สวัสดีค่ะ ทุกคน กระทู้นี้เป็นกระทู้แรกของเราเลยค่ะ แอบสิงเก็บข้อมูลการท่องเที่ยวมาก็นานปีดีดัก ทีนี้ก็เลยอยากจะมาลองแชร์ประสบการณ์การท่องเที่ยวให้กับทุกคนบ้าง
มีข้อผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ (มิได้ตั้งใจจริง ๆ )
ตามหัวเรื่องเลยค่ะ "2 อาทิย์ตะลุย 7 เมืองใน "เวียดนาม"
ส่วนว่าทำไมต้องฉบับชะนีอินดี้นี่ก็ยังงงตัวเองอยู่ค่ะ แต่เพื่อนหลายคนเรียก เราว่า ชะนีอินดี้ 555
จริง ๆ แล้วทริปนี้เกิดขึ้นแบบกระทันหันมาก เนื่องจากเช้าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วก็พบว่าตัวเองมีวันหยุดขึ้นมาซะงั้น ว่าแล้วก็อย่ารอช้า ลองเช็คราคาตั๋วเครื่องบินดูจึงเจอว่ามี promotion ของสายการบินหางสีเหลือง ๆ กรุงเทพฯ - โฮจิมินห์ ในราคาพันกว่าบาท ด้วยความหน้ามืดตามัว มือก็ดันลั่นกดจองไป - กลับ ไปเรียบร้อย ในอีก 1 อาทิตย์ข้างหน้า . . . และนั่นเองก็เป็นที่มาของทริปนี้
การเตรียมตัว
ถามว่าเราเตรียมอะไรมากมั้ยก็คงตอบได้ว่า ไม่เลย ไม่เลยจริง ๆ ... เอาจริง ๆ คือเราไม่อยากจะเตรียมตัว หรือจองอะไรไว้ก่อนมากเท่าไหร่ หลังจากทริปไปมาเลเซีย - สิงคโปร์ (ทริปแรกของเรา) ทริปนั้นเราจองทุกอย่างเอาไว้ตั้งแต่ก่อนจะไป เรียกได้ว่าเป็น schedule เลยว่าวันไหนอยู่ไหน ทำอะไร ซึ่งพอเอาเข้าจริงแล้ว เราไม่ค่อยชอบแบบนั้น เพราะว่ามันไม่ค่อย flexible เท่าไหร่ ทริปนี้เลยตั้งใจว่าจะจองให้ล่วงหน้าให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายสิ่งที่จองเอาไว้ก็คือ ตั๋วเครื่องบิน ไปกลับ กรุงเทพฯ - โฮจิมินห์ และ ที่พักที่ district 1 2 คืนเท่านั้น ที่เหลือก็ค่อยไปว่ากันทีหลัง
เอาล่ะค่ะ ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้มากความ ตั๋วได้แล้ว ที่พัก 2 คืนแรกมีแล้ว ติดต่อเพื่อนของเพื่อนที่ไม่เคยเห็นหน้าชาวเวียดนามเอาไว้แล้วว่าจะเจอกัน ที่โฮจิมินห์ซัก 1 วัน ที่เหลือก็แค่เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า บอกแม่ว่าจะไปเที่ยวนะ ! แล้วก็บินนนน
ออกบินตอน 7.15 ที่ดอนเมือง ถึง สนามบิน ตันเซินญาต เวลา 9.45 น. รับกระเป๋า ไม่ได้แลกเงินอะไรทั้งสิน เพราะเพื่อนมารับ (เราติดต่อจาก Couchsurfing ค่ะ) เรียกได้ว่ามาลงมาแตะพื้นปุ๊บก็ได้สัมผัสบรรยากาศการจราจรของเวียดนามในทันทีทันใดเลยทีเดียว การจราจรที่เวียดนามช่าง ....
