เรื่องที่กำลังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้
เพื่อนพ้องน้องพี่หลายท่าน
อ่านแล้ว คงจะสมน้ำหน้าดีพิลึก
เพราะมันเป็นโรคที่ ทำตัวเองแท้ ๆ
ด้วยการที่เป็นอ้ายขี้เมาของเพื่อนฝูง
มา สามสิบปี.
แต่ก็ขอเล่าหน่อยเหอะ
ในฐานะที่ ผมก็ถือว่า เราเป็นเพื่อนพ้องน้องพี่
สนิทกัน รักกัน มีไมตรีที่ดีต่อกันมานานหลายปี
ก็เลยไม่ได้คิดจะปิดบังอะไรกัน
ผมเป็นโรคตับ เสียแล้วครับ
ตีสาม วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน
ปวดท้องแทบเป็นบ้า
ต้องบอกลุงเจียวต้ายว่า ไปฉุกเฉินมิชชั่น นะครับ
เผื่อจะทันเวลา ก่อนไปตายโรงพยาบาลอื่น
เข้าห้องฉุกเฉิน
(เดินเข้าไปเองซะด้วยนะ)
หมอสั่งนอนเตียง
เปิดแตงโม เอ๊ย . . . พุง ดู
เอามือมารองแล้วเคาะบุ๋ง ๆ ซักสองที
แล้วสั่งแอ๊ดมิด ทันที โดยไม่ลังเล
รวมความว่า
ไปให้อาจารย์หมอ ที่รักษา ลุงเจียวต้าย และ แม่ ผม เป็นประจำ
เจาะพุง . . . ฟังไม่ผิดหรอกครับ
มันมีน้ำในช่องท้อง ปริมาณพอสมควร
จากสาเหตุของโรคตับ นี่แหละ
เอาเข็มเจาะพุง
แล้วโยงสายยางให้น้ำมันไหลไซฟอนออกมา
ลงขวดที่ตั้งไว้บนพื้น
ได้ สองลิตรกว่า
พุงยุบ (ชั่วคราว)
ลดอาการปวดท้อง และหายใจไม่ออก
จากนั้นก็นอนโรงพยาบาล
รักษาด้วยยาทางเส้นเลือด
(ไม่ให้น้ำเกลือแฮะ สงสัย น้ำมันเยอะอยู่แล้ว)
สามวันกลับบ้าน
สั่งงดแอลกอฮอล์ทุกชนิด เด็ดขาด
งดอาหารโซเดียมสูง (เค็ม)
แล้วก้นัดอีกครั้ง ประมาณ สองสัปดาห์ถัดไป
พอดี เพื่อนของน้อชาย พ่ออกัส
เขาเป็นอาจารย์แพทย์อยู่วชิระ
เขาจึงแนะนำให้ไปพบหมอมิชชั่นตามนัด
และขอใบส่งตัวมารักษาต่อที่วชิระ
ซึ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล แทน
ก่อนที่เงินค่ารักษาตัวจะหมดตูด
แล้วตายเสียก่อนที่จะหาย
ก็พบหมอ สั่งยา
กลับบ้านมาตอนสาย ๆ
เย็นวันนั้น
บ่ายสามโมง
ปวดท้องอย่างรุนแรงอีกครั้ง
ปวดจนอ้วก ว่างั้นเถอะ
ก็ไปฉุกเฉินมิชชั่น อีกครั้ง
เพราะมันจวนจะตายอยู่แล้ว
ปรากฎว่า
ไม่ใช่เรื่องตับ
แต่มีอาการแทรกซ้อน
คือ ไส้เลื่อน
ไม่ได้เลื่อนลงไปข้างล่าง
แต่มันเลื่อนขึ้นมาอยู่ในสะดือ
จนสะดือบวมเป่งเท่าหัวแม่มือ
โดยมีเพียงหนังบาง ๆ หุ้มไว้
สาเหตุมาจาก
น้ำที่มาออในช่องท้อง
จนต้องเจาออก นั่นแหละ
มันดันไส้ออกมา
แต่อย่างไรก็ยังผ่าตัดไม่ได้
เพราะมันจะแทรกซ้อนกับโรคตับ
อีทีนี้ ปวดแทบดิ้น
ปวดยิ่งกว่าโรคตับอีก
ยมบาล คงยังไม่อยากได้ตัวผมกระมัง
จึงบันดาลให้มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่ง
ขี่ม้าขาวมาช่วยไว้พอดี
ท่านเอามือจิ้มสะดือ
คลึงสะดือผมไปมา
สักครึ่งชั่วโมง
ท่านก็จับอ้ายไส้ส่วนเกิน
ที่ทะลึ่งผุดขึ้นมาผิดที่ผิดทาง
ยัดเข้าไปในรูเดิม จนเข้าที่เข้าทาง จนหมด
หายปวดท้องเป็นปลิดทิ้ง . . . ! ! !
