สาวน้อยพลังจิต บทที่ ุ6 สัญชาติญาณมรณะ

กระทู้สนทนา
สาวน้อยพลังจิต
บทที่ ุ6 สัญชาติญาณมรณะ
    เช้าวันรุ่งขึ้น แม่อรกับทรายจูงมือกันไปถวายสังฆทานที่วัด ขณะกรวดน้ำทรายได้อุทิศส่วนกุศลโดยเจาะจงที่บุคคลทั้ง 8 ที่พันอินทร์ได้สังหารชีวิตไป
    “ขออุทิศส่วนกุศลแก่คุณเท่ง คุณฤทธิ์ คุณมั่น คุณนุ้ย คุณเปี่ยม คุณเติม คุณยิ่ง คุณคล้า อย่าได้จองเวรแก่กันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย.........................”
    ทันใดนั้น ทรายรู้สึกเหมือนมีไฟสปอตไลท์สีขาวดวงใหญ่ฉายแสงสว่างอยู่ตรงหน้า ภาชนะกรวดน้ำในมือถึงกับหลุด เธอทรุดตัวลงรู้สึกเหมือนทุกอย่างดับมืดลงทันที
    “หนูเป็นอะไรไปน่ะแม่”
    ทรายเอ่ยถามเมื่อเห็นตัวเองกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงแม่อรอยู่ข้างศาลาวัด
    “หนูเป็นลมหมดแรงไปเฉยๆนะซี รู้สึกดีขึ้นแล้วยังล่ะ”
    “ดีขึนแล้วค่ะ ตอนนี้หนูรู้สึกสดชื่นยังไงไม่รู้ เรากลับบ้านกันเถอะ แม่”
    ทั้งคู่จูงกันเดินออกจากวัด สีหน้าชื่นมื่นทั้งแม่ทั้งลูก
    เวลานั้นยังเป็นช่วงสายๆของวันหยุด รถรายังไม่มากนัก แม่อรกับทรายเดินไปหยุดอยู่ที่ป้ายรถเมล์หน้าวัด ยืนรอสักพัก รถเมล์คันที่รอก็มาถึง ทั้งคู่ได้ที่ยืนใกล้ประตูด้านหน้า เพราะมีคนบนรถหนาแน่นพอสมควร
    รถวิ่งมาเรื่อยๆ จู่ๆ ทรายก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเฉยๆ
    “กระสับกระส่ายเป็นอะไรลูก”
    แม่อรถามเมื่อสังเกตเห็นทรายยืนกระสับกระส่ายหายใจหอบถี่
    “เป็นอะไรไม่รู้ แม่  รู้สึกไม่อยากอยู่บนรถคันนี้ยังไงไม่รู้ เราลงกันเถอะ”
    ทรายพูดจบจึงดึงแขนแม่อรจะให้เดินตามออกจากรถไปให้ได้
    “อะไรกันลูก ยังไม่ถึงบ้านเลย จะลงรถทำไม”
    “จริงๆนะแม่ มันแปลกๆยังไงไม่รู้ รีบลงเถอะ”
    พอดีรถวิ่งมาจอดที่ป้าย ทรายทั้งดึงทั้งลากแม่อรลงจากรถอย่างทุลักทุเล คนบนรถชะโงกหน้ามองกันอย่างแปลกใจ
    “หนูทำอย่างนี้ไม่น่ารักเลย แม่จะหกล้มเอา นี่ คนเขามองกันทั้งรถแล้ว”
    แม่อรเอ็ดทรายลั่น     ทรายยืนก้มหน้ายอมให้แม่อรดุแต่โดยดี
    “ไม่เอาละ เรียกรถแท็กซี่ก็แล้วกัน ชักหมดอารมณ์ละ วันนี้สายๆว่าจะพาไปซื้อเสื้อ ไม่ต้องไปมันละ”
    แม่อรพูดจบก็โบกเรียกแท็กซี่ที่กำลังวิ่งมาใกล้พอดี
    เช้านั้นรถยังน้อย และเป็นย่านชานเมือง แท็กซี่จึงเร่งความเร็วได้
    มองจากแท็กซี่ยังเห็นรถเมล์คันที่ 2 แม่ลูกเพิ่งก้าวลงมาจอดติดไฟแดงอยู่ข้างหน้า ในวินาทีเดียวกันนั้นสัญญาณไฟก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว รถเมล์คันนั้นที่จอดเป็นคันแรกอยู่เลนซ้ายสุดเคลื่อนตัวออกไปอย่างเร็ว
    ตึงง  ครืด ตูมมมม เอี๊อดดดดดด    “กรี๊ดดดดดด”
    รถแท็กซี่เบรกอย่างแรง ทั้งทรายทั้งแม่อรพุ่งตัวหัวขมำไปข้างหน้า ก่อนจะกระเด้งกลับมาที่เบาะ
    ภาพตรงหน้านั้น ปรากฎรถคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ วิ่งอย่างเร็วตัดข้ามทางแยกพุ่งเข้าใส่รถเมล์ อย่างแรง พร้อมทั้งผลักรถเมล์ให้เคลื่อนเบียดรถถึง 2 คัน ลากยาวกันออกไปห่างจากจุดชนถึง 20 เมตร
    “โอ้โห สงสัยคนขับรถบรรทุกจะหลับใน ห้อเต็มที่ไม่มีเบรกเลย...”