ครึกครื้นเสียจริง
ที่ว่า ครึกครื้น ก็เพราะว่า ด้วยเสียงแตรที่บีบกันแบบถี่ยิบและความคับคั่งของยวดยาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมอเตอร์ไซต์ เชียงใหม่ว่าเยอะแล้ว แพ้เวียดนามแบบไม่ติดฝุ่น
เราไปแลกเงินแถว ๆ district 1 ค่ะ ได้เรทดีกว่าที่สนามบิน โดยเราแลก เงิน USD จาก ไทยไปก่อน แล้วค่อยไปเอา USD แลกเป็น VND โดยเรทที่ได้คือ 1 USD = 20,000 - 22,000 VND แล้วแต่ร้าน (แลกร้านด้านนอกได้เรทดีกว่าในธนาคาร) เราแลกเงินไปแค่พอคิดว่าจะใช้ค่ะ แล้วก็เปิดบริการกดเงินที่ต่างประเทศให้กับบัตร ATM เอาไว้ (โทรไปแจ้งกับ call center ค่ะ แต่จะมีเรทแล้วแต่ธนาคาร) กรณีนี้เราเอาไว้เผื่อฉุกเฉินจริง ๆ
ที่เวียดนามสามารถใช้ได้ทั้ง VND (แน่นอนสิ!) และ USD ส่วนมากจะใช้ USD ได้กับ agency tour หรือ พวกที่พักต่าง ๆ
เข้าเรื่อง... ซะทีนะ เวิ่นเว้ออยู่นานสองนาน
ที่แรกที่เราไปคือ
Notre-Dame Cathedral เป็นโบสถ์คริสตั้งแต่สมัยก่อนที่ตั้งอยู่กลางโฮจิมินห์ หาไม่ยาก เพราะว่าอยู่กลางถนนเลย ที่นี่มีความคลาสสิคอยู่มาก และได้รับความนิยมในหมู่ชาวเวียดนามในการใช้เป็นสถานที่ถ่ายรูป Pre-wedding เป็นอย่างมาก อย่างตอนที่เราไปก็มี 3 คู่มาถ่ายรูปกัน คือ นับถือในความอดทนต่ออากาศที่ร้อนแสนร้อนมาก ๆ เลย ขนาดเราใส่เสื้อผ้าสบาย ๆ เรายังรู้สึกว่ามันร้อนมาก ๆ เลย แต่ชุดเจ้าสาวยาวลากพื้นนี้คือ ข้าพเจ้าขอซูฮก เลยค่ะะ

ที่โบสถ์นี้เปิดให้เข้าได้ไม่ตลอดทั้งวัน โดยช่วงบ่ายจะเปิดตั้งแต่บ่าย 3 โมงจนถึง 4 โมงเย็น เพราะว่าหลัง 4 โมงจะเปิดให้ทำพิธีกรรมทางศาสนาคริสต์ คือเราจะไม่สามารถเดินเข้าไปชมได้
ที่ที่สองอยู่ไม่ไกลจาก Notre-Dame Cathedral เลย คือ
Book Street เป็นถนนเส้นสั้น ๆ ที่รวบรวมร้านขายหนังสือเอาไว้หลากหลายร้าน โดยส่วนมากจะเป็นหนังสือภาษาอังกฤษซะมากกว่า พวก Text book เกี่ยวกับงาน art จะเยอะ และยังขาย postcard อีกด้วย สามารถหาซื้อได้ที่นี่ แต่เรื่องราคาก็จะแพงกว่าที่อื่นซักเล็กน้อย

ที่หัวมุมถนนยังมีร้านกาแฟน่านั่งอีกด้วย ใครอยากจะมีบรรยากาศนั่งจิบชา กาแฟ ในถนนร่มรื่นที่เต็มไปด้วยหนังสือ ก็ต้องที่นี่เลย
ที่ที่สาม อยู่ห่างจาก Book Street ไปประมาณ 20 เมตร คือ
Saigon Post Center อาคารมีเหลืองทั้งหลังหลังนี้ทำหน้าที่เป็นสถานีไปรษณีย์มานานแสนนานเหลือเกิน ผ่านการบูรณะปรับปรุงมาหลายครั้ง เพื่อนบอกว่าก่อนหน้าที่จะเป็นสีเหลืองเป็นสีทอง ๆ แล้วคนเวียดนามไม่ชอบเอามาก ๆ เลยต้องเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอย่างในปัจจุบัน

ภายในอาคารจะมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสไตล์ยุโรปอยู่ และ ยังมีโทรศัพท์สายตรงที่สามารถโทรกลับไปคุยกับญาติ ๆ ได้อย่างไม่เสียค่าโทรทางไกล แต่ ... ไม่มีประเทศไทย ส่วนใหญ่แล้วเป็นประเทศทางยุโรปเนื่องจากเมื่อก่อนตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ... จึงจะเห็นได้ว่าสถาปัตยกรรม ของตึกสมัยเก่า ๆ ที่เวียดนามจะเป็นสไตล์ยุโรปเกือบจะทั้งหมด และ หากเก่ากว่านั้นไปอีกก็จะเป็น แบบ จีนไปเลย
นอกจากนั้นที่นี่ยังเปิดให้บริการรับ-ส่ง ไปรษณีย์ได้ตามปกติอีกด้วย ใครใคร่อยากจะส่ง postcard กลับบ้านไปหาญาติ ๆ หรือ หาตัวเองก็สามารถส่งได้เลยที่นี่ (แต่แนะนำว่าซื้อ postcard จากด้านนอกไปจะถูกกว่า)
ตอนนั้นร้อนมาก และเที่ยงแล้ว จะต้องหาอะไรรองท้องก่อนแล้วล่ะ สำหรับมื้อแรกที่เวียดนาม ก็ต้องเฝอสิ ! เป็นต้นตำหรับของเฝอนี่เนอะ ... สำหรับเราเราโชคดีที่มีเพื่อน local ที่นี่ ถามว่ากินที่ไหนนี่ก็ตอบไม่ได้นะ ขอโทษด้วย เพราะว่าซ้อนเพื่อนไป เป็นร้านอาหาร local ที่ธรรมดามาก แต่เพื่อนบอกว่าร้านนี้คนเวียดนามชอบมากิน เพราะว่าน้ำซุปอร่อย เลยก็เลยจัดเลยจ้า เฝอเนื้อ 1 ถ้วย

อร่อยเหาะไปเลย น้ำซุปร้อน ๆ และอากาศร้อน ๆ ... แฮ่ก ๆ ๆ ๆ เด็ดใบโหระพา ใบสาระแหน่ ใบอะไรอีกสารพัดสารเพที่เตรียมเอาไว้ให้ ใส่ลงไป เติมซอสพริกนิดหน่อย ... อิ่มแปร้ ไป 1 มื้อ ในราคา 25,000 VND ถู๊ก ถูก
หลังจากหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน ... หย่อนจริง ๆ แต่จะยังนอนไม่ได้ ยังต้องไปเที่ยวอีก ! ที่ต่อไปคือที่ที่เราอยากไปโดยส่วนตัว นั่นก็คือ
War Remnants Museum หรือ พิพิธภัณธ์สงคราม โดยจะเล่าถึงประวัติของสงครามเวียดนาม ระหว่างเวียดกง (ชาวเวียดนาม) และทหารสหรัฐฯ โดยดำเนินเรื่องตั้งแต่สาเหตุของสงคราม ระหว่างสงคราม ชีวิตความเป็นอยู่ เครื่องทรมาน ผลกระทบของสงคราม จนถึง สถิติต่าง ๆ ไว้ในอาคารหลังใหญ่ 3 ชั้น 6 ห้องจัดแสดง เราใช้เวลาทั้งหมด 3 ชั่วโมงกว่า ๆ ที่นี่ เข้ามันทุกห้อง อ่านมันแทบจะทุกบอร์ด เรารู้สึกว่ามันทำให้เราเข้าใจอะไร ๆ ที่เวียดนามได้ดีมากขึ้น เข้าใจว่าทำไมผู้คนของเขาถึงต้องเร่งพัฒนาบ้านเมือง เข้าใจความนึกคิดมากขึ้น เพราะว่า เขาเพิ่งผ่านประสบการณ์ร้าย ๆ มาเมื่อไม่กี่สิบปีนี้เอง
"สงคราม" มันช่างฟังดูห่างไกล แต่เอาเข้าจริงแล้ว สำหรับชาวเวียดนาม มันเพิ่งจะจบไปเมื่อ 60 กว่านี้ปีนี้
