เรียนรู้จากกรณีคำพิพากษากรณีครูจอมทรัพย์ติดคุกฟรี ประชาชนอย่างเราอย่ารับฟังข่าวด้านเดียวครับ คิด วิเคราะห์ แยกแยะด้วยครับ ต้องยอมรับว่าคดีนี้เองทีแรกผมก็เสพข่าวแบบอินไปกันตามท้องเรื่องมากพอสมควร แต่เราเองก็ควรมีหลักเหตุผลและศาลเองก็ได้มีการตัดสินถึงสามศาลแล้ว ลองมาดูเปรียบเทียบกันดูด้านที่มาที่ไปของรูปคดีนะครับ แหล่งที่มา เฟสบุค Law Inspiration บันทึกคดีครูจอมทรัพย์
- 11 มี.ค. 48 เกิดเหตุรถกระบะเฉี่ยวชนรถจักรยานสองจนมีผู้เสียชีวิตเวลาประมาณ 20.30 น. (มีการนำส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตเวลาประมาณ 21.50)
- 13 มิ.ย. 48 ครูจอมทรัพย์เข้ามอบตัวกับตำรวจ และขอให้การปฏิเสธในชั้นพนักงานสอบสวน (*จุดนี้ควรตั้งข้อสังเกตว่าควรให้การต่อสู้ ถ้าไม่ได้ทำผิดจริง - ภาษากฎหมายเรียกว่าปฏิเสธลอย)
- 7 ก.ค. 48 พนักงานอัยการจังหวัดนครพนมยื่นคำฟ้องต่อศาล
- 1 ส.ค. 48 ครูจอมทรัพย์ตั้งทนายความสู้คดี และยื่นคำให้การต่อศาลว่า ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา รายละเอียดจะขอให้การในชั้นศาลต่อไป
- 1 ส.ค. 48 ศาลนัดพร้อม อัยการแถลงว่าจะสืบพยานโจทก์ 12 ปาก และทนายจำเลยแถลงว่าจะสืบพยาน 12 ปากเช่นกัน
- 25 ส.ค. 49 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า ครูจอมทรัพย์มีความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (ป.อ. 291) ลงโทษจำคุก 3 ปี และ ผิดพ.ร.บ.จราจรทางบกฐานไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่ไปแสดงตัวกับแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ลงโทษจำคุก 2 เดือน (รวมโทษจำคุก 3 ปี 2 เดือน)
- 17 พ.ย. 49 ครูจอมทรัพย์เปลี่ยนทนายสู้คดีชั้นอุทธรณ์และฎีกาเป็น “ทนายความวันชัย สอนศิริ”
- 7 พ.ค. 52 ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้องครูจอมทรัพย์
- 24 ก.ย. 56 ศาลฎีกาพิพากษากลับอีกครั้ง ให้ลงโทษจำคุกครูจอมทรัพย์ตามศาลชั้นต้น
----------------
พยานหลักฐานในคดี
ทีนี้มาพิจารณาถึงกระบวนการยุติธรรมในส่วนของพยานหลักฐานกันบ้างครับ (ความเห็นส่วนตัว ตามข้อมูลที่มีจากคำพิพากษาและพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อน ๆ ในวงการนักกฎหมาย)
1) คดีนี้มีประจักษ์พยาน (พยานที่เห็นเหตุการณ์ ซึ่งมีน้ำหนักมาก เมื่อเทียบกับพยานประเภทอื่น ๆ) เพียงรายเดียว คือ นาง ท. คนขับมอเตอร์ไซต์ ที่เห็นรถกระบะขับแซงขวาขึ้นไปชนกับรถจักรยานของผู้ตาย
