The Origin  เดินทางตามตำรา ค้นหาต้นกำเนิด ณ อังกฤษ ตอนที่ 1

ตอนที่ ๑ แพ็กกระเป๋าก่อนเดินทาง
สวัสดีสมาชิกพันทิปทุกท่านครับ นี่เป็นกระทู้แรกอย่างเป็นทางการหลังจากผมแอบสอดส่องในพันทิปมาหลายปีด้วยกัน พยายามจะหาห้องแท็กก็เลยขอแท็กทั้ง “หว้ากอ” บลูแพลนเน็ต และ “ไกลบ้าน” นะครับ เมื่อปิดเทอมที่ผ่านมาผมได้รับโอกาสที่ดีมากๆ คือการไปทำวิจัยที่อังกฤษ เลยอยากจะมาแบ่งปันให้อ่านกันเป็นของขวัญส่งท้ายปี และก่อนที่ความทรงจำดีๆ เหล่านี้จะเลือนลางไปจากผมไป



เหตุผลที่ผมต้องไปที่อังกฤษก็เพราะว่า ผมไปทำวิจัยระยะสั้นที่ University of Sussex ป็นระยะเวลาสามเดือนครับ โครงการที่ผมไปร่วมคือ Interantional Junior Research Associations (IJRA) http://www.sussex.ac.uk/international/partnerships/jra ซึ่งจัดมาเป็นปีที่สามแล้วครับ โดยปกติแล้วการเรียนในคณะวิทยาศาสตร์จะมีวิชาปฏิบัติการณ์เป็นปกติอยู่แล้วครับ แต่ช่วงปิดเทอมก็จะเป็นเวลาของการไปทำวิจัยจริงๆในห้องแล็บ ยิ่งถ้าหาโอกาสไปแล็บข้างนอกมหาวิทยาลัย หรือว่า ในต่างประเทศได้ด้วย ก็จะเป็นโอกาสที่ดีมากๆครับ เพราะจะได้ประสบการณ์ในหลายๆเรื่องซึ่งจะช่วยให้เราเดินทางต่อไปในสายวิทยาศาสตร์ได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้นครับ
ผมเคยเดินทางไปอังกฤษเมื่อสามปีก่อน เพื่อไปนำเสนอโครงงานวิจัยวิทยาศาสตร์กับโรงเรียนสมัยมัธยม ในโครงการที่มีชื่อว่า International Student Science Fair 2013 จัดที่เมือง Camborne  แคว้น Cornwall ที่อยู่ใต้สุดของสหราชอณาจักรเลยครับ ตอนนั้นไปเพียงแค่สิบวัน และก็ไม่ได้มีเวลาอิสระมากนัก ทำให้ครั้งที่แล้วเป็นบทเรียนประจำใจว่า ถ้าได้มาสหราชอณาจักรอีก ผมต้องใช้ชีวิตให้คุ้มมากๆครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการค้นหาต้นกำเนิดของ “วิทยาศาสตร์”

ตอนช่วงก่อนที่จะเดินทางผมได้แรงบันดาลใจจากหลายๆเรื่องครับ ผมเองเป็นคนชอบดูภาพยนตร์โดยเฉพาะ สงคราม ประวัติศาสตร์ สงครามโลก และพวกชีวประวัติบุคคล ยิ่งถ้าเข้ามาอยู่ในเหตุการณ์แถวๆอังกฤษนี่จะชื่นชอบมาก ในช่วงปีก่อนหน้านั้น ผมมีโอกาสได้พบพี่ยอด พี่บอล จากรายการหนังพาไปตัวเป็นๆ แล้วชอบการทำรายการของพี่เขามากๆ เป็นสารคดีที่เหมือนจะเป็นการนินทาคนต่างชาติในบางครั้ง แต่ก็ถือว่าเป็นสารคดีที่ดีมากเลยครับ เพราะเห็นภาพจริง เดินเยอะจริงๆ แล้วก็ประหยัดจริง ผมเลยคิดว่าการที่ผมมีโอกาสได้กลับไปในครั้งนี้ ผมจะต้องได้สาระกลับมาฝากคนอื่นให้ได้ ตอนแรกกะจะอัดเป็นวิดิโอ แต่ด้วยเวลาและการจัดการ อีกทั้งผมเดินทางคนเดียว ดูแล้วจะค่อนข้างลำบากก็เลยพยายามให้ใช้เวลาให้มากที่สุด แล้วกลับมาถ่ายทอดให้ทุกคนครับ

