ประสบการณ์การเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนสหรัฐอเมริกาทุน AYC 12s ที่เปลี่ยนชีวิตเรา FOREVER!~

สวัสดีจ้าชาว pantip ทุกคน วันนี้เราจะมาเล่าย้อนไปว่ากว่าจะถึงวันบินไปสหรัฐอเมริกาจริงๆต้องผ่านอะไรมาบ้าง กว่าจะบิน!!~
เราไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่สหรัฐอเมริกา Grade 11 จ้า หรือม. 5 นั้นเอง (แต่ติดใจหนักไม่ยอมจบแค่เกรด 11 ต่ออีกปีจบไฮสคูลที่อเมริกาเลย 5555 แต่ปีที่สองไม่ได้ไปในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนแล้วนะ ใครสงสัยว่าอ้าวแล้วไปยังไง ถามมาได้นะจ้ะ) จำได้ว่าวันที่บินไปเป็น Flight ดึก วันที่ 23 สิงหาคม 2014



       อย่างแรกเลย คือ พอผลสอบของ AYC ออกแล้ว ถ้าคะแนนเราผ่าน เราก็ต้องทำเรื่องติดต่อยืนยันกับทางโครงการว่า หนูจะไปแน่ๆคะพี่ จะมีการจ่ายเงินแยกเป็นงวดๆนะคะ จำได้ว่ามีไปเข้าค่ายของโครงการแล้วพี่ๆเจ้าหน้าที่เค้าก็จะแยกเราออกเป็นแถวๆตามมูลนิธิที่ได้จากประเทศสหรัฐ เราได้มูลนิธิ AFICE (จำได้แม่นเลย 555555+ เพราะว่าแถวเราสั้นสุดเลย มูลนิธินี้มีทั้งหมด 11 คน) ตอนนั้นก็คิดนะว่าทำไมของเราคนน้อยจังอะ มองแถวข้างๆของมูลนิธิอื่นนี่แบบคนเยอะมาก (เอาจริงๆทุกวันนี่ก็ยังไม่เข้าใจว่าใช้เกณฑ์อะไรในการแยก) แล้วช่วงที่เรายังไม่ได้โฮสเลยโทรไปถามพี่เจ้าหน้าที่โครงการ พี่เค้าบอกมูลนิธินี้ถ้าอยากได้โฮสอาจมีการเสียเงินเพิ่ม อาจจะเป็นการจ่ายให้โฮสทุกเดือนอย่างน้อยเดือนละ 300 dollars เพราะเศรษฐกิจสหรัฐไม่ดี แต่ไปจ่ายให้โฮสเองตอนบินไปอยู่กับครอบครัวอเมริกันแล้ว ตอนนั้นเรากับแม่คือยังไงก็ได้คะพี่ ยอมจ่าย ขอแค่ได้โฮสและบินไป (ไม่ง่ายเลยช่วงเวลาตอนรอโฮสแฟมิลี่นี่ เป็นช่วงที่แย่ที่สุดของเด็กแลกเปลี่ยนแล้ว ใจตุบๆต่อมๆ กันหมด 5555+ แต่ก็ผ่านมันมาได้อะเนอะ คือพี่ๆ เค้าก็ปลอบใจเด็กๆรุ่นเราอะแหละว่าจะหาโฮสให้น้องบินไปให้ได้) สุดท้ายพอเราได้โฮสและบินไป คือเป็นอะไรที่ประทับใจมากเลย โฮสเราเค้ารู้นะว่าเด็กที่มาอยู่กับเค้าต้องให้เงินเค้าทุกเดือน แต่โฮสเค้าบอกเราเองเลยว่า ไม่ต้องจ่าย ไม่รับ แถมยังจะมาออกค่าอาหารกลางวันที่โรงเรียนให้อีก แต่เราก็ไม่เอาหรอก เลยปฏิเสธเค้าไป แค่นี้ก็เกรงใจมากแล้ว >< (ความเกรงใจของคนไทยนี้ใช้ได้จริงๆนะ และควรจะมีด้วย เวลาที่เราไปอยู่ร่วมกันกับครอบครัวเค้า ถึงแม้ว่าศัพท์ในภาษาอังกฤษจะไม่มีคำว่าเกรงใจบัญญัติไว้เป็นคำก็เถอะ)