2) นาง ท. บอกในชั้นสอบสวนว่า เห็นคนขับกระบะหยุดรถ (ในชั้นพนักงานสอบสวน ไม่บอกว่าเห็นเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง - ตามข่าวคุณครูบอกว่า นาง ท. บอก แต่ตำรวจไม่บันทึก **ในคำพิพากษาศาลไม่เชื่อว่าบอก เพราะไม่มีเหตุผลที่ตำรวจจะต้องกลั่นแกล้งหรือไม่บันทึก เพราะตอนนั้น ตำรวจยังไม่รู้เลยว่าใครเป็นเจ้าของรถ)
3) นาง ท. บอกว่าหันไฟหน้าจากรถมอเตอร์ไซต์ตัวเองไปบริเวณที่รถกระบะจอดอยู่ ซึ่งอยู่ห่างไม่เกิน 10 เมตร เลยเห็นชัดว่าเลขทะเบียน คือ “บค 56 สกลนคร” (ประจักษ์พยานอ้างว่าเห็น น้ำหนังจึงมาก และตำรวจก็ไม่ได้เอ๊ะใจว่า นาง ท. จะจำผิด หรือ เห็นไม่ชัดแต่บอกว่าเห็นชัด)
4) หลังจากนั้น พนักงานสอบสวนก็ประสานไปขนส่งเพื่อหาเจ้าของรถทะเบียนดังกล่าว และเรียกให้เจ้าของรถนำรถมาให้ตรวจสอบ ซึ่งเจ้าของก็นำมาให้ตรวจสอบและบอกว่าพึ่งซื้อรถมาในวันที่เกิดเหตุ (ดูแล้วตำรวจก็ไม่ได้กลั่นแกล้ง เพราะทำตามขั้นตอนปกติ)
5) ตำรวจส่งเรื่องรถกระบะให้ผู้เชี่ยวชาญที่ทำหน้าที่มามากกว่า 10 ปีตรวจสอบ และส่งป้ายทะเบียนรถยนต์ไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งผลที่ได้มีน้ำหนักมากว่ารอยที่พบบนรถกระบะซึ่งมีทั้งรอยเก่าและรอยใหม่ น่าจะตรงกับรอยที่พบบนรถจักรยานของผู้ตาย น้ำหนักพยานส่วนนี้จึงมีค่อนข้างมาก
6) คนที่ซื้อรถไปจากคุณครู ก็ให้การว่าเคยเห็นแต่รอยเก่า พึ่งเห็นรอยครูดใหม่ในวันตอนรับรถ (น้ำหนักตอนนี้ค่อนข้างชี้ชัดมาทางผู้ที่ครอบครองรถกระบะ “บค 56 สกลนคร” ในขณะเกิดเหตุว่าน่าจะเป็นคนกระทำความผิด)
7) เมื่อประจักษ์พยาน และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่า “รถกระบะ บค 56 สกคนคร” เป็นรถคันก่อเหตุ จึงต้องพิจารณาต่อว่าแล้วใครไปคนขับรถคันดังกล่าว
8) คนซื้อรถกระบะจากคุณครู รวมถึงคุณครูจอมทรัพย์ยอมรับว่าขณะเกิดเหตุ คุณครูเป็นผู้ครอบครองรถคันดังกล่าว
9) นาง ท. มาให้การในชั้นศาลว่า คนขับรถกระบะเป็นผู้ชาย แต่ไม่ได้แจ้งในชั้นสอบสวน น้ำหนักพยานในส่วนนี้จึงฟังไม่ขึ้น (ซึ่งดูจาก Timeline แล้ว คำให้การชั้นสอบสวน คือ หลังวันเกิดเหตุ แต่คำให้การในชั้นศาลห่างออกไปแล้วอย่างน้อย 6 เดือน ทำให้น้ำหนักคำให้การตอนหลังน้อยลงมาก เพราะ ระยะเวลาห่างจากตอนเกิดเหตุมาก เมื่อเทียบกับคำให้การหลังเกิดเหตุทันที **จุดนี้น่าสนใจมากว่า ตอนเกิดเหตุ นาง ท. ได้แจ้งให้ตำรวจทราบจริงหรือไม่ว่าคนขับเป็นผู้ชาย หรือ ตำรวจได้มีการสอบถาม นาง ท. หรือไม่ว่าคนขับเป็นชายหรือหญิง**)