มันไม่เคยไปไกลจากเราเลย แม้ว่าโลกเราจะพัฒนาไปขนาดไหนก็ตาม คนเราเปลี่ยนจาก การต่อสู้ระยะประชิดเป็นการยิงระยะไกล เปลีย่นจากการยิงระยะไกลเป็นการทำนิวเคลียร์ และตอนนี้คือสงครามการแย่งชิงข้อมูลต่าง ๆ .... ไม่ไกลเลยจริง ๆ

ค่าเข้า 15,000 VND / คน
ระหว่างทางเดินกลับที่พัก เราได้กินขนมหวานอันนั้น เป็นแป้งแผน ๆ แล้วก็ใส่น้ำตาลเหมือนกับขนมสายไหม แต่ไม่มีกลิ่นใบเตยจากแป้ง โรยหน้าด้วยมะพร้าวขูดและราดด้วยนมข้นหวาน เรียกได้ว่า หวานสะใจในราคา 10,000 ล่ะทีนี้
ค่ำคืนนั้นเราจบเราที่ sky bar ที่ AB Tower ใกล้ ๆ กับที่พักของเรา เป็น sky bar แรกของเวียดนาม แต่มีกฎอยู่หลายข้ออยู่เหมือนกันในการเข้าไปใช้บริการ คือ ต้องใส่รองเท้ารัดส้นเท่านั้น ห้ามใส่กางเกงขาสั้น ถ้าเป็นผู้หญิง ถ้าไม่ใส่กระโปรง เดรส ก็ต้องขายาว และต้องมีบัตรเข้า แต่ด้วยความโชคดี (อีกแล้ว) คือเราเคยเจอเพื่อนชาวเวียดนามตอนที่เราไปเที่ยว มะละการ์ ที่มาเลเซีย แล้วเราก็ติดต่อกันเรื่อย ๆ และโชคดีไปอีกที่ชีเคยทำงานเป็น manager ของที่นี่ ก็เลยได้ขึ้นไปชิว ๆ ฟรี ๆ และดริ้งค์ Gin Tonic 2 drinks จากเพื่อน 1 แก้วและจาก manager คนปัจจุบันอีก 1 แก้ว เรียกได้ว่า เกือบเมาไปเลย 55+
บรรยากาศจาก sky bar

แต่นอกจากที่นี่แล้ว ตอนนี้ sky bar ที่ดัง ๆ เลยก็คือ ที่ตึกไบเท็กซัน หรือ ตึก Agenger (อันนี้เราเรียกเอง เพราะหน้าตามันเหมือนตึก Tony Stark เลย คือเห็นแล้วจะแบบ ..เห้ย ! นั่นมันตึกคุณ stark !! แต่คืนนั้นเราค่อนข้างขี้เกียจ เอาจริง ๆ เราไม่ค่อยอินกับการเดินทางไกล ๆ ไปในที่ที่ทุกคนมุ่งหน้าไปเท่าไหร่ แต่ถ้าที่ไหนเราอยากจะไป เราก็จะไป แม้ว่าจะต้องไปไกล๊ไกลก็ตาม
และแล้วค่ำคืนแรกที่เวียดนามก็จบลงแบบมึน ๆ ดีกว่าตึกอยู่ใกล้กับที่พักมาก เดินไปประมาณ 5 นาทีถึงเลย เพื่อนเดินกลับมาส่ง อาบน้ำ นอนหลับสบาย ... ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
เดี๋ยวค่อยกลับมาเขียนต่อนะคะ ... ไปทำงานแปป
[CR] 2 อาทิตย์ ตะลุย 7 เมืองใน "เวียดนาม" ฉบับ ชะนีอินดี้
การเตรียมตัว
ที่แรกที่เราไปคือ Notre-Dame Cathedral เป็นโบสถ์คริสตั้งแต่สมัยก่อนที่ตั้งอยู่กลางโฮจิมินห์ หาไม่ยาก เพราะว่าอยู่กลางถนนเลย ที่นี่มีความคลาสสิคอยู่มาก และได้รับความนิยมในหมู่ชาวเวียดนามในการใช้เป็นสถานที่ถ่ายรูป Pre-wedding เป็นอย่างมาก อย่างตอนที่เราไปก็มี 3 คู่มาถ่ายรูปกัน คือ นับถือในความอดทนต่ออากาศที่ร้อนแสนร้อนมาก ๆ เลย ขนาดเราใส่เสื้อผ้าสบาย ๆ เรายังรู้สึกว่ามันร้อนมาก ๆ เลย แต่ชุดเจ้าสาวยาวลากพื้นนี้คือ ข้าพเจ้าขอซูฮก เลยค่ะะ
