3เม.ย.ลงทะเบียนคนจน.... อ่านต่อได้ที่ :
http://www.posttoday.com/economy/finance/476443
กระทู้นี้ขอคุยกันแบบสบายๆ เข้าเรื่องเลย ผมมาตั้งกระทู้ด้วยความสงสัยล้วนๆไม่ได้มาโจมตีหรือมาขัดขวางโครงการนี้ แม้ผมเองจะไม่ได้อะไรกับเขาเลยสักบาทก็ตาม ยังคงทำหน้าที่พลเมืองไทยจ่ายภาษีบำรุงประเทศต่อไป ในนาม จขกท ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ลงทะเบียนและได้รับเงินไปแล้วจำนวน 8.3 ล้านคน (ตามข่าวมีปัญหาการสวมสิทธิ) จากข้อมูลของนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลังว่าผู้มีรายได้น้อยของไทยมีอยู่ประมาณ 14-15 ล้านคน (คาดเดาว่าน่าจะนำค่าตัวเลขต่างๆมาจากผลการทำสำมะโนประชากรของกระทรวงมหาดไทยที่กรอกได้ตามใจโดยไม่ต้องมีอะไรมาอ้างอิง)
ในฐานะ 45 ล้านคนที่เหลือซึ่งผมถือว่าผมก็คือประชาชนไทยคนหนึ่ง สิ่งที่สงสัยแรกนั่นคืออีกประมาณ 45 ล้านคนที่เหลือของคนไทยคือมีอายุต่ำกว่า 18 ปีลงมา + อายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีงานทำ + มีรายได้เกิน 1 แสนบาทต่อหัว นี้คือสิ่งที่เป็นไปได้จริงหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนี้จริงนั่นแสดงว่าคุณภาพชีวิตในภาพรวมของประชากรไทยที่มีปัญหาเรื่องการเงินดูจะสวนทางกับความเป็นจริงที่เห็น โดยในสภาพทั่วไปคนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น หนี้ทั้งในและนอกระบบยังเป็นชนักปักหลังในชีวิตของประชากรไทยอยู่เสมอมา บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ยังขายดี ปัญหาอาชญากรรมที่สืบเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจยังมี ปัญหาหนี้เสีย คดีทางแพ่ง ปัญหาคุณภาพชีวิต ผ่อนบ้านผ่อนรถไม่ทัน ฯลฯ ยังมีให้เห็นทุกวันในสังคมไทย
ข้อสงสัยต่อมาคือรัฐบาลตั้งเป้าให้ผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนให้มากที่สุด แล้วถ้ามีคนไปลงทะเบียนมากเกินกว่า 14-15 ล้านคน รัฐบาลมีเงินจ่ายหรือไม่ หรือว่าจะใช้ข้ออ้างในการไม่จ่ายเงินตามที่ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่า "ขณะนี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง ราคาพืชผลทางการเกษตรปรับตัวดีขึ้น และการส่งออกกลับมาขยายตัวได้ดี จึงอาจจะยังไม่มีความจำเป็นให้เงินสนับสนุนเพิ่มเติมกับผู้มีรายได้ในช่วงนี้"???? จึงอาจจะยังไม่มีความจำเป็นให้เงินสนับสนุนเพิ่มเติมกับผู้มีรายได้ในช่วงนี้ แล้วจะตั้งเป้าให้คนไปลงทะเบียนมากทำไม ข้ออ้างดังกล่าวที่อาจไม่จ่ายเงินในช่วงนี้จริงหรือ มันดีอย่างที่ท่านว่าจริงหรือ? หรือเพียงเพื่อตีตราบุคลไว้ว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยของประเทศไว้เฉยๆ การบริหารประเทศที่ดีนั้นสิ่งที่ควรตั้งเป้าไว้คือลดจำนวนคนจนหรือผู้มีรายได้น้อยลงให้ได้มากที่สุด แต่รัฐบาลตั้งเป้าให้ผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนให้มากที่สุด ผมจึงอดสงสัยไม่ได้ในส่วนนี้