10) ครูจอมทรัพย์อ้างพยานบุคคลเป็นญาติของตนเพียงคนเดียวว่าตนไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ น้ำหนักพยานส่วนนี้จึงน้อยมาก (พยานเป็นญาติ เป็นคนใกล้ชิด โดยทั่วไปย่อมเข้าข้างกันเอง)
11) ศาลชั้นต้นชั่งน้ำหนักพยาน แล้วเชื่อว่าฝั่งครูจอมทรัพย์ทำผิดจริง (ลองดูพยาน 2 ฝั่งแล้วอ่านโดยปราศจากอคติดูครับว่า ถ้าเราเป็นคนกลางฝั่งไหนน่าเชื่อกว่ากัน)
- “ฝั่งอัยการและพนักงานสอบสวน” มีทั้ง นาง ท. ประจักษ์พยาน, พยานผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจสอบรอยครูด, คนซื้อรถที่บอกว่าครูจอมทรัพย์ครอบครองรถในวันเกิดเหตุ และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ชี้ว่ารถกระบะคันดังกล่าวชนรถจักรยานของผู้ตาย
- ขณะที่ “ฝั่งครูจอมทรัพย์” มีพยานเพียง ญาติที่ใกล้ชิด 1 คนยืนยันว่าครูไม่ได้อยู่ที่เกิดเหตุ, บันทึกการตรวจสภาพรถที่ทำขึ้นเมื่อไหร่ไม่ทราบ (แถมคนซื้อรถยังบอกว่าเป็นรอยครูดใหม่ เลยยิ่งทำให้บันทึกนี้ไม่มีน้ำหนัก)
12) ศาลอุทธรณ์ ไม่ได้มีการสืบพยานใหม่ ต้องใช้พยานหลักฐานจากชั้นพนักงานสอบสวนและคำให้การของพยานในศาลชั้นต้นมาพิจารณา ซึ่งน้ำหนักก็ยังโน้มเอียงว่าครูจอมทรัพย์เป็นผู้กระทำความผิด เพียงแต่มีข้อสงสัยว่า
- นาง ท. ไม่ได้บอกเพื่อนที่ขับมอเตอร์ไซต์ตามหลังมาว่า รถยนต์กระบะที่ชนยี่ห้ออะไร เลขทะเบียนอะไร ซึ่งโดยหลักแล้วถ้าเห็นทั้งหมดก็ควรจะบอกเพื่อน ๆ ให้ช่วยกันจำหรือจดเป็นหลักฐาน ศาลเลยมีข้อสงสัยว่า นาง ท. เห็นหรือจำเลขทะเบียนได้จริงหรือไม่
- นาง ท. ให้การว่าเห็นคนขับเป็นผู้ชาย แต่ครูจอมทรัพย์เป็นผู้หญิง ศาลเลยมองว่ามีข้อสงสัยอยู่
- รอยครูดใหม่อยู่ด้านซ้าย แต่รถกระบะแซงขวาไปชน ดังนั้นรอยครูดควรจะอยู่ฝั่งขวามากกว่าฝั่งซ้าย
ดังนั้น ศาลอุทธรณ์จึงยกประโยชน์แห่งข้อสงสัยให้จำเลย (ในคดีอาญา ถึงน้ำหนักจะชี้ชัดว่าจำเลยทำผิด แต่โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ศาลสิ้นสงสัยว่าจำเลยทำผิดจริง ๆ ถ้ามีข้อสงสัยเพียงเล็กน้อย ก็ต้องยกประโยชน์ให้จำเลย **ตามภาษิตกฎหมายที่บอกว่า “ปล่อยคนผิด 10 คน ดีกว่าจับผู้บริสุทธ์เพียงคนเดียว”
