ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยายของเด็กอายุ16

*นี่เป็นการตั้งกระทู้ครั้งแรกของเรานะคะ ถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยไว้ณ ที่นี้ด้วยค่ะ*

สวัสดีค่ะ เราเป็นเด็กผู้หญิงคนนึงอายุ16ปี (ตอนนี้ยังไม่ขอเปิดเผยตัวนะคะว่าเป็นใคร เอาเป็นว่าถ้าเล่าเรื่องจบทั้งหมด เราจะเอารูปและประวัติมาให้ได้ชมกันค่ะ) เราอายุ16ปีซึ่งชีวิตเจอเรื่องราวมามากมายเลยค่ะ อย่าพึ่งคิดนะคะว่าแค่16ปีจะไปเจอปัญหาอะไรที่เยอะกว่าคนที่โตกว่า เราจะบอกว่า ชีวิตเรายิ่งกว่านิยายน้ำเน่าอีกค่ะ ดราม่าทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องครอบครัว การเรียน ความฝัน ความรัก และเรื่องเพื่อน จนบางทีเราเริ่มท้อกับชีวิตมาก ซึ่งเรื่องเหล่านี้เราจะทยอยมาเล่าทีละเรื่องนะคะ คอมเม้นกันได้นะคะมาแชร์กัน

*ที่มาเล่าไม่ได้ต้องการให้ใครมาเห็นใจ ไม่ได้ต้องการจะเรียกร้องความสนใจจากใคร แต่อยากมาแชร์เรื่องราวในชีวิต ให้เป็นประโยชน์กับใครหลายคนนะคะ*

เรามาเริ่มกันเลยค่ะ เรื่องแรกคือเรื่องการเรียนของเรา เราขอเล่าก่อนว่าตอนเราเรียนประถมเราเป็นเด็กกิจกรรมค่ะ ทำทุกอย่างที่มีในโรงเรียน ไม่ว่าจะไปแข่งทักษะวิชาต่างๆ เป็นตัวแทนไปสอบวัดความรู้ ไปวาดรูป ไปแข่งภาษาไทย หรือไปค่ายที่มีหลายโรงเรียนเราก็ไปค่ะ และเป็นเด็กนาฎศิลป์ เป็นเชียร์หลีดเดอร์ทุกๆปี เพราะฉนั้นกิจวัตรประจำวันของเราจะต่างจากคนอื่น เรียนไปทำกิจกรรมไป บางทีก็ไม่ได้เรียนในวันนั้นๆ เพราะต้องไปทำกิจกรรม แต่ไม่ได้ทำให้เราเรียนแย่ลงเลย เรามีความสุขมากที่เรียนไปทำกิจกรรมไปด้วย เราเลยจะมีเกียรติบัตรสะสมเกือบ60ใบ ในช่วงประถม แต่แล้วจุดเปลี่ยนของชีวิตก็มาถึง คือช่วงต้องต่อม.1 ซึ่งใจเราอยากจะต่อที่รร.เดิม (รร.เก่าเรามีถึงม.3) ไม่อยากจะย้ายไปไหน แต่พ่ออยากจะให้ย้ายไปรร.หญิงล้วนที่นึง ซึ่งเราไม่อยากเรียนรร.หญิงล้วนเลย ภาพในหัวเราคือสังคมต้องไม่โอเคเหมือนที่เดิม เราพยายามอธิบายเหตุผลให้พ่อเข้าใจ ว่าเราไม่อยากย้าย (ส่วนนึงก็เรื่องกิจกรรมด้วยแหละ) แต่สุดท้ายเราก็ต้องย้าย วันที่ไปยื่นใบสมัครเราลงไปว่าเป็นเด็ก นอกเขตพื้นที่ แล้วทางรร.ก็บอกว่า รร.เก่าอยู่ในเขตพื้นที่ ให้เราใช้สิทธิ์นั้นได้ และมีสิทธิ์สอบติด (ลืมบอกไปว่าเราสมัครรร.เก่าเอาไว้แล้วด้วย)  ซึ่งเราไม่อยากเลย เราร้องไห้ที่รร.นั้นเลยแหละ แต่ทำยังไงได้สุดท้ายก็ต้องสมัครตามนั้น และสอบติดเป็นลำดับที่35จาก300กว่าคน เราก็โอเคเรียนไป เทอมแรกยังมีหลายอย่างที่ไม่ลงตัว เกือบจะทุกอย่างเลย ตอนเราจบป.6เราได้เกรด 3.97 แต่รู้มั้ยว่า พอเริ่มม.1เทอมแรกกับรร.ใหม่ เราได้เกรดไป 2.55 ซึ่งเป็นเกรดที่