ผมอยากลองเปรียบเทียบให้เห็นภาพกับปัญหาการแก้ไขผู้ผิดกฏหมายจราจรในบ้านเรา ที่ตำรวจมักจะตั้งเป้ายอดใบสั่งเสมอว่างวดนี้จะต้องได้ค่าปรับไม่ต่ำกว่าเท่านั้นเท่านี้ (แม้จะไม่มีระบุเป็นลายลักษณ์อักษรแต่มีจริงในเชิงปฏิบัติ) แล้วมันแก้ปัญหาจราจรได้จริงหรือไม่ เท่าที่เห็นนั่นคือปรับแจกใบสั่งไปวันๆ เช็คยอดรวมค่าปรับเป็นงวดๆ เอาให้ทะลุเป้าเป็นเดือนๆ ปัญหาผู้กระทำผิดกฏจราจรก็ไม่มีแนวโน้มที่จะลดลง เนื่องจากตั้งเป้าผิดที่ สิ่งที่ควรทำนั่นคือตั้งเป้าการทำผิดกฏหมายจราจรเป็นศูนย์ต่างหากในความคิดของผม
สมัยผมยังทำงานเป็นฝ่ายปฏิบัติการด้านเทคนิค ที่หน่วยงานมีการตั้งเป้าเสมอว่าอุบัติเหตุจากการทำงานเป็นศูนย์ ซึ่งในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้เลย มีบางวันที่ผมทุ่มเทกับงานอย่างหนักจนเกิดการบาดเจ็บขึ้นกับตัวเองขณะปฏิบัติงาน ท้ายสุดผมก็ต้องถูกสอบและเขียนรายงานชี้แจง มีผลต่อการพิจารณาขั้นเงินเดือนด้วย บางครั้งก็มีคำถามในใจว่าไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุก็ให้กุอยู่เฉยๆแบบไอ้พวกที่จ้องแต่จะจับผิดกุสิวะ ทีตำรวจทหารเวลาบาดเจ็บจากการทำงานทำไมได้เลื่อนขั้น บลาๆๆๆๆ คิดมากตามประสาคนถูกลงโทษแล้วไม่ยอมรับผิด จนเวลาผ่านไปถึงเข้าใจว่าเขาต้องตั้งไว้เช่นนั้นจริงๆเพื่อลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินให้น้อยที่สุด นี่คือการตั้งเป้าหมายที่ถูกต้องครับ
คราวนี้เราลองมาสมมุติดูว่าถ้าเราเป็นผู้ที่ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยไว้ งวดแรกได้รับเงิน ก็ต้องอยากได้เงินงวดที่สอง มีงวดที่สองก็อยากจะมีงวดที่สาม ของฟรีใครก็อยากได้ จู่ๆมีคนเอาเงินมาแจกฟรีๆ แล้วถ้าเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ได้ฟรีไปเรื่อยๆ มันจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้เป็นคนจนทั้งปีทั้งชาติหรือไม่ หรือจะจนจนกว่ารัฐจะยกเลิกโครงการนี้ แล้วพอยกเลิกโครงการนี้แต่ประวัติยังคงอยู่ แล้วถ้าประวัติยังคงอยู่จะมีผลอะไรต่อเนื่องเกี่ยวกับธุรกรรมการเงินในอนาคตของตัวเองหรือไม่ เช่นปัญหาเรื่องเครดิต การค้ำประกันบุคคลต่างๆ