แต่จริง ๆ ศาลอุทธรณ์ก็ยังคิดว่ามีโอกาสที่ครูจอมทรัพย์จะเป็นคนชนจริง เลยมีคำสั่งให้ขังระหว่างฎีกา (แต่ในความเป็นจริง ก็ประกันตัวออกมาสู้คดีได้ครับ)
13) ศาลฎีกา เชื่อตามศาลชั้นต้น
- เชื่อว่า นาง ท. เห็นเลขทะเบียนจริง เพราะตอนชั้นพนักงานสอบสวนบอกว่าส่องไฟหน้ารถเข้าไป และรถห่างเพียง 10 เมตร ไม่น่าจะจำผิด
- เชื่อว่า รอยครูดใหม่เกิดจากการชนจริง เพราะ มีพยานผู้เชี่ยวชาญยืนยัน 2 คน และคนซื้อรถจากครูจอมทรัพย์บอกว่าเป็นรอยใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน วันที่ซื้อไม่มีรอย แต่มามีรอยวันรับรถ (หลังวันชน) (แต่ศาลไม่ได้สงสัยว่ารอยควรจะอยู่ขวาหรือซ้าย)
- เชื่อว่า ตำรวจไม่ได้กลั่นแกล้งในเรื่องคนขับเป็นชายหรือหญิง เนื่องจากชั้นสอบสวนไม่มีเหตุผลที่ตำรวจจะต้องไม่บันทึกคำให้การนี้ไว้ (วันที่ให้การ ตำรวจยังไม่รู้เลยว่าใครเป็นเจ้าของรถ แล้วจะแกล้งไม่บันทึกว่าเป็นผู้ชายทำไม ?)
- เชื่อว่า ครูจอมทรัพย์ครอบครองรถตอนเกิดเหตุจริง เพราะครูและคนซื้อรถให้การตรงกัน
- เชื่อว่า ครูจอมทรัพย์ขับไปชน เพราะ พยานที่อ้างอิงถิ่นที่อยู่ของครูจอมทรัพย์มีเพียงญาติของครูเพียงคนเดียว (คนใกล้ชิดกัน ย่อมมีโอกาสที่จะเข้าข้างกันเป็นเรื่องธรรมดา)
ดังนั้น ศาลฎีกาจึงตัดสินว่าครูจอมทรัพย์ผิดจริง
----------
แล้วเราเรียนรู้อะไรจากคดีนี้บ้าง
- การปฏิเสธลอยในชั้นพนักงานสอบสวนไม่ควรจะทำ หากต้องการปฏิเสธควรจะให้การไปเลยว่าเรามีเหตุผล พยานหลักฐานว่าอะไร ทำไมถึงปฏิเสธข้อกล่าวหา เพราะหากปล่อยไว้นาน ไปให้การในชั้นศาล ศาลอาจจะมองว่าเรามีเวลาในการเตรียมการที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริงได้ (หลักจิตวิทยาทั่วไปเลยครับ คนโกหกโดยที่เตรียมตัวกับไม่เตรียมตัว คำโกหกต่างกัน)
- หากเราจะเป็นพยานในคดีใดคดีหนึ่ง หากไม่มั่นใจอย่าให้การที่ทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อน เห็นชัดก็ต้องบอกว่าชัด ไม่ชัดก็ต้องบอกไม่ชัด อย่าปะติดปะต่อเรื่องราวเอาเองครับ
- พยานหลักฐานที่จะนำเสนอต่อศาลมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศาลชั้นต้น เพราะชั้นอุทธรณ์ ฎีกา เราไม่มีสิทธิเสนอพยานหลักฐานอื่นเพิ่มเติมแล้ว ดังนั้น การเลือกทนายที่จะต่อสู้ให้เราในศาลชั้นต้นต้องเลือกอย่างดี คุยแนวทางให้ตรงกัน และมีพยานมากแค่ไหน จัดให้เต็ม นำเสนอให้ศาลเชื่อมากที่สุด