เมื่อนอนพักผ่อนรักษาอาการแวดล้อมอยู่อีกหนึ่งคืน
ท่านก็มาบอกทางสวรรค์ให้
คือ ห้ามเบ่ง (อึ)
ห้ามไอ ห้ามจาม ห้ามหัวเราะ
มิฉะนั้น
มันจะดันไส้ขึ้นมาอีก
และด้วยความเมตตาที่ใหญ่หลวงของท่าน
ท่านสอนผม ให้จัดการกับสะดือตัวเอง
เวลาสุดวิสัย
ที่ไส้มันจะแลบออกมานี้
โดยไม่ต้องมาให้ท่าน ยัด ที่โรงพยาบาล
หลังจากนั้น
กลับบ้านไปได้ ซักวันสองวัน
มันก็เป็นอีกจริง ๆ . . . ! ! !
ทีนี้
ผมเลยลองผิดลองถูก ตามที่ท่านสอน
เฮ้ย . . . ! ! ! ได้ผลแฮะ . . . ! ! !
หลังจากพยายามมาประมาณครึ่งชั่วโมง
มันก็ก็หลุดผลุบเข้าที่ไปจนได้
ส่วนโรคตับ
ก็รับยากลับมารักษาตัวที่บ้าน
จนยาใกล้หมด
จึงไป วชิรพยาบาล
ที่นี่
สนุกกว่าที่ มิชชั่น อีกฮะ . . .
เดี๋ยวมาต่อ นะครับ.
โรงพยาบาลมหาสนุก
เพื่อนพ้องน้องพี่หลายท่าน
อ่านแล้ว คงจะสมน้ำหน้าดีพิลึก
เพราะมันเป็นโรคที่ ทำตัวเองแท้ ๆ
ด้วยการที่เป็นอ้ายขี้เมาของเพื่อนฝูง
มา สามสิบปี.
แต่ก็ขอเล่าหน่อยเหอะ
ในฐานะที่ ผมก็ถือว่า เราเป็นเพื่อนพ้องน้องพี่
สนิทกัน รักกัน มีไมตรีที่ดีต่อกันมานานหลายปี
ก็เลยไม่ได้คิดจะปิดบังอะไรกัน
ผมเป็นโรคตับ เสียแล้วครับ
ตีสาม วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน
ปวดท้องแทบเป็นบ้า
ต้องบอกลุงเจียวต้ายว่า ไปฉุกเฉินมิชชั่น นะครับ
เผื่อจะทันเวลา ก่อนไปตายโรงพยาบาลอื่น
เข้าห้องฉุกเฉิน
(เดินเข้าไปเองซะด้วยนะ)
หมอสั่งนอนเตียง
เปิดแตงโม เอ๊ย . . . พุง ดู
เอามือมารองแล้วเคาะบุ๋ง ๆ ซักสองที
แล้วสั่งแอ๊ดมิด ทันที โดยไม่ลังเล
รวมความว่า
ไปให้อาจารย์หมอ ที่รักษา ลุงเจียวต้าย และ แม่ ผม เป็นประจำ
เจาะพุง . . . ฟังไม่ผิดหรอกครับ
มันมีน้ำในช่องท้อง ปริมาณพอสมควร
จากสาเหตุของโรคตับ นี่แหละ
เอาเข็มเจาะพุง
แล้วโยงสายยางให้น้ำมันไหลไซฟอนออกมา
ลงขวดที่ตั้งไว้บนพื้น
ได้ สองลิตรกว่า
พุงยุบ (ชั่วคราว)
ลดอาการปวดท้อง และหายใจไม่ออก
จากนั้นก็นอนโรงพยาบาล
รักษาด้วยยาทางเส้นเลือด
(ไม่ให้น้ำเกลือแฮะ สงสัย น้ำมันเยอะอยู่แล้ว)
สามวันกลับบ้าน
สั่งงดแอลกอฮอล์ทุกชนิด เด็ดขาด
งดอาหารโซเดียมสูง (เค็ม)