       คราวนี้มาตอนที่เราต้องนั่งกรอกเอกสารโปรไฟล์ แนะนำตัวเอง ติดรูปบ้าน รูปครอบครัว ต้องเขียนจดหมายบอกว่าตัวเองชอบทำอะไร ชอบกิจกรรมอะไร งานอดิเรก ซึ่งเป็นอะไรที่ยาวมาก จำได้ว่าพี่เจ้าหน้าที่กำหนดมาให้เขียนไม่เกิน 3 หน้ากระดาษ เอสี่ และภาษาอังกฤษเราก็ใช่จะดีเวอร์ จำได้ว่าแก้หลายรอบเลย คือตรวจทานแล้วตรวจทานอีก 555+ เอาให้ดีที่สุด เราไปขอให้คนที่จบจากต่างประเทศมาช่วยอ่าน ช่วยแก้แกรมม่าด้วยแหละ เพราะลำพังอ่านเอง เขียนเองมันยังไม่โอเคจริงๆ แต่พี่ๆเจ้าหน้าที่เค้าก็จะช่วยเราตรวจจนถึงที่สุดว่า เนื้อหามันโอเครึยัง เราว่ามันก็เหมือนเรียงความภาษาอังกฤษแนะนำตัวเองดีๆนี่แหละ แต่ต่างตรงที่มันจะมีผลกับการที่โฮสแฟมิลี่จะเลือกเรา เพราะ 3 หน้านี่ละเป็นตัวตัดสินหลักเลยว่าเค้าจะเลือกเรารึเปล่า ไลฟ์สไตล์เราเข้ากับครอบครัวเค้าได้ไหม อย่าเขียนแบบว่าเจาะจงเกินไปว่า เราต้องการอะไร ไม่ชอบอะไร มันจะดูเป็นการเลือกมากเกินไป เราควรเขียนกว้างๆไว้ดีที่สุดเพราะว่าพอเค้าเลือกเราจริงๆ อย่างน้อยถ้ามันไม่ได้สาหัสเกินไป กับสิ่งที่เราไม่โอเค พอไปถึงเรายังสามารถไปปรับตัวเราเองได้ (ได้เรียนรู้การปรับตัวในสถานการณ์ต่างๆเป็นอย่างดีก็ตอนไปเป็นนร. แลกเปลี่ยนนิละ) แต่เอาจริงๆโฮสเค้าก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรมากจากแค่ 3 หน้ากระดาษนี่หรอกจริงไหม (ถึงได้บอกไงว่าให้เขียนกว้างๆไว้ดีที่สุด) จำได้ว่าตอนนั้นบินไปอยู่กับโฮสแล้ว เราถามโฮสว่าทำไมถึงเลือกเรา โฮสบอกว่าเห็นรูปเราแล้วชอบรอยยิ้ม (แปลว่าควรจะติดรูปที่เรายิ้มแบบจริงใจและเป็นธรรมชาติ 555+) แล้วโฮสบอกว่า ไปอ่านประวัติของเด็กคนอื่น จากประเทศอื่นๆด้วยเช่น จีน สเปน ฝรั่งเศส คือมีบางคนเขียนระบุไปว่า เวลาอยู่บ้าน แม่เป็นคนซักเสื้อผ้า ทำทุกอย่างให้ <- เขียนแบบนี่ไม่ควรอย่างยิ่ง ไม่ผ่านนะจ้ะ! เพราะเค้าอยากรับเรามาอยู่ มาแชร์ประสบการณ์วัฒนธรรมกัน เราก็ควรจะช่วยเหลือกันเนอะ ที่เค้าเรียกว่าช่วยเหลือซึ่งกันและกันดีที่สุด แต่ก็อย่างที่บอกมันขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของครอบครัวอเมริกันด้วย เพราะโฮสเล่าเสริมมาว่า เด็กบางคนก็บอกชอบไป shopping อาทิตย์ละครั้ง ชอบทำกิจกรรมเยอะๆ ไม่ชอบอยู่บ้าน  อย่างของเราที่โฮสเลือกเราเพราะว่า เราดูเป็นคนสบายๆ ไม่เรื่องเยอะ ไม่ได้เป็นคนบ้าทำกิจกรรมเยอะ ไม่ได้เขียนว่าชอบshopping (เพราะที่ที่เราจะได้ไปอยู่มันไม่เหมาะแก่การชอปเอาซะเลย 5555+ เดะจะมาเล่าเพิ่มนะว่าทำไม) เพราะงี้แหละโฮสเราก็เลยได้เรียนรู้จากเราว่า เออเด็กคนนี้โอเคเลยนะที่จะมาอยู่กับครอบครัวได้ แต่ถ้าเป็นคนที่แพ้อะไรแบบนี่ ควรบอกไปเลยในจดหมายนะ อย่างเช่นถ้าเป็นคนแพ้ขนสัตว์แบบนี่อะ โฮสที่บ้านเค้ามีสัตว์เลี้ยงจะได้ไม่เลือกเรา คือส่วนตัวเราเป็นคนรักสัตว์มากๆ เลย เราก็เลยเขียนไปว่าอยู่กับสัตว์ได้ทุกอย่าง แต่ขอเป็นตัวเล็กๆ น่ารักๆ (ตอนแรกระบุไปเลยว่ารักสัตว์ แต่ขอไม่ใช่สัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู หรือ อิกัวนา นะคร่า T^T! กลายเป็นว่าพอเอาไปให้พี่เจ้าหน้าที่ตรวจจดหมาย เค้าบอกว่า เขียนแบบนี่มันเป็นการระบุเจาะจงเกินไป มันดูไม่ดีนะคะน้อง ควรไปปรับแก้ให้มันดูกว้างกว่านี้ ก็เลยแก้ไปตามที่เล่าอะนะ ^^) ตรงนี่ก็เป็นจุดที่โฮสรับเราด้วยเพราะ ครอบครัวเค้ามีสัตว์เลี้ยงตัวเล็กๆน่ารัก เยอะเลย มีหนูกินนี่พิก(หนูตะเภา) 2 ตัว แมว 2 ตัว สุนัข(ชิชุ) 1 ตัว ไก่ 6 ตัว คือแบบสมใจเรามว๊ากกกก กรี๊ด น่ารักทั้งนั้นเลย XD