----------
ไว้คิดอะไรได้เพิ่มเติม จะมาเขียนเพิ่มนะครับ หากมีอะไรอยากแลกเปลี่ยน เข้ามาพูดคุยกันได้ครับ
เราเรียนรู้อะไรจากกระบวนการยุติธรรม กรณีครูจอมทรัพย์ (ยังไม่รู้แพะ หรือ แกะ)
- 11 มี.ค. 48 เกิดเหตุรถกระบะเฉี่ยวชนรถจักรยานสองจนมีผู้เสียชีวิตเวลาประมาณ 20.30 น. (มีการนำส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตเวลาประมาณ 21.50)
- 13 มิ.ย. 48 ครูจอมทรัพย์เข้ามอบตัวกับตำรวจ และขอให้การปฏิเสธในชั้นพนักงานสอบสวน (*จุดนี้ควรตั้งข้อสังเกตว่าควรให้การต่อสู้ ถ้าไม่ได้ทำผิดจริง - ภาษากฎหมายเรียกว่าปฏิเสธลอย)
- 7 ก.ค. 48 พนักงานอัยการจังหวัดนครพนมยื่นคำฟ้องต่อศาล
- 1 ส.ค. 48 ครูจอมทรัพย์ตั้งทนายความสู้คดี และยื่นคำให้การต่อศาลว่า ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา รายละเอียดจะขอให้การในชั้นศาลต่อไป
- 1 ส.ค. 48 ศาลนัดพร้อม อัยการแถลงว่าจะสืบพยานโจทก์ 12 ปาก และทนายจำเลยแถลงว่าจะสืบพยาน 12 ปากเช่นกัน
- 25 ส.ค. 49 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า ครูจอมทรัพย์มีความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (ป.อ. 291) ลงโทษจำคุก 3 ปี และ ผิดพ.ร.บ.จราจรทางบกฐานไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่ไปแสดงตัวกับแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ลงโทษจำคุก 2 เดือน (รวมโทษจำคุก 3 ปี 2 เดือน)
- 17 พ.ย. 49 ครูจอมทรัพย์เปลี่ยนทนายสู้คดีชั้นอุทธรณ์และฎีกาเป็น “ทนายความวันชัย สอนศิริ”
- 7 พ.ค. 52 ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้องครูจอมทรัพย์
- 24 ก.ย. 56 ศาลฎีกาพิพากษากลับอีกครั้ง ให้ลงโทษจำคุกครูจอมทรัพย์ตามศาลชั้นต้น
----------------
พยานหลักฐานในคดี
ทีนี้มาพิจารณาถึงกระบวนการยุติธรรมในส่วนของพยานหลักฐานกันบ้างครับ (ความเห็นส่วนตัว ตามข้อมูลที่มีจากคำพิพากษาและพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อน ๆ ในวงการนักกฎหมาย)
1) คดีนี้มีประจักษ์พยาน (พยานที่เห็นเหตุการณ์ ซึ่งมีน้ำหนักมาก เมื่อเทียบกับพยานประเภทอื่น ๆ) เพียงรายเดียว คือ นาง ท. คนขับมอเตอร์ไซต์ ที่เห็นรถกระบะขับแซงขวาขึ้นไปชนกับรถจักรยานของผู้ตาย