    คนขับแท็กซี่อุทานขณะพยายามเคลื่อนรถแทรกไปตามช่องว่างเพื่อให้ผ่านสี่แยกนั้นไป หารู้ไม่ว่า 2 แม่ลูกกำลังมองตากันด้วยความตื่นตระหนกสุดๆ
    รถต้องจอดนิ่งมากกว่าขยับตัวได้ ไม่ถึงนาทีเสียงไซเรนก็ดังมาจากหลายทิศ ขณะเดียวกันรถแท็กซี่คันที่ทรายกับแม่อรนั่งมาก็มาจอดติดห่างจากซากอุบัติเหตุไม่ถึง 5 เมตร
    2 แม่ลูกถึงกับหน้าตาตื่น แม่อรตัวสั่นเทา เอื้อมมือไปบีบฝ่ามือทรายแน่น ฝ่ามือทรายยามนี้เย็นเฉียบเหมือนแช่ในน้ำแข็ง อยู่ในอาการตระหนกไม่แพ้กัน
    ลำตัวด้านหน้ารถเมล์โดนอัดบี้เข้าไปจนเหลือความกว้างจากด้านหนึ่งถึงอีกด้านหนึ่งประมาณเมตรเดียว ยังดีที่ไม่มีโอกาสได้เห็นซากศพที่ถูกอัดแน่นอยู่ในนั้น เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังพยายามหาวิธีดึงซากหัวรถคอนเทนเนอร์ที่บี้แบนไม่แพ้กัน ออกจากบริเวณกลางลำตัวด้านหน้าของรถเมล์ หัวรถคอนเทนเนอร์จึงบดบังภาพแห่งความสยดสยองเอาไว้
    อย่างไรก็ตาม ศพที่พอจะขนออกมาได้ทางประตูหลัง กำลังถูกทยอยนำลงมา แม้จะอยู่ในรถแท๊กซี่ 2 แม่ลูกก็ยังได้ยินเสียงกรีดร้อง เสียงโอดโอยของคนที่บาดเจ็บ แม่อรหันมาโอบศีรษะทรายไว้ แล้วรีบหยิบยาดมขึ้นมา
    “อย่าดูลูก อย่าดู แม่เองก็ไม่ไหว ใกล้จะเป็นลมอยู่แล้ว คุณแท็กซี่คะ รีบไปไวๆได้มั้ย จะเลี้ยว หรือถอยหลังจะทำยังไงก็ทำ ให้ออกไปจากตรงนี้ก่อนเถอะ ฉันไม่ไหวแล้ว อยู่นานกว่านี้อีกนาทีเดียวคงต้องเรียกเจ้าหน้าที่กู้ภัยข้างนอกมารับคนเป็นลมในนี้แน่แล้ว.........”
..................................................................................................................................................................................
    หลังจากนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ เมื่อได้ฟังเรื่องราวจาก 2 แม่ลูก วินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แห้งผาก ลำคอตีบตัน
    “แปลว่า ถ้าทรายไม่ลากเธอลงจากรถเมล์ที่ป้ายนั้น อีกไม่ถึง 5 นาที ทั้ง 2 แม่ลูกเละติดประตูแน่ๆ”
    “แล้วที่แกรู้สึกแปลกๆตอนอยู่บนรถเมล์น่ะ มันคืออะไร”
    วินหันไปถามทราย แววตานั้นอ่อนโยนลงกว่าแต่ก่อน มันแซมไว้ด้วยความรู้สึกขอบคุณ ที่เธอมีส่วนไม่ให้คนที่รักของวินต้องมีอันเป็นไป
    “หนูก็บอกไม่ถูก มันเหมือนรู้สึกอึดอัดมากๆ ไม่สบายใจมากๆ เหมือนถูกอะไรสักอย่างไล่ให้รีบลงๆไปซะ ถ้าไม่รีบออกไปจากตรงนั้นจะมีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้น.........”
    “ฟังแล้วขนลุก”
    วินพูดขณะใช้ฝ่ามือลูบแขนตัวเอง
..........................................................................................................................................................................
    “ฟังแล้วขนลุก”    
    แพรวพูดขณะใช้ฝ่ามือลูบแขนตัวเอง หลังจากทรายเล่าเรื่องอุบัติเหตุในวันที่ไปถวายสังฆทานให้ฟัง
    “ว่าแต่ เดี๋ยวนี้ยังฝันอยู่ป่าวอ่ะ”
    “เดี๋ยวนี้ไม่ฝันแล้ว ก็แปลกดีนะ ทรายก็ยังไม่เข้าใจ ว่าการสะกดจิตทำให้ระลึกชาติได้ยังไง และเกี่ยวข้องกับโรคฝันร้ายได้ยังไง ทำไมถึงทำให้หายไปได้”
ทรายพูดขณะหยิบของจากลิ้นชักในโต๊ะเรียน กระดาษใบหนึ่งหล่นลงมา ทรายก้มลงหยิบ  วินาทีที่กระดาษนั้นอยู่ในมือ ปรากฏภาพฉายแวบขึ้นในสมองเหมือนเป็นแสงไฟแฟลช
    ทรายนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
    “ทรายเป็นไรอ่ะ”
    แพรวเขย่าตัวเมื่อเห็นทรายยืนนิ่งไม่ไหวติง
    “ไม่รู้เหมือนกัน มันมีภาพแปลกๆแวบขึ้นมา”
    ทรายตอบพลางก้มมองกระดาษที่ถือในมือ เธอคลี่ออกดู มันคือจดหมายจากอาจารย์สะกดจิตที่ส่งมาถึงเรื่องประกาศรับอาสาสมัครสะกดจิตระลึกชาติ
    ฉับพลันนั้น ภาพแปลกๆก็ฉายแวบเข้าในสมองอีก
    “ทรายเป็นไรอ่ะ”
    แพรวเขย่าตัวทรายแรงขึ้น เมื่อเห็นทรายยื่นนิ่งทำหน้าแปลกๆ
    ทรายเงยหน้าพูดกับแพรว สีหน้าตื่นๆ
    “แพรว กระดาษมันเล่าเรื่องได้...............”
    แพรวถึงกับทำหน้างง
    “แพรว ฉันรู้สึกขึ้นมาเฉยๆ ว่าจดหมายฉบับนี้แกเป็นคนบอกให้เขาส่งมาหาฉัน”
    ทรายบอกแพรวด้วยสีหน้าจริงจัง
    “แกไปจ่ายเงินล่วงหน้าแทนฉัน แล้วขอให้เขาส่งจดหมายมาทำทีรับอาสาสมัครสะกดจิตฟรี”
    แพรวถึงกับตาเบิกโพลง เซถอยไปนั่งกับเก้าอี้
...............................................................................................................................................................................
    “คือที่ฉันอึ้งไปไม่ใช่เพราะแกจับได้ว่าฉันวางแผนอะไรหรอก เพราะมันเกิดขึ้นด้วยความรักเพื่อน แต่ที่ฉันตกใจมากคือ แค่จับกระดาษแล้วก็รู้เรื่องได้ นี่มันไม่ใช่ธรรมดาแล้วนะ”
    แพรวยังทำหน้าตื่นอยู่ แต่ใจหนึ่งก็คิดว่า แผนการคงมีช่องว่างบางอย่างทำให้ทรายจับได้ แล้วแกล้งมาทำเป็นพูดว่ากระดาษพูดได้
    “ฉะนั้น เรามาทดลองกัน ว่าสิ่งที่แกทำได้มันคือเรื่องบังเอิญ หรือเป็นปาฏิหาริย์กันแน่”
    แพรวพูดจบก็หยิบแบบสอบถามเรื่องความพึงพอใจในการใช้ถุงยางอนามัยที่แม่อรเป็นคนกรอกขึ้นมายื่นให้ทราย
    “ทำไมมันยังอยู่กับแก.............”