ถ้าพูดถึงประเทศ “อังกฤษ” กับทุกคนก็จะมีไม่กี่อย่างที่เรานึกออกในทันใดครับ ไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอล แฮรี่พอตเตอร์ หรือ เจมส์บอนด์ แต่จริงๆแล้ว ”อังกฤษ” หรือ ”บริเตนใหญ่” เป็นหนึ่งในประเทศของสหราชอณาจักรที่ประกอบไปด้วย สี่ประเทศ อันได้แก่ บริเตนใหญ่ สกอตแลนด์ เวลล์ และ ไอร์แลนด์เหนือ สหราชอณาจักรนั้นเป็นประเทศเล็ก มีประชากร (ตามระบุ) พอๆกับประเทศไทย แต่ว่าพื้นที่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งครับ อากาศที่นี่ก็พูดได้เลยครับว่า “ครึ้ม” (จะถ่ายรูปที่นี่สวยๆนี่ต้องฝึกกันนิดนึงครับ) และก็มีฝนตกปอยๆ สม่ำเสมอครับ ภูมิประเทศก็แตกต่างกันไป ทำให้แต่ละเมืองนั้นมีที่เที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองครับ ถ้าไปทางใต้อย่าง Cornwall คนก็จะชอบไปดูหาด หน้าผาหินสีขาว แต่ถ้าขึ้นไปทางเหนืออย่างสกอตแลนด์ก็จะเป็นภูเขา ที่สวยกันไปอีกแบบครับ ประชากรที่อยู่ในอังกฤษนั้นมีความหลากหลายมากครับ เพราะสมัยที่ British Empire มีการอพยพคนในประเทศราชเข้ามาอยู่ ทำให้เราเจอคนอินเดีย หรือ แอฟริกันอยู่กันเยอะมากครับ ยิ่งในเมืองหลวงอย่างกรุงลอนดอนที่ถือว่าเป็นเมืองที่อู้ฟู่ ก็จะมีคนอพยพเข้ามาอยู่เยอะ โดยเฉพาะเศรษฐีจากตะวันออกกลาง หรือเอเชียครับ ฉะนั้นไปอังกฤษ เรื่องภาษาแน่นอนครับว่า ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเป็นหลัก โดยภาษาอังกฤษแบบอังกฤษแท้หรือที่เรียกว่า บริทิชอิงลิช (British English) ก็จะเป็นภาษาที่ไม่คุ้นหูกับคนไทยเท่าไหร่ครับ มีสำเนียงที่จะดูหล่อมากๆ หรือมีมาดมากๆ ลองหาฟังในยูทูปดูได้ครับ https://www.youtube.com/watch?v=BLyPhCR4S1M  ยิ่งบางคำ ก็จะมีการอ่านที่ประหลาดไป แต่ไม่ต้องห่วงว่าคนที่อยู่ที่นี่จะเป็นบริทิชอิงลิชแบบจ๋าๆ ครับ เพราะเราแทบจะเจอคนอังกฤษแท้ๆ น้อยมาก ถึงแม้จะเจอก็อาจจะมีหลายแบบ ทั้งที่ฟังพอเข้าใจ หรือพวกสำเนียงพอช (Posh)คือชนชั้นสูงของอังกฤษ ก็จะเว่อวังอลังการณ์มาก แต่ก็พยายามสื่อสารครับ เขาค่อนข้างจะเข้าใจสำเนียงไทยๆ อาหารการกินของอังกฤษน้ันหลายคนจะบอกว่าเป็อาหารที่ไม่อร่อยที่สุดในโลก เพราะไม่ค่อยมีอะไร อาหารทุกอย่างจะใช้กรรมวิธีในการทำที่ง่ายๆ แตกต่างกับอาหารทางเอเชียอย่างสิ้นเชิง เช่น ฟิชแอนด์ชิพ หรือ ปลาทอดกับมันฝรั่ง อาหารเช้าแบบอังกฤษ ที่จะเสิร์ฟมาเต็มชุด แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นได้ในอังกฤษคือความหลากหลายของอาหาร เนื่องจากมีคนอพยพเข้ามาเยอะทำให้มีร้ายอาหารนานาชาติมากมาย อาหารที่หากินได้ทั่วไปก็จะมีทั้งอินเดีย เกาหลี ญี่ปุ่น แต่ในชีวิตประจำวันแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะไม่พ้นแซนวิช ราคาค่าอาหารที่นี่ค่อนข้างสูง เวลาจะออกไปกินหนึ่งมื้อก็เตรียมไว้อย่างน้อย 10 ปอนด์ ก็ประมาณ 500 บาท สำหรับหนึ่งจานต่อหนึ่งคน ดูๆแล้วอาจแพง แต่ผมว่าขึ้นอยู่กับร้าน ผมเคยไปทานไปอาหารญี่ปุ่นในลอนดอนก็ราคาประมาณนี้แต่คุณภาพนั้นเกินกว่าที่จะหาซื้อในเมืองไทยได้ ก็ต้องแล้วแต่เราเลือกสรรกันไป ในหลายๆ เรื่องผมมีความรู้สึกว่าไทยเราเนี่ยเลียนแบบอังกฤษมาเยอะครับ คงอาจเป็นเพราะเราส่งลูกหลานกษัตริย์หรือขุนนางมาเรียนที่นี่เยอะ ไม่ว่าจะเป็น ระบบการเมืองก็เป็นแบบนายกรัฐมนตรี มีกษัตริย์เป็นประมุข หรือว่าเรื่องเล็กๆ เช่นการตั้งชื่อถนนในเมืองหลวงตามชื่อหัวเมืองต่างๆ ก็เหมือนกันครับ