2) นาง ท. บอกในชั้นสอบสวนว่า เห็นคนขับกระบะหยุดรถ (ในชั้นพนักงานสอบสวน ไม่บอกว่าเห็นเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง - ตามข่าวคุณครูบอกว่า นาง ท. บอก แต่ตำรวจไม่บันทึก **ในคำพิพากษาศาลไม่เชื่อว่าบอก เพราะไม่มีเหตุผลที่ตำรวจจะต้องกลั่นแกล้งหรือไม่บันทึก เพราะตอนนั้น ตำรวจยังไม่รู้เลยว่าใครเป็นเจ้าของรถ)
3) นาง ท. บอกว่าหันไฟหน้าจากรถมอเตอร์ไซต์ตัวเองไปบริเวณที่รถกระบะจอดอยู่ ซึ่งอยู่ห่างไม่เกิน 10 เมตร เลยเห็นชัดว่าเลขทะเบียน คือ “บค 56 สกลนคร” (ประจักษ์พยานอ้างว่าเห็น น้ำหนังจึงมาก และตำรวจก็ไม่ได้เอ๊ะใจว่า นาง ท. จะจำผิด หรือ เห็นไม่ชัดแต่บอกว่าเห็นชัด)
4) หลังจากนั้น พนักงานสอบสวนก็ประสานไปขนส่งเพื่อหาเจ้าของรถทะเบียนดังกล่าว และเรียกให้เจ้าของรถนำรถมาให้ตรวจสอบ ซึ่งเจ้าของก็นำมาให้ตรวจสอบและบอกว่าพึ่งซื้อรถมาในวันที่เกิดเหตุ (ดูแล้วตำรวจก็ไม่ได้กลั่นแกล้ง เพราะทำตามขั้นตอนปกติ)
5) ตำรวจส่งเรื่องรถกระบะให้ผู้เชี่ยวชาญที่ทำหน้าที่มามากกว่า 10 ปีตรวจสอบ และส่งป้ายทะเบียนรถยนต์ไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งผลที่ได้มีน้ำหนักมากว่ารอยที่พบบนรถกระบะซึ่งมีทั้งรอยเก่าและรอยใหม่ น่าจะตรงกับรอยที่พบบนรถจักรยานของผู้ตาย น้ำหนักพยานส่วนนี้จึงมีค่อนข้างมาก
6) คนที่ซื้อรถไปจากคุณครู ก็ให้การว่าเคยเห็นแต่รอยเก่า พึ่งเห็นรอยครูดใหม่ในวันตอนรับรถ (น้ำหนักตอนนี้ค่อนข้างชี้ชัดมาทางผู้ที่ครอบครองรถกระบะ “บค 56 สกลนคร” ในขณะเกิดเหตุว่าน่าจะเป็นคนกระทำความผิด)
7) เมื่อประจักษ์พยาน และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่า “รถกระบะ บค 56 สกคนคร” เป็นรถคันก่อเหตุ จึงต้องพิจารณาต่อว่าแล้วใครไปคนขับรถคันดังกล่าว
8) คนซื้อรถกระบะจากคุณครู รวมถึงคุณครูจอมทรัพย์ยอมรับว่าขณะเกิดเหตุ คุณครูเป็นผู้ครอบครองรถคันดังกล่าว
9) นาง ท. มาให้การในชั้นศาลว่า คนขับรถกระบะเป็นผู้ชาย แต่ไม่ได้แจ้งในชั้นสอบสวน น้ำหนักพยานในส่วนนี้จึงฟังไม่ขึ้น (ซึ่งดูจาก Timeline แล้ว คำให้การชั้นสอบสวน คือ หลังวันเกิดเหตุ แต่คำให้การในชั้นศาลห่างออกไปแล้วอย่างน้อย 6 เดือน ทำให้น้ำหนักคำให้การตอนหลังน้อยลงมาก เพราะ ระยะเวลาห่างจากตอนเกิดเหตุมาก เมื่อเทียบกับคำให้การหลังเกิดเหตุทันที **จุดนี้น่าสนใจมากว่า ตอนเกิดเหตุ นาง ท. ได้แจ้งให้ตำรวจทราบจริงหรือไม่ว่าคนขับเป็นผู้ชาย หรือ ตำรวจได้มีการสอบถาม นาง ท. หรือไม่ว่าคนขับเป็นชายหรือหญิง**)