    ทรายถามอย่างสงสัย แพรวไม่ตอบ พยักเพยิดให้ทรายรับกระดาษจากมือไปถือแทน
    วินาทีที่กระดาษนั้นอยู่บนมือทราย ปรากฏภาพแวบขึ้นในสมอง ทรายถึงกับทำหน้าไม่เชื่อกับอะไรบางอย่าง พักเดียวก็วางกระดาษลงบนโต๊ะ
    แพรวชะโงกเข้าใกล้รอคอยคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ
    “จริงๆแล้วไม่มีหรอก เรื่องตอบแบบสอบถามชิงรางวัลอะไรนั่น แกปั้นเรื่องขึ้นมาทั้งหมดเลย.....”
    แพรวทำหน้าปกติเมื่อได้ยินคำตอบ เพราะจากการเชื่อมโยงทั้งสองเหตุการณ์ที่จู่ๆทรายก็ฟลุคได้เงินรางวัลขึ้นมา หรือที่โชคดีได้ไปสะกดจิตฟรี ของแค่นี้ใครๆก็คงพอจะเดาได้
    “ฉันงงตรงที่ว่า ละครของแก ทำไมถึงมีอ้ายแจ็คร่วมอยู่ด้วย แถมมันยอมจ่ายเงินตั้งหมื่นนึงซึ่งมากที่สุดในชีวิตมันเพื่อเล่นละครตบตาเรื่องนี้..............”
    จบคำตอบของทราย แพรวถึงกับตัวเย็น มือเท้าอ่อน
“โอ๊ย...............กูจะเป็นลม”
...................................................................................................................................................................................
    บนถนนหน้าโรงเรียน แพรวอยากรู้อยากเห็นกับความสามารถพิเศษของเพื่อนอย่างตื่นเต้น เธอเดินพูดไปเรื่อย ทรายได้แต่เดินคู่ไปด้วยกัน ไม่ยอมปริปากพูดอะไร
    “ตกลงที่แกสังหรณ์ใจเรื่องรถเมล์จะโดนชนก็ไม่ใช่เรื่องฟลุ้ค วันนี้มีเรื่องกระดาษเล่าเรื่องได้ แล้วพรุ่งนี้จะมีอะไรอีกวะ...............
    ถ้าให้แกลองจับมือฉันจะอ่านใจได้มั้ยวะ”
    แพรวถาม
    “ไม่ได้ จับแล้วก็รู้สึกเฉยๆ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเรื่องประหลาดพวกนี้เหมือนกับว่า ถ้าจะมามันก็จะมาเอง ไปเรียกไปบังคับ หรือถามก็ไม่ได้ ถ้ามีคำตอบมันจะมาของมันเอง ไม่มีความแน่นอน หรือจะไปบังคับควบคุมอยากให้เกิดกับอย่างนั้นอย่างนี้ หรืออยากให้มีเวลานั้นเวลานี้ก็ไม่ได้”
    ทรายตอบ
    “เออ แล้วถ้าให้แกจับล็อตเตอรี่จะรู้ได้นะเปล่าว่าใบไหนได้รางวัล”
    “ไม่รู้ดิ”
    “ลองดูมั้ย.................ไปกันเหอะ”
    แพรวลากทรายวิ่งไปที่สี่แยกไฟแดง ซึ่งมักจะมีแม่ค้าล็อตเตอรี่ป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น
    “ล็อตเตอรี่ ล็อตเตอรี่”
    แพรวตะโกนเรียกแม่ค้าที่กำลังเดินเสนอขายล็อตเตอรี่ตรงสี่แยกไฟแดง
    แม่ค้ายิ้มแฉ่งเดินถือแผงล็อตเตอรี่มายื่นให้แพรวดูถึงตรงหน้า
    “ไหน ไหน ลองจับดิ๊”