       โอเคเรามาเข้าประเด็นสำคัญที่สุดดีกว่า พล่ามมายาวมาก สรุปเลยนะว่า พอได้เอกสารมากรอกข้อมูลตัวเองควรรีบกรอกให้เสร็จและส่งให้พี่เจ้าหน้าที่ยิ่งเร็วยิ่งดี คือให้เร็วที่สุดอะ เพราะเค้าจะได้ส่งเอกสารของเราไปให้มูลนิธิหาโฮสให้เราไวๆ เพราะกว่าพี่เค้าจะส่งเอกสารไปให้มูลนิธิที่อเมริกา พี่เจ้าหน้าที่ต้องตรวจเอกสารเราหลายรอบมากๆว่า โอเครึยัง ขาดอะไรไหม ยิ่งเราทำเสร็จส่งช้า ก็จะยิ่งได้โฮสช้าไปด้วย แต่สำหรับตัวเรา เราถือว่าได้โฮสไม่เร็วมากและก็ไม่ช้ามากนะ เป็นแบบปกติ รุ่นเราตอนนั้นบางคนได้โฮสเร็ว บินไปก่อนเราแล้วก็มี บางคนได้โฮสช้ากว่าเราอีก ปลายเดือนกันยายนเพิ่งได้โฮสและบินไปเลยแบบเตรียมตัวแทบไม่ทัน ของเราพอได้โฮสแล้วก็มีเวลาเตรียมตัว เตรียมของ 2 สัปดาห์ เพื่อนเราบางคนนี่ได้โฮสปุ้บอีก 3 วันบินแล้ว หูยยยยย!
    
       ถ้าน้องๆคนไหนที่สอบติดทุน AYC หรือทุนอื่นๆ ก็ถามเราได้ทุกอย่างเลยนะ ยินดีตอบจ้า เพราะเราเข้าใจเธอ มันมีหลายอารมณ์มากจริงๆการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเนี่ย ^^

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่