ตอนที่ประกาศผลว่าจะได้ไปเป็นทางการณ์ตอนนั้นเหลือเวลาเกือบๆสองเดือนแต่บังเอิญว่าผมอยู่ในช่วงสอบไฟนอลทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้เลย จนสอบเสร็จก็เหลือเวลาเพียงแค่เดือนกว่าๆเท่านั้น ตอนนั้นมีสองเรื่องที่ต้องกังวลคือวีซ่า และค่าใช้จ่าย การทำวีซ่าของสหราชอณาจักร จะผ่านเอเจนซี่ชื่อว่าvsf แต่ก่อนอืเวลาเราจะทำก่อนอื่นเราต้องไปหาข้อมูลก่อนในเว็บไซต์ของUKVI https://www.gov.uk/government/organisations/uk-visas-and-immigration จากนั้นเราต้องรู้ประเภทของวีซ่าที่เราจะทำ https://www.gov.uk/check-uk-visa โดยเราเข้าไปกรอกจุดประสงค์และลักษณะการเดินทางของเรา เขาก็จะบอกประเภทมา หลังจากนั้น เราก็จะต้องทำการนัดและจ่ายเงิน เพื่อขอยื่นเอกสาร https://www.gov.uk/apply-uk-visa>> การขอวีซ่าแต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไป แล้วแต่ประเภทของวีซ่าและระยะเวลา เวลาไปยื่นเอกสารทุกอย่างจะรวกเร็วมากถ้าเราเตรียมเอกสารไปพร้อมตามคำสั่ง ผมใช้เวลาแค่สิบนาที แล้วก็เดินออกมาเลย สิ่งที่สำคัญก็คือ ทาง UKVI บอกมาชัดเจนว่าเราควรเตรียมเอกสารอะไรบ้าง และไม่ควรเตรียมอะไรบ้าง ฉะนั้นเอาเท่าที่เขาสั่ง เพราะถ้าเราใส่ไปเยอะๆ เจ้าหน้าที่ก็จะเป็นคนเลือกทิ้งอยู่ดี มันจะมีเรื่องรูปถ่ายที่ค่อนข้างซีเรียสสำหรับ UKVI แต่พอไปเอกสาร เอเจนซี่ก็จับผมถ่ายรูปใหม่อยู่ดี พอเรายื่นเอกสารเสร็จเขาก็จะถามว่าเราอยากจะได้ตัวเลือกแบบไหน เอาแบบเร่งด่วน หรือว่าจะเพิ่มการแจ้งเตือนทาง sms  อันนี้ก็แล้วแต่ที่เราจะต้องการเลยเพราะจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไป ถ้าผมจำไม่ผิดแบบเร่งด่วนจะเพิ่มอีกหกพันบาท แม้ว่าเราจะไม่เลือกอะไร เขาก็จะแจ้งเราทางอีเมล์ที่เราทำการนัดวันอยู่ดี แต่ก็มีคนที่ต่อคิวข้างๆผมที่ไม่ได้รับการแจ้ง จนผ่านไปเดือนกว่าเขาต้องมาขอดูด้วยตัวเอง ปรากฏว่าเอกสารได้ตั้งนานแล้ว ครั้งนี้ผมขอไปเป็นแบบ Academic visitor ซึ่งใช้เวลาการดำเนินการขอเพียงแค่สี่วัน ซึ่งผมแปลกใจมาก เพราะมันเร็วเกินไป แต่อาจจะเป็นเพราะผมเหลือเวลาน้อยแล้วใกล้เดินทาง อีกทั้งเอกสารที่เตรียมมาค่อนข้างชัดเจนถึงเป้าหมายในการเข้าประเทศ เวลาเขาแจ้งว่าให้เรามารับ เราจะไม่รู้จนกว่าเราจะเปิดซองเอกสารด้วยตนเอง และเมื่อเขาแจ้งเรามา เราต้องรออย่างน้อยหนึ่งวันจนกว่าจะสามารถไปรับได้ ขั้นตอนนี้ผมลุ้นสุดๆเลย เพราะว่าเรารู้แล้วว่าทุกขั้นตอนที่เราทำเสร็จแต่เราไม่รู้ผลลัพธ์ อีกทั้งเรายังต้องนอนรอทรมาณไปอีกหนึ่งวัน แต่แล้วแต่เล่าก็ผ่านมาได้ ก็ถือว่าไม่เสียหายอะไร

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่