    แพรวจับมือทรายวางลงบนแผงล็อตเตอรี่
    ทรายนิ่งไปครู่หนึ่ง มีภาพเหมือนแสงแฟลชแวบขึ้นในสมอง
    แพรวยืนมองอย่างใจจดจ่อ แต่แม่ค้ายืนถือแผงล็อตเตอรี่อย่างเซ็งๆ เพราะเริ่มจะนาน
    ทรายลืมตาขึ้นแล้วซื้อล็อตเตอรี่จากแม่ค้ามาใบหนึ่ง เมื่อจ่ายเงินแล้วทั้งคู่ก็ออกเดินไปเรื่อยๆ
    “ใบนี้จะถูกรางวัลที่เท่าไหร่วะ”
    แพรวแย่งล็อตเตอรี่มาถือสีหน้าตื่นเต้น
    “ไม่รู้”
    ทรายตอบซื่อๆ แพรวทำหน้างง ทรายเลยแถลงต่อ
    “ล็อตเตอรี่มันเล่าเรื่องเหมือนกันนะ มันบอกแค่มันถูกพิมพ์มาจากโรงพิมพ์ไหน เปลี่ยนมือมากี่คนแล้ว แต่ไม่ได้บอกว่าเบอร์ไหนจะถูกรางวัล”
    “อ้าว แล้วแกซื้อมาทำไมละวะ”
    “ก็แกตะโกนเรียกแม่ค้าให้เดินข้ามถนนมาซะตั้งไกล ถ้าไม่ซื้อมีหวังโดนเอาแผงล็อตเตอรี่ตีหัวนะซิ”
    ทันใดนั้น ทรายก็หยุดเดินกึก แพรวตกใจสะดุดขาตัวเองเกือบล้มไปข้างหน้า
    “เป็นไรวะนังนี่ นึกจะหยุดเดินก็หยุดมันดื้อๆเลยนะ”
    ทรายยื่นนิ่งหายใจหอบถี่ แพรวสังเกตสีหน้าทรายแล้วรีบจับมือเพื่อนเตือนสติ
    “แพรว ทำไงดีอ่ะ อีกเดี๋ยวร้านทองร้านนี้จะโดนปล้น”
    แพรวหันไปมองตึกแถวริมฟุตบาธ ปรากฎว่าเธอกับทรายเพิ่งเดินผ่านร้านทองมาได้แค่ 2-3 ก้าว
    “โอ้ยตายแล้ว ยังงี้เรารีบออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุดดีกว่า”
    แพรวรีบฉุดทรายให้ออกเดิน
    “ไม่ช่วยเขาเหรอ”
    ทรายพยายามดึงมือกลับ รู้สึกว่าการทิ้งให้เหตุการณ์ที่ตัวเองรู้ล่วงหน้าให้เกิดขึ้นมาเฉยๆเป็นการแสดงความเห็นแก่ตัว เมื่อแพรวพยายามดึงแต่ทรายไม่ยอมตามมาด้วย เลยยืนเท้าสะเอวพูดขึ้นบ้าง
    “ลำพังตัวเองจะเอาไม่รอด จะไปช่วยอะไรเขาได้ ลองบอกหน่อยดิ๊ ว่าจะช่วยอะไรเขาได้”
    “ก้อ............เรียกตำรวจ”
    ทรายออกความเห็น
    “แล้วจะบอกว่าอะไร เผอิญหนูมีพลังจิตรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า อีกเดี๋ยวจะมีโจรมาปล้นร้านทองค่ะ เขาคงเชื่อเราหรอกนะ”
    แพรวพูดแย้งสวนขึ้นฉับพลัน
    ทรายยืนไม่ติด เดินกลับไปกลับมาพยายามหาวิธี มีแพรวยืนเครียดกรอกตาตามทรายไปตลอด
    “เข้าไปบอกเจ้าของร้านมั้ย”
    ทรายเงยหน้าขึ้นถามแพรว สีหน้าแสดงความวิตกกังวลแทนเจ้าของร้านอย่างเห็นได้ชัด
    แพรวถอนหายใจแล้วพูดขึ้น
    “เขาเชื่อก็บ้าแล้ว....................
    ฉันว่านะ เรื่องมันใหญ่เกินไปที่เราจะเข้าไปยุ่งอ่ะ แกคิดดูสิ ไม่ว่าเร
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่