คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 10
นี่มันเรื่องตลกร้าย
นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าเพื่อให้คนมีรายได้น้อยพึ่งพาตัวเองได้ ลดความเหลือมล้ำ ช่องว่างระหว่างรายได้ของคนในสังคม ผลักดันGDP ของประเทศได้ ส่งออกได้ และสุดท้ายก็เข้าสู่ระบบภาษีได้
สิ่งเหล่านี้กลับถูกปลุกปั่นว่าเป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า เป็นการแจกเงิน สารพัดคำกล่าวหาให้นโยบายเหล่านี้เป็นสิ่งเลวร้าย
การขึ้นทะเบียนคนจนในวันนี้ คนที่ต้องเดินไปขึ้นทะเบียนในวันนี้ก็คือผลของการใส่ร้ายเพื่อประโยชน์ทางการเมืองโดยไม่สนใจประชาชนที่ยากจนในวันนั้น
วันที่เขาร่วมกันทำงานโดยมีรัฐเข้าไปสนับสนุน ให้ทุน หาตลาดในวันนั้นคือการซื้อเสียงเป็นความผิด แต่การแจกเงินฟรีๆในวันนี้กลับถูกต้องของคนกลุ่มนั้นไปได้ยังไง
นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าเพื่อให้คนมีรายได้น้อยพึ่งพาตัวเองได้ ลดความเหลือมล้ำ ช่องว่างระหว่างรายได้ของคนในสังคม ผลักดันGDP ของประเทศได้ ส่งออกได้ และสุดท้ายก็เข้าสู่ระบบภาษีได้
สิ่งเหล่านี้กลับถูกปลุกปั่นว่าเป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า เป็นการแจกเงิน สารพัดคำกล่าวหาให้นโยบายเหล่านี้เป็นสิ่งเลวร้าย
การขึ้นทะเบียนคนจนในวันนี้ คนที่ต้องเดินไปขึ้นทะเบียนในวันนี้ก็คือผลของการใส่ร้ายเพื่อประโยชน์ทางการเมืองโดยไม่สนใจประชาชนที่ยากจนในวันนั้น
วันที่เขาร่วมกันทำงานโดยมีรัฐเข้าไปสนับสนุน ให้ทุน หาตลาดในวันนั้นคือการซื้อเสียงเป็นความผิด แต่การแจกเงินฟรีๆในวันนี้กลับถูกต้องของคนกลุ่มนั้นไปได้ยังไง
สมาชิกหมายเลข 1567547 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 3658639 ถูกใจ, ทุ่งกุลายิ้มให้ ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1167340 ถูกใจ, myna ถูกใจ, เจ้เซี้ยม ถูกใจ, hootho ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2816997 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 3546503 ถูกใจ, ยิ้มแล้วโลกสดใส ถูกใจรวมถึงอีก 8 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 12
เห็นด้วยกับคุณแพนด้ามากๆ
นโยบายที่ช่วยเหลือประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่เป็นรัฐสวัสดิการ อย่าง 30 บาทรักษาทุกโรค การส่งเสริมการศึกษาเด็กไทย ถูกมองว่าเป็นประชานิยม ทั้งที่โครงการ 30 บาทนั้น ทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้ง่ายขึ้น ใครมีเงินมากเขาก็ยินดีจ่ายเองสงวนสิทธิ์นี้ให้คนจน เพราะเป็นที่รู้กันว่ายาบางตัวย่อมต่างกัน คนจนได้ประโยชน์เต็มๆ จากโครงการนี้ หากต่อไปต้องคัดกรอง ต้องขึ้นทะเบียน แล้วอะไรจะรับประกันว่า คนจน คนด้อยโอกาส จริงๆ ที่ไม่มีช่องทางไปขึ้นทะเบียนจะได้รับสิทธิ์ตรงนี้ ?