ที่โบสถ์นี้เปิดให้เข้าได้ไม่ตลอดทั้งวัน โดยช่วงบ่ายจะเปิดตั้งแต่บ่าย 3 โมงจนถึง 4 โมงเย็น เพราะว่าหลัง 4 โมงจะเปิดให้ทำพิธีกรรมทางศาสนาคริสต์ คือเราจะไม่สามารถเดินเข้าไปชมได้
ที่ที่สองอยู่ไม่ไกลจาก Notre-Dame Cathedral เลย คือ Book Street เป็นถนนเส้นสั้น ๆ ที่รวบรวมร้านขายหนังสือเอาไว้หลากหลายร้าน โดยส่วนมากจะเป็นหนังสือภาษาอังกฤษซะมากกว่า พวก Text book เกี่ยวกับงาน art จะเยอะ และยังขาย postcard อีกด้วย สามารถหาซื้อได้ที่นี่ แต่เรื่องราคาก็จะแพงกว่าที่อื่นซักเล็กน้อย
ที่หัวมุมถนนยังมีร้านกาแฟน่านั่งอีกด้วย ใครอยากจะมีบรรยากาศนั่งจิบชา กาแฟ ในถนนร่มรื่นที่เต็มไปด้วยหนังสือ ก็ต้องที่นี่เลย
ที่ที่สาม อยู่ห่างจาก Book Street ไปประมาณ 20 เมตร คือ Saigon Post Center อาคารมีเหลืองทั้งหลังหลังนี้ทำหน้าที่เป็นสถานีไปรษณีย์มานานแสนนานเหลือเกิน ผ่านการบูรณะปรับปรุงมาหลายครั้ง เพื่อนบอกว่าก่อนหน้าที่จะเป็นสีเหลืองเป็นสีทอง ๆ แล้วคนเวียดนามไม่ชอบเอามาก ๆ เลยต้องเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอย่างในปัจจุบัน
ภายในอาคารจะมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสไตล์ยุโรปอยู่ และ ยังมีโทรศัพท์สายตรงที่สามารถโทรกลับไปคุยกับญาติ ๆ ได้อย่างไม่เสียค่าโทรทางไกล แต่ ... ไม่มีประเทศไทย ส่วนใหญ่แล้วเป็นประเทศทางยุโรปเนื่องจากเมื่อก่อนตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ... จึงจะเห็นได้ว่าสถาปัตยกรรม ของตึกสมัยเก่า ๆ ที่เวียดนามจะเป็นสไตล์ยุโรปเกือบจะทั้งหมด และ หากเก่ากว่านั้นไปอีกก็จะเป็น แบบ จีนไปเลย
นอกจากนั้นที่นี่ยังเปิดให้บริการรับ-ส่ง ไปรษณีย์ได้ตามปกติอีกด้วย ใครใคร่อยากจะส่ง postcard กลับบ้านไปหาญาติ ๆ หรือ หาตัวเองก็สามารถส่งได้เลยที่นี่ (แต่แนะนำว่าซื้อ postcard จากด้านนอกไปจะถูกกว่า)
ตอนนั้นร้อนมาก และเที่ยงแล้ว จะต้องหาอะไรรองท้องก่อนแล้วล่ะ สำหรับมื้อแรกที่เวียดนาม ก็ต้องเฝอสิ ! เป็นต้นตำหรับของเฝอนี่เนอะ ... สำหรับเราเราโชคดีที่มีเพื่อน local ที่นี่ ถามว่ากินที่ไหนนี่ก็ตอบไม่ได้นะ ขอโทษด้วย เพราะว่าซ้อนเพื่อนไป เป็นร้านอาหาร local ที่ธรรมดามาก แต่เพื่อนบอกว่าร้านนี้คนเวียดนามชอบมากิน เพราะว่าน้ำซุปอร่อย เลยก็เลยจัดเลยจ้า เฝอเนื้อ 1 ถ้วย