แล้วก้นัดอีกครั้ง ประมาณ สองสัปดาห์ถัดไป
พอดี เพื่อนของน้อชาย พ่ออกัส
เขาเป็นอาจารย์แพทย์อยู่วชิระ
เขาจึงแนะนำให้ไปพบหมอมิชชั่นตามนัด
และขอใบส่งตัวมารักษาต่อที่วชิระ
ซึ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล แทน
ก่อนที่เงินค่ารักษาตัวจะหมดตูด
แล้วตายเสียก่อนที่จะหาย
ก็พบหมอ สั่งยา
กลับบ้านมาตอนสาย ๆ
เย็นวันนั้น
บ่ายสามโมง
ปวดท้องอย่างรุนแรงอีกครั้ง
ปวดจนอ้วก ว่างั้นเถอะ
ก็ไปฉุกเฉินมิชชั่น อีกครั้ง
เพราะมันจวนจะตายอยู่แล้ว
ปรากฎว่า
ไม่ใช่เรื่องตับ
แต่มีอาการแทรกซ้อน
คือ ไส้เลื่อน
ไม่ได้เลื่อนลงไปข้างล่าง
แต่มันเลื่อนขึ้นมาอยู่ในสะดือ
จนสะดือบวมเป่งเท่าหัวแม่มือ
โดยมีเพียงหนังบาง ๆ หุ้มไว้
สาเหตุมาจาก
น้ำที่มาออในช่องท้อง
จนต้องเจาออก นั่นแหละ
มันดันไส้ออกมา
แต่อย่างไรก็ยังผ่าตัดไม่ได้
เพราะมันจะแทรกซ้อนกับโรคตับ
อีทีนี้ ปวดแทบดิ้น
ปวดยิ่งกว่าโรคตับอีก
ยมบาล คงยังไม่อยากได้ตัวผมกระมัง
จึงบันดาลให้มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่ง
ขี่ม้าขาวมาช่วยไว้พอดี
ท่านเอามือจิ้มสะดือ
คลึงสะดือผมไปมา
สักครึ่งชั่วโมง
ท่านก็จับอ้ายไส้ส่วนเกิน
ที่ทะลึ่งผุดขึ้นมาผิดที่ผิดทาง
ยัดเข้าไปในรูเดิม จนเข้าที่เข้าทาง จนหมด
หายปวดท้องเป็นปลิดทิ้ง . . . ! ! !
เมื่อนอนพักผ่อนรักษาอาการแวดล้อมอยู่อีกหนึ่งคืน
ท่านก็มาบอกทางสวรรค์ให้
คือ ห้ามเบ่ง (อึ)
ห้ามไอ ห้ามจาม ห้ามหัวเราะ
มิฉะนั้น
มันจะดันไส้ขึ้นมาอีก
และด้วยความเมตตาที่ใหญ่หลวงของท่าน
ท่านสอนผม ให้จัดการกับสะดือตัวเอง
เวลาสุดวิสัย
ที่ไส้มันจะแลบออกมานี้
โดยไม่ต้องมาให้ท่าน ยัด ที่โรงพยาบาล
หลังจากนั้น
กลับบ้านไปได้ ซักวันสองวัน
มันก็เป็นอีกจริง ๆ . . . ! ! !
ทีนี้
ผมเลยลองผิดลองถูก ตามที่ท่านสอน
เฮ้ย . . . ! ! ! ได้ผลแฮะ . . . ! ! !
หลังจากพยายามมาประมาณครึ่งชั่วโมง
มันก็ก็หลุดผลุบเข้าที่ไปจนได้
ส่วนโรคตับ
ก็รับยากลับมารักษาตัวที่บ้าน
จนยาใกล้หมด
จึงไป วชิรพยาบาล
ที่นี่
สนุกกว่าที่ มิชชั่น อีกฮะ . . .
เดี๋ยวมาต่อ นะครับ.