เรามาลองมองในแง่ของ รธน ฉบับใหม่ล่าสุดที่พึ่งผ่านประชามติกันดูบ้าง มันมีบางมาตราที่เกี่ยวพันและสามารถนำรายชื่อผู้ลงทะเบียนคนจนนี้ไปใช้แล้วตัดสิทธิบุคคลอื่นที่ไม่ได้ไปลงทะเบียนคนจนออกไปเช่น มาตรา 47 เรื่องสิทธิการรักษาพยาบาล บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ หากมีการตีความในอนาคตเกี่ยวกับผู้ยากไร้-คนจน-ผู้มีรายได้น้อย จะเป็นการบีบให้บุคลอื่นต้องหาช่องทางเพื่อไปลงทะเบียนคนจนเพื่อรับสิทธิในการรักษาหรือไม่
ข้อสงสัยต่อมาว่าโครงการนี้เป็นการซื้อเสียงซื้อเวลาในทางอ้อมหรือไม่ หรือเป็นประชานิยมที่คิดน้อยที่สุดแต่ได้ผลเป็นรูปธรรมในการลดแรงเสียดทานระหว่างการดำเนินชีวิตที่ลำบากขึ้นของชาวบ้านรากหญ้ากับการบริหารประเทศของรัฐบาลที่มีปัญหาด้านแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หรือเพื่อลดกระแสกดดันในการทำหน้าที่ต่อของรัฐบาลในช่วงที่ประชาชนยังเฝ้ารอสัญญาจากรัฐบาล จึงจำเป็นต้องนำเงินมาแจกตรงนี้เพื่อลดกระแสการต่อต้านรัฐบาลลง หรือว่าฐานเสียงของรัฐบาลไม่ใช่คนยากคนจนจึงใช้วิธีนี้เพื่อดึงคะแนนนิยมของตัวรัฐบาลเองไว้ การให้เบ็ดตกปลาดีกว่าให้ปลา แต่รัฐบาลกลับเลือกที่จะแจกปลาแทนที่จะแจกเบ็ด และมีการตั้งเป้าหมายในการแจกที่เพิ่มขึ้น ผมจึงอดที่จะสงสัยตรงนี้ไม่ได้
หลากหลายเหตุที่สงสัยมานี้ อยากได้เงินก็ต้องยอม การลงทะเบียนคนจน การตีตราตัวเองให้เป็นบุคลผู้มีรายได้น้อยของประเทศ สิ่งนี้คือปฐมบทแห่งการตีตราชั้นวรรณะของสังคมไทยใช่หรือไม่?
มาริโอ้ 23 มกราคม 2560
ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย สิ่งนี้คือปฐมบทของการแบ่งชั้นวรรณะในสังคมไทยหรือไม่?
กระทู้นี้ขอคุยกันแบบสบายๆ เข้าเรื่องเลย ผมมาตั้งกระทู้ด้วยความสงสัยล้วนๆไม่ได้มาโจมตีหรือมาขัดขวางโครงการนี้ แม้ผมเองจะไม่ได้อะไรกับเขาเลยสักบาทก็ตาม ยังคงทำหน้าที่พลเมืองไทยจ่ายภาษีบำรุงประเทศต่อไป ในนาม จขกท ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ลงทะเบียนและได้รับเงินไปแล้วจำนวน 8.3 ล้านคน (ตามข่าวมีปัญหาการสวมสิทธิ) จากข้อมูลของนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลังว่าผู้มีรายได้น้อยของไทยมีอยู่ประมาณ 14-15 ล้านคน (คาดเดาว่าน่าจะนำค่าตัวเลขต่างๆมาจากผลการทำสำมะโนประชากรของกระทรวงมหาดไทยที่กรอกได้ตามใจโดยไม่ต้องมีอะไรมาอ้างอิง)
ในฐานะ 45 ล้านคนที่เหลือซึ่งผมถือว่าผมก็คือประชาชนไทยคนหนึ่ง สิ่งที่สงสัยแรกนั่นคืออีกประมาณ 45 ล้านคนที่เหลือของคนไทยคือมีอายุต่ำกว่า 18 ปีลงมา + อายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีงานทำ + มีรายได้เกิน 1 แสนบาทต่อหัว นี้คือสิ่งที่เป็นไปได้จริงหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนี้จริงนั่นแสดงว่าคุณภาพชีวิตในภาพรวมของประชากรไทยที่มีปัญหาเรื่องการเงินดูจะสวนทางกับความเป็นจริงที่เห็น