นโยบายที่ช่วยชาวนาและการทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ กลายเป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง หากโครงการเดินหน้าเต็มรูปแบบแล้วมีจุดบกพร่องตรงไหนก็ช่วยกันแก้ไข ปรับปรุงไปก็ยังได้ แต่กลับมีการขัดขวางทุกวิถีทาง ทั้งปล่อยข่าว ทั้งปั้นตัวเลข ทั้งโยงรายงานมั่วๆ
อีกนโยบายที่ช่วยเหลือคนจนจริงๆ จนพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจระดับประเทศ ขอยกตัวอย่าง OTOP
ดร.โมริฮิโกะ ฮิรามัตสึ ผู้ริเริ่มแนวคิด OVOP (One Village, One Product) มองว่าหากแต่ละชุมชนหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นจุดเด่น แล้วเพิ่มมูลค่าการตลาดด้วยการใส่ความคิดสร้างสรรค์หรือเอกลักษณ์เข้าไปก็จะนำรายได้มาสู่ท้องถิ่น กลายเป็นชุมชนเข้มแข็ง และหากหลายๆ ท้องถิ่นทำเช่นนี้ ก็จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น และญี่ปุ่นก็ทำสำเร็จ

มีประเทศต่างๆ นำไปเป็นต้นแบบพัฒนากันมากมาย รวมถึง จีน และอเมริกาด้วย น่าดีใจที่ยุคนั้นเรามีนายกชื่อ "ทักษิณ" ที่มีวิสัยทัศน์ รู้จักนำแนวคิดดีๆ มาปรับใช้เพื่อพัฒนาประเทศและช่วยเหลือประชาชน และโครงการนั้นก็ยั่งยืนและไปได้ดี

การช่วยเหลือคนจนที่ดีที่สุด คือ การให้เขาเข้าถึงรัฐสวัสดิการโดยง่าย ไม่จำเป็นต้องตีตราหรือผ่านกระบวนการอะไร แล้วสร้างนโยบายที่ให้คนจนเหล่านั้นเข้มแข็ง พึ่งพาตัวเองได้ มันจะลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ในภาพใหญ่ก็สร้างนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การ แจก แจก แจก
นโยบายที่ช่วยเหลือประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่เป็นรัฐสวัสดิการ อย่าง 30 บาทรักษาทุกโรค การส่งเสริมการศึกษาเด็กไทย ถูกมองว่าเป็นประชานิยม ทั้งที่โครงการ 30 บาทนั้น ทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้ง่ายขึ้น ใครมีเงินมากเขาก็ยินดีจ่ายเองสงวนสิทธิ์นี้ให้คนจน เพราะเป็นที่รู้กันว่ายาบางตัวย่อมต่างกัน คนจนได้ประโยชน์เต็มๆ จากโครงการนี้ หากต่อไปต้องคัดกรอง ต้องขึ้นทะเบียน แล้วอะไรจะรับประกันว่า คนจน คนด้อยโอกาส จริงๆ ที่ไม่มีช่องทางไปขึ้นทะเบียนจะได้รับสิทธิ์ตรงนี้ ?
