรื่องจึงโยงมาหาผมเพราะผมเองก็มีเชื้อทางลาว   ผมและภรรยานัดทำอาหารเลี้ยงอลิสและวันทองที่บ้าน   วันนั้นผมทำแกงขี้เหล็ก  แกงหน่อไม้ใส่ย่านาง และข้าวเหนียว.....ทำเอาวันทองที่ตอนนั้นจากเมืองลาวมาได้ปีกว่าๆ ถึงกับน้ำตาซึมทีเดียวเพราะคิดถึงบ้าน    จากนั้นเรื่องราวความรักของเขาทั้งสองก็ถูกถ่ายทอดให้ผมและภรรยาฟังจนเราซาบซึ้ง    ผมคิดว่าเรื่องราวความรักระหว่างผมกับภรรยาที่เป็นชาวอังกฤษเช่นกันจะมีอุปสรรคมากแล้ว   แต่เมื่อเทียบกับของอลิสและวันทองแล้ว....แตกต่างกันทีเดียว


ปีที่ผ่านมา....วันทองได้บริทิชซิติเซ่นชิบที่ผมและภรรยาเป็นคนค้ำประกัน   และเขาได้งานเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการที่บริษัทเดินเรือใกล้ๆ บ้าน   เขาและอลิสซื้อ(ผ่อน)บ้านหลังที่มีวิวเห็นท้องทะเลและอ่าวท่าเรื่องธรรมชาติที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก(รองจากซิดนีย์)ด้วย   อลิสกลับไปทำงานที่มหาวิทยาลัยเดิม   อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า   ทั้งสองก็จะมีพยานรักด้วยกัน


ผูกเกลียวเกี่ยวรักไว้.......................เคียงกัน
สองจิตเราผูกพัน...........................ชั่วฟ้า
เกิดดับกี่กัปป์กัลป์.........................ขอร่วม ชีวาตม์
ปราถนาเจอทุกแหล่งหล้า...............ตราบฟ้าดินมลายฯ
วัชรานนท์





ผิว่าหนุ่มสาวคู่ใดไหนมีรัก....ก็ให้รักนั้นยั่งยืน...อย่ารู้โรยรู้รา...อย่าหม่นอย่าไหม้....ให้ครองรักกันตราบนานเท่านาน


ถือโอกาสสวัสดีเพื่อนๆ ที่ห้องไกลบ้านทุกๆ คนด้วยทั้งคนเก่าแก่และคนใหม่ๆ   สำหรับคนเก่าแก่ที่นี่หวังว่าคงจะจำผมได้นะครับ  "คนอุดรฯ" หรือ "วัชรานนท์"
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่