10) ครูจอมทรัพย์อ้างพยานบุคคลเป็นญาติของตนเพียงคนเดียวว่าตนไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ น้ำหนักพยานส่วนนี้จึงน้อยมาก (พยานเป็นญาติ เป็นคนใกล้ชิด โดยทั่วไปย่อมเข้าข้างกันเอง)
11) ศาลชั้นต้นชั่งน้ำหนักพยาน แล้วเชื่อว่าฝั่งครูจอมทรัพย์ทำผิดจริง (ลองดูพยาน 2 ฝั่งแล้วอ่านโดยปราศจากอคติดูครับว่า ถ้าเราเป็นคนกลางฝั่งไหนน่าเชื่อกว่ากัน)
- “ฝั่งอัยการและพนักงานสอบสวน” มีทั้ง นาง ท. ประจักษ์พยาน, พยานผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจสอบรอยครูด, คนซื้อรถที่บอกว่าครูจอมทรัพย์ครอบครองรถในวันเกิดเหตุ และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ชี้ว่ารถกระบะคันดังกล่าวชนรถจักรยานของผู้ตาย
- ขณะที่ “ฝั่งครูจอมทรัพย์” มีพยานเพียง ญาติที่ใกล้ชิด 1 คนยืนยันว่าครูไม่ได้อยู่ที่เกิดเหตุ, บันทึกการตรวจสภาพรถที่ทำขึ้นเมื่อไหร่ไม่ทราบ (แถมคนซื้อรถยังบอกว่าเป็นรอยครูดใหม่ เลยยิ่งทำให้บันทึกนี้ไม่มีน้ำหนัก)
12) ศาลอุทธรณ์ ไม่ได้มีการสืบพยานใหม่ ต้องใช้พยานหลักฐานจากชั้นพนักงานสอบสวนและคำให้การของพยานในศาลชั้นต้นมาพิจารณา ซึ่งน้ำหนักก็ยังโน้มเอียงว่าครูจอมทรัพย์เป็นผู้กระทำความผิด เพียงแต่มีข้อสงสัยว่า
- นาง ท. ไม่ได้บอกเพื่อนที่ขับมอเตอร์ไซต์ตามหลังมาว่า รถยนต์กระบะที่ชนยี่ห้ออะไร เลขทะเบียนอะไร ซึ่งโดยหลักแล้วถ้าเห็นทั้งหมดก็ควรจะบอกเพื่อน ๆ ให้ช่วยกันจำหรือจดเป็นหลักฐาน ศาลเลยมีข้อสงสัยว่า นาง ท. เห็นหรือจำเลขทะเบียนได้จริงหรือไม่
- นาง ท. ให้การว่าเห็นคนขับเป็นผู้ชาย แต่ครูจอมทรัพย์เป็นผู้หญิง ศาลเลยมองว่ามีข้อสงสัยอยู่
- รอยครูดใหม่อยู่ด้านซ้าย แต่รถกระบะแซงขวาไปชน ดังนั้นรอยครูดควรจะอยู่ฝั่งขวามากกว่าฝั่งซ้าย
ดังนั้น ศาลอุทธรณ์จึงยกประโยชน์แห่งข้อสงสัยให้จำเลย (ในคดีอาญา ถึงน้ำหนักจะชี้ชัดว่าจำเลยทำผิด แต่โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ศาลสิ้นสงสัยว่าจำเลยทำผิดจริง ๆ ถ้ามีข้อสงสัยเพียงเล็กน้อย ก็ต้องยกประโยชน์ให้จำเลย **ตามภาษิตกฎหมายที่บอกว่า “ปล่อยคนผิด 10 คน ดีกว่าจับผู้บริสุทธ์เพียงคนเดียว”
แต่จริง ๆ ศาลอุทธรณ์ก็ยังคิดว่ามีโอกาสที่ครูจอมทรัพย์จะเป็นคนชนจริง เลยมีคำสั่งให้ขังระหว่างฎีกา (แต่ในความเป็นจริง ก็ประกันตัวออกมาสู้คดีได้ครับ)