โดยในสภาพทั่วไปคนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น หนี้ทั้งในและนอกระบบยังเป็นชนักปักหลังในชีวิตของประชากรไทยอยู่เสมอมา บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ยังขายดี ปัญหาอาชญากรรมที่สืบเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจยังมี ปัญหาหนี้เสีย คดีทางแพ่ง ปัญหาคุณภาพชีวิต ผ่อนบ้านผ่อนรถไม่ทัน ฯลฯ ยังมีให้เห็นทุกวันในสังคมไทย
ข้อสงสัยต่อมาคือรัฐบาลตั้งเป้าให้ผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนให้มากที่สุด แล้วถ้ามีคนไปลงทะเบียนมากเกินกว่า 14-15 ล้านคน รัฐบาลมีเงินจ่ายหรือไม่ หรือว่าจะใช้ข้ออ้างในการไม่จ่ายเงินตามที่ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่า "ขณะนี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง ราคาพืชผลทางการเกษตรปรับตัวดีขึ้น และการส่งออกกลับมาขยายตัวได้ดี จึงอาจจะยังไม่มีความจำเป็นให้เงินสนับสนุนเพิ่มเติมกับผู้มีรายได้ในช่วงนี้"???? จึงอาจจะยังไม่มีความจำเป็นให้เงินสนับสนุนเพิ่มเติมกับผู้มีรายได้ในช่วงนี้ แล้วจะตั้งเป้าให้คนไปลงทะเบียนมากทำไม ข้ออ้างดังกล่าวที่อาจไม่จ่ายเงินในช่วงนี้จริงหรือ มันดีอย่างที่ท่านว่าจริงหรือ? หรือเพียงเพื่อตีตราบุคลไว้ว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยของประเทศไว้เฉยๆ การบริหารประเทศที่ดีนั้นสิ่งที่ควรตั้งเป้าไว้คือลดจำนวนคนจนหรือผู้มีรายได้น้อยลงให้ได้มากที่สุด แต่รัฐบาลตั้งเป้าให้ผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนให้มากที่สุด ผมจึงอดสงสัยไม่ได้ในส่วนนี้
ผมอยากลองเปรียบเทียบให้เห็นภาพกับปัญหาการแก้ไขผู้ผิดกฏหมายจราจรในบ้านเรา ที่ตำรวจมักจะตั้งเป้ายอดใบสั่งเสมอว่างวดนี้จะต้องได้ค่าปรับไม่ต่ำกว่าเท่านั้นเท่านี้ (แม้จะไม่มีระบุเป็นลายลักษณ์อักษรแต่มีจริงในเชิงปฏิบัติ) แล้วมันแก้ปัญหาจราจรได้จริงหรือไม่ เท่าที่เห็นนั่นคือปรับแจกใบสั่งไปวันๆ เช็คยอดรวมค่าปรับเป็นงวดๆ เอาให้ทะลุเป้าเป็นเดือนๆ ปัญหาผู้กระทำผิดกฏจราจรก็ไม่มีแนวโน้มที่จะลดลง เนื่องจากตั้งเป้าผิดที่ สิ่งที่ควรทำนั่นคือตั้งเป้าการทำผิดกฏหมายจราจรเป็นศูนย์ต่างหากในความคิดของผม
สมัยผมยังทำงานเป็นฝ่ายปฏิบัติการด้านเทคนิค ที่หน่วยงานมีการตั้งเป้าเสมอว่าอุบัติเหตุจากการทำงานเป็นศูนย์ ซึ่งในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้เลย มีบางวันที่ผมทุ่มเทกับงานอย่างหนักจนเกิดการบาดเจ็บขึ้นกับตัวเองขณะปฏิบัติงาน ท้ายสุดผมก็ต้องถูกสอบและเขียนรายงานชี้แจง มีผลต่อการพิจารณาขั้นเงินเดือนด้วย