อร่อยเหาะไปเลย น้ำซุปร้อน ๆ และอากาศร้อน ๆ ... แฮ่ก ๆ ๆ ๆ เด็ดใบโหระพา ใบสาระแหน่ ใบอะไรอีกสารพัดสารเพที่เตรียมเอาไว้ให้ ใส่ลงไป เติมซอสพริกนิดหน่อย ... อิ่มแปร้ ไป 1 มื้อ ในราคา 25,000 VND ถู๊ก ถูก
หลังจากหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน ... หย่อนจริง ๆ แต่จะยังนอนไม่ได้ ยังต้องไปเที่ยวอีก ! ที่ต่อไปคือที่ที่เราอยากไปโดยส่วนตัว นั่นก็คือ War Remnants Museum หรือ พิพิธภัณธ์สงคราม โดยจะเล่าถึงประวัติของสงครามเวียดนาม ระหว่างเวียดกง (ชาวเวียดนาม) และทหารสหรัฐฯ โดยดำเนินเรื่องตั้งแต่สาเหตุของสงคราม ระหว่างสงคราม ชีวิตความเป็นอยู่ เครื่องทรมาน ผลกระทบของสงคราม จนถึง สถิติต่าง ๆ ไว้ในอาคารหลังใหญ่ 3 ชั้น 6 ห้องจัดแสดง เราใช้เวลาทั้งหมด 3 ชั่วโมงกว่า ๆ ที่นี่ เข้ามันทุกห้อง อ่านมันแทบจะทุกบอร์ด เรารู้สึกว่ามันทำให้เราเข้าใจอะไร ๆ ที่เวียดนามได้ดีมากขึ้น เข้าใจว่าทำไมผู้คนของเขาถึงต้องเร่งพัฒนาบ้านเมือง เข้าใจความนึกคิดมากขึ้น เพราะว่า เขาเพิ่งผ่านประสบการณ์ร้าย ๆ มาเมื่อไม่กี่สิบปีนี้เอง
ระหว่างทางเดินกลับที่พัก เราได้กินขนมหวานอันนั้น เป็นแป้งแผน ๆ แล้วก็ใส่น้ำตาลเหมือนกับขนมสายไหม แต่ไม่มีกลิ่นใบเตยจากแป้ง โรยหน้าด้วยมะพร้าวขูดและราดด้วยนมข้นหวาน เรียกได้ว่า หวานสะใจในราคา 10,000 ล่ะทีนี้
ค่ำคืนนั้นเราจบเราที่ sky bar ที่ AB Tower ใกล้ ๆ กับที่พักของเรา เป็น sky bar แรกของเวียดนาม แต่มีกฎอยู่หลายข้ออยู่เหมือนกันในการเข้าไปใช้บริการ คือ ต้องใส่รองเท้ารัดส้นเท่านั้น ห้ามใส่กางเกงขาสั้น ถ้าเป็นผู้หญิง ถ้าไม่ใส่กระโปรง เดรส ก็ต้องขายาว และต้องมีบัตรเข้า แต่ด้วยความโชคดี (อีกแล้ว) คือเราเคยเจอเพื่อนชาวเวียดนามตอนที่เราไปเที่ยว มะละการ์ ที่มาเลเซีย แล้วเราก็ติดต่อกันเรื่อย ๆ และโชคดีไปอีกที่ชีเคยทำงานเป็น manager ของที่นี่ ก็เลยได้ขึ้นไปชิว ๆ ฟรี ๆ และดริ้งค์ Gin Tonic 2 drinks จากเพื่อน 1 แก้วและจาก manager คนปัจจุบันอีก 1 แก้ว เรียกได้ว่า เกือบเมาไปเลย 55+
บรรยากาศจาก sky bar
แต่นอกจากที่นี่แล้ว ตอนนี้ sky bar ที่ดัง ๆ เลยก็คือ ที่ตึกไบเท็กซัน หรือ ตึก Agenger (อันนี้เราเรียกเอง เพราะหน้าตามันเหมือนตึก Tony Stark เลย คือเห็นแล้วจะแบบ ..เห้ย ! นั่นมันตึกคุณ stark !! แต่คืนนั้นเราค่อนข้างขี้เกียจ เอาจริง ๆ เราไม่ค่อยอินกับการเดินทางไกล ๆ ไปในที่ที่ทุกคนมุ่งหน้าไปเท่าไหร่ แต่ถ้าที่ไหนเราอยากจะไป เราก็จะไป แม้ว่าจะต้องไปไกล๊ไกลก็ตาม
เดี๋ยวค่อยกลับมาเขียนต่อนะคะ ... ไปทำงานแปป