13) ศาลฎีกา เชื่อตามศาลชั้นต้น
- เชื่อว่า นาง ท. เห็นเลขทะเบียนจริง เพราะตอนชั้นพนักงานสอบสวนบอกว่าส่องไฟหน้ารถเข้าไป และรถห่างเพียง 10 เมตร ไม่น่าจะจำผิด
- เชื่อว่า รอยครูดใหม่เกิดจากการชนจริง เพราะ มีพยานผู้เชี่ยวชาญยืนยัน 2 คน และคนซื้อรถจากครูจอมทรัพย์บอกว่าเป็นรอยใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน วันที่ซื้อไม่มีรอย แต่มามีรอยวันรับรถ (หลังวันชน) (แต่ศาลไม่ได้สงสัยว่ารอยควรจะอยู่ขวาหรือซ้าย)
- เชื่อว่า ตำรวจไม่ได้กลั่นแกล้งในเรื่องคนขับเป็นชายหรือหญิง เนื่องจากชั้นสอบสวนไม่มีเหตุผลที่ตำรวจจะต้องไม่บันทึกคำให้การนี้ไว้ (วันที่ให้การ ตำรวจยังไม่รู้เลยว่าใครเป็นเจ้าของรถ แล้วจะแกล้งไม่บันทึกว่าเป็นผู้ชายทำไม ?)
- เชื่อว่า ครูจอมทรัพย์ครอบครองรถตอนเกิดเหตุจริง เพราะครูและคนซื้อรถให้การตรงกัน
- เชื่อว่า ครูจอมทรัพย์ขับไปชน เพราะ พยานที่อ้างอิงถิ่นที่อยู่ของครูจอมทรัพย์มีเพียงญาติของครูเพียงคนเดียว (คนใกล้ชิดกัน ย่อมมีโอกาสที่จะเข้าข้างกันเป็นเรื่องธรรมดา)
ดังนั้น ศาลฎีกาจึงตัดสินว่าครูจอมทรัพย์ผิดจริง
----------
แล้วเราเรียนรู้อะไรจากคดีนี้บ้าง
- การปฏิเสธลอยในชั้นพนักงานสอบสวนไม่ควรจะทำ หากต้องการปฏิเสธควรจะให้การไปเลยว่าเรามีเหตุผล พยานหลักฐานว่าอะไร ทำไมถึงปฏิเสธข้อกล่าวหา เพราะหากปล่อยไว้นาน ไปให้การในชั้นศาล ศาลอาจจะมองว่าเรามีเวลาในการเตรียมการที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริงได้ (หลักจิตวิทยาทั่วไปเลยครับ คนโกหกโดยที่เตรียมตัวกับไม่เตรียมตัว คำโกหกต่างกัน)
- หากเราจะเป็นพยานในคดีใดคดีหนึ่ง หากไม่มั่นใจอย่าให้การที่ทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อน เห็นชัดก็ต้องบอกว่าชัด ไม่ชัดก็ต้องบอกไม่ชัด อย่าปะติดปะต่อเรื่องราวเอาเองครับ
- พยานหลักฐานที่จะนำเสนอต่อศาลมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศาลชั้นต้น เพราะชั้นอุทธรณ์ ฎีกา เราไม่มีสิทธิเสนอพยานหลักฐานอื่นเพิ่มเติมแล้ว ดังนั้น การเลือกทนายที่จะต่อสู้ให้เราในศาลชั้นต้นต้องเลือกอย่างดี คุยแนวทางให้ตรงกัน และมีพยานมากแค่ไหน จัดให้เต็ม นำเสนอให้ศาลเชื่อมากที่สุด
----------
ไว้คิดอะไรได้เพิ่มเติม จะมาเขียนเพิ่มนะครับ หากมีอะไรอยากแลกเปลี่ยน เข้ามาพูดคุยกันได้ครับ