บางครั้งก็มีคำถามในใจว่าไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุก็ให้กุอยู่เฉยๆแบบไอ้พวกที่จ้องแต่จะจับผิดกุสิวะ ทีตำรวจทหารเวลาบาดเจ็บจากการทำงานทำไมได้เลื่อนขั้น บลาๆๆๆๆ คิดมากตามประสาคนถูกลงโทษแล้วไม่ยอมรับผิด จนเวลาผ่านไปถึงเข้าใจว่าเขาต้องตั้งไว้เช่นนั้นจริงๆเพื่อลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินให้น้อยที่สุด นี่คือการตั้งเป้าหมายที่ถูกต้องครับ
คราวนี้เราลองมาสมมุติดูว่าถ้าเราเป็นผู้ที่ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยไว้ งวดแรกได้รับเงิน ก็ต้องอยากได้เงินงวดที่สอง มีงวดที่สองก็อยากจะมีงวดที่สาม ของฟรีใครก็อยากได้ จู่ๆมีคนเอาเงินมาแจกฟรีๆ แล้วถ้าเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ได้ฟรีไปเรื่อยๆ มันจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้เป็นคนจนทั้งปีทั้งชาติหรือไม่ หรือจะจนจนกว่ารัฐจะยกเลิกโครงการนี้ แล้วพอยกเลิกโครงการนี้แต่ประวัติยังคงอยู่ แล้วถ้าประวัติยังคงอยู่จะมีผลอะไรต่อเนื่องเกี่ยวกับธุรกรรมการเงินในอนาคตของตัวเองหรือไม่ เช่นปัญหาเรื่องเครดิต การค้ำประกันบุคคลต่างๆ
เรามาลองมองในแง่ของ รธน ฉบับใหม่ล่าสุดที่พึ่งผ่านประชามติกันดูบ้าง มันมีบางมาตราที่เกี่ยวพันและสามารถนำรายชื่อผู้ลงทะเบียนคนจนนี้ไปใช้แล้วตัดสิทธิบุคคลอื่นที่ไม่ได้ไปลงทะเบียนคนจนออกไปเช่น มาตรา 47 เรื่องสิทธิการรักษาพยาบาล บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ หากมีการตีความในอนาคตเกี่ยวกับผู้ยากไร้-คนจน-ผู้มีรายได้น้อย จะเป็นการบีบให้บุคลอื่นต้องหาช่องทางเพื่อไปลงทะเบียนคนจนเพื่อรับสิทธิในการรักษาหรือไม่
ข้อสงสัยต่อมาว่าโครงการนี้เป็นการซื้อเสียงซื้อเวลาในทางอ้อมหรือไม่ หรือเป็นประชานิยมที่คิดน้อยที่สุดแต่ได้ผลเป็นรูปธรรมในการลดแรงเสียดทานระหว่างการดำเนินชีวิตที่ลำบากขึ้นของชาวบ้านรากหญ้ากับการบริหารประเทศของรัฐบาลที่มีปัญหาด้านแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หรือเพื่อลดกระแสกดดันในการทำหน้าที่ต่อของรัฐบาลในช่วงที่ประชาชนยังเฝ้ารอสัญญาจากรัฐบาล จึงจำเป็นต้องนำเงินมาแจกตรงนี้เพื่อลดกระแสการต่อต้านรัฐบาลลง หรือว่าฐานเสียงของรัฐบาลไม่ใช่คนยากคนจนจึงใช้วิธีนี้เพื่อดึงคะแนนนิยมของตัวรัฐบาลเองไว้ การให้เบ็ดตกปลาดีกว่าให้ปลา แต่รัฐบาลกลับเลือกที่จะแจกปลาแทนที่จะแจกเบ็ด และมีการตั้งเป้าหมายในการแจกที่เพิ่มขึ้น ผมจึงอดที่จะสงสัยตรงนี้ไม่ได้
หลากหลายเหตุที่สงสัยมานี้ อยากได้เงินก็ต้องยอม การลงทะเบียนคนจน การตีตราตัวเองให้เป็นบุคลผู้มีรายได้น้อยของประเทศ สิ่งนี้คือปฐมบทแห่งการตีตราชั้นวรรณะของสังคมไทยใช่หรือไม่?
มาริโอ้ 23 มกราคม 2560