นโยบายที่ช่วยชาวนาและการทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ กลายเป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง หากโครงการเดินหน้าเต็มรูปแบบแล้วมีจุดบกพร่องตรงไหนก็ช่วยกันแก้ไข ปรับปรุงไปก็ยังได้ แต่กลับมีการขัดขวางทุกวิถีทาง ทั้งปล่อยข่าว ทั้งปั้นตัวเลข ทั้งโยงรายงานมั่วๆ
อีกนโยบายที่ช่วยเหลือคนจนจริงๆ จนพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจระดับประเทศ ขอยกตัวอย่าง OTOP
ดร.โมริฮิโกะ ฮิรามัตสึ ผู้ริเริ่มแนวคิด OVOP (One Village, One Product) มองว่าหากแต่ละชุมชนหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นจุดเด่น แล้วเพิ่มมูลค่าการตลาดด้วยการใส่ความคิดสร้างสรรค์หรือเอกลักษณ์เข้าไปก็จะนำรายได้มาสู่ท้องถิ่น กลายเป็นชุมชนเข้มแข็ง และหากหลายๆ ท้องถิ่นทำเช่นนี้ ก็จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น และญี่ปุ่นก็ทำสำเร็จ

มีประเทศต่างๆ นำไปเป็นต้นแบบพัฒนากันมากมาย รวมถึง จีน และอเมริกาด้วย น่าดีใจที่ยุคนั้นเรามีนายกชื่อ "ทักษิณ" ที่มีวิสัยทัศน์ รู้จักนำแนวคิดดีๆ มาปรับใช้เพื่อพัฒนาประเทศและช่วยเหลือประชาชน และโครงการนั้นก็ยั่งยืนและไปได้ดี

การช่วยเหลือคนจนที่ดีที่สุด คือ การให้เขาเข้าถึงรัฐสวัสดิการโดยง่าย ไม่จำเป็นต้องตีตราหรือผ่านกระบวนการอะไร แล้วสร้างนโยบายที่ให้คนจนเหล่านั้นเข้มแข็ง พึ่งพาตัวเองได้ มันจะลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ในภาพใหญ่ก็สร้างนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การ แจก แจก แจก
ทุ่งกุลายิ้มให้ ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1654979 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2597074 ขำกลิ้ง, yoonnoi ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1131268 ถูกใจ, mambo1 ถูกใจ, myna ถูกใจ, เจ้เซี้ยม ถูกใจ, hootho ถูกใจ, Mr CumCum ถูกใจรวมถึงอีก 5 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย สิ่งนี้คือปฐมบทของการแบ่งชั้นวรรณะในสังคมไทยหรือไม่?
กระทู้นี้ขอคุยกันแบบสบายๆ เข้าเรื่องเลย ผมมาตั้งกระทู้ด้วยความสงสัยล้วนๆไม่ได้มาโจมตีหรือมาขัดขวางโครงการนี้ แม้ผมเองจะไม่ได้อะไรกับเขาเลยสักบาทก็ตาม ยังคงทำหน้าที่พลเมืองไทยจ่ายภาษีบำรุงประเทศต่อไป ในนาม จขกท ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ลงทะเบียนและได้รับเงินไปแล้วจำนวน 8.3 ล้านคน (ตามข่าวมีปัญหาการสวมสิทธิ) จากข้อมูลของนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลังว่าผู้มีรายได้น้อยของไทยมีอยู่ประมาณ 14-15 ล้านคน (คาดเดาว่าน่าจะนำค่าตัวเลขต่างๆมาจากผลการทำสำมะโนประชากรของกระทรวงมหาดไทยที่กรอกได้ตามใจโดยไม่ต้องมีอะไรมาอ้างอิง)
ในฐานะ 45 ล้านคนที่เหลือซึ่งผมถือว่าผมก็คือประชาชนไทยคนหนึ่ง สิ่งที่สงสัยแรกนั่นคืออีกประมาณ 45 ล้านคนที่เหลือของคนไทยคือมีอายุต่ำกว่า 18 ปีลงมา + อายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีงานทำ + มีรายได้เกิน 1 แสนบาทต่อหัว นี้คือสิ่งที่เป็นไปได้จริงหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนี้จริงนั่นแสดงว่าคุณภาพชีวิตในภาพรวมของประชากรไทยที่มีปัญหาเรื่องการเงินดูจะสวนทางกับความเป็นจริงที่เห็น โดยในสภาพทั่วไปคนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น หนี้ทั้งในและนอกระบบยังเป็นชนักปักหลังในชีวิตของประชากรไทยอยู่เสมอมา บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ยังขายดี ปัญหาอาชญากรรมที่สืบเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจยังมี ปัญหาหนี้เสีย คดีทางแพ่ง ปัญหาคุณภาพชีวิต ผ่อนบ้านผ่อนรถไม่ทัน ฯลฯ ยังมีให้เห็นทุกวันในสังคมไทย
ข้อสงสัยต่อมาคือรัฐบาลตั้งเป้าให้ผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนให้มากที่สุด แล้วถ้ามีคนไปลงทะเบียนมากเกินกว่า 14-15 ล้านคน รัฐบาลมีเงินจ่ายหรือไม่ หรือว่าจะใช้ข้ออ้างในการไม่จ่ายเงินตามที่ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่า "ขณะนี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง ราคาพืชผลทางการเกษตรปรับตัวดีขึ้น และการส่งออกกลับมาขยายตัวได้ดี จึงอาจจะยังไม่มีความจำเป็นให้เงินสนับสนุนเพิ่มเติมกับผู้มีรายได้ในช่วงนี้"???? จึงอาจจะยังไม่มีความจำเป็นให้เงินสนับสนุนเพิ่มเติมกับผู้มีรายได้ในช่วงนี้ แล้วจะตั้งเป้าให้คนไปลงทะเบียนมากทำไม ข้ออ้างดังกล่าวที่อาจไม่จ่ายเงินในช่วงนี้จริงหรือ มันดีอย่างที่ท่านว่าจริงหรือ? หรือเพียงเพื่อตีตราบุคลไว้ว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยของประเทศไว้เฉยๆ การบริหารประเทศที่ดีนั้นสิ่งที่ควรตั้งเป้าไว้คือลดจำนวนคนจนหรือผู้มีรายได้น้อยลงให้ได้มากที่สุด แต่รัฐบาลตั้งเป้าให้ผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนให้มากที่สุด ผมจึงอดสงสัยไม่ได้ในส่วนนี้
ผมอยากลองเปรียบเทียบให้เห็นภาพกับปัญหาการแก้ไขผู้ผิดกฏหมายจราจรในบ้านเรา ที่ตำรวจมักจะตั้งเป้ายอดใบสั่งเสมอว่างวดนี้จะต้องได้ค่าปรับไม่ต่ำกว่าเท่านั้นเท่านี้ (แม้จะไม่มีระบุเป็นลายลักษณ์อักษรแต่มีจริงในเชิงปฏิบัติ) แล้วมันแก้ปัญหาจราจรได้จริงหรือไม่ เท่าที่เห็นนั่นคือปรับแจกใบสั่งไปวันๆ เช็คยอดรวมค่าปรับเป็นงวดๆ เอาให้ทะลุเป้าเป็นเดือนๆ ปัญหาผู้กระทำผิดกฏจราจรก็ไม่มีแนวโน้มที่จะลดลง เนื่องจากตั้งเป้าผิดที่ สิ่งที่ควรทำนั่นคือตั้งเป้าการทำผิดกฏหมายจราจรเป็นศูนย์ต่างหากในความคิดของผม
สมัยผมยังทำงานเป็นฝ่ายปฏิบัติการด้านเทคนิค ที่หน่วยงานมีการตั้งเป้าเสมอว่าอุบัติเหตุจากการทำงานเป็นศูนย์ ซึ่งในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้เลย มีบางวันที่ผมทุ่มเทกับงานอย่างหนักจนเกิดการบาดเจ็บขึ้นกับตัวเองขณะปฏิบัติงาน ท้ายสุดผมก็ต้องถูกสอบและเขียนรายงานชี้แจง มีผลต่อการพิจารณาขั้นเงินเดือนด้วย บางครั้งก็มีคำถามในใจว่าไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุก็ให้กุอยู่เฉยๆแบบไอ้พวกที่จ้องแต่จะจับผิดกุสิวะ ทีตำรวจทหารเวลาบาดเจ็บจากการทำงานทำไมได้เลื่อนขั้น บลาๆๆๆๆ คิดมากตามประสาคนถูกลงโทษแล้วไม่ยอมรับผิด จนเวลาผ่านไปถึงเข้าใจว่าเขาต้องตั้งไว้เช่นนั้นจริงๆเพื่อลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินให้น้อยที่สุด นี่คือการตั้งเป้าหมายที่ถูกต้องครับ
คราวนี้เราลองมาสมมุติดูว่าถ้าเราเป็นผู้ที่ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยไว้ งวดแรกได้รับเงิน ก็ต้องอยากได้เงินงวดที่สอง มีงวดที่สองก็อยากจะมีงวดที่สาม ของฟรีใครก็อยากได้ จู่ๆมีคนเอาเงินมาแจกฟรีๆ แล้วถ้าเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ได้ฟรีไปเรื่อยๆ มันจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้เป็นคนจนทั้งปีทั้งชาติหรือไม่ หรือจะจนจนกว่ารัฐจะยกเลิกโครงการนี้ แล้วพอยกเลิกโครงการนี้แต่ประวัติยังคงอยู่ แล้วถ้าประวัติยังคงอยู่จะมีผลอะไรต่อเนื่องเกี่ยวกับธุรกรรมการเงินในอนาคตของตัวเองหรือไม่ เช่นปัญหาเรื่องเครดิต การค้ำประกันบุคคลต่างๆ
เรามาลองมองในแง่ของ รธน ฉบับใหม่ล่าสุดที่พึ่งผ่านประชามติกันดูบ้าง มันมีบางมาตราที่เกี่ยวพันและสามารถนำรายชื่อผู้ลงทะเบียนคนจนนี้ไปใช้แล้วตัดสิทธิบุคคลอื่นที่ไม่ได้ไปลงทะเบียนคนจนออกไปเช่น มาตรา 47 เรื่องสิทธิการรักษาพยาบาล บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ หากมีการตีความในอนาคตเกี่ยวกับผู้ยากไร้-คนจน-ผู้มีรายได้น้อย จะเป็นการบีบให้บุคลอื่นต้องหาช่องทางเพื่อไปลงทะเบียนคนจนเพื่อรับสิทธิในการรักษาหรือไม่
ข้อสงสัยต่อมาว่าโครงการนี้เป็นการซื้อเสียงซื้อเวลาในทางอ้อมหรือไม่ หรือเป็นประชานิยมที่คิดน้อยที่สุดแต่ได้ผลเป็นรูปธรรมในการลดแรงเสียดทานระหว่างการดำเนินชีวิตที่ลำบากขึ้นของชาวบ้านรากหญ้ากับการบริหารประเทศของรัฐบาลที่มีปัญหาด้านแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หรือเพื่อลดกระแสกดดันในการทำหน้าที่ต่อของรัฐบาลในช่วงที่ประชาชนยังเฝ้ารอสัญญาจากรัฐบาล จึงจำเป็นต้องนำเงินมาแจกตรงนี้เพื่อลดกระแสการต่อต้านรัฐบาลลง หรือว่าฐานเสียงของรัฐบาลไม่ใช่คนยากคนจนจึงใช้วิธีนี้เพื่อดึงคะแนนนิยมของตัวรัฐบาลเองไว้ การให้เบ็ดตกปลาดีกว่าให้ปลา แต่รัฐบาลกลับเลือกที่จะแจกปลาแทนที่จะแจกเบ็ด และมีการตั้งเป้าหมายในการแจกที่เพิ่มขึ้น ผมจึงอดที่จะสงสัยตรงนี้ไม่ได้
หลากหลายเหตุที่สงสัยมานี้ อยากได้เงินก็ต้องยอม การลงทะเบียนคนจน การตีตราตัวเองให้เป็นบุคลผู้มีรายได้น้อยของประเทศ สิ่งนี้คือปฐมบทแห่งการตีตราชั้นวรรณะของสังคมไทยใช่หรือไม่?
มาริโอ้ 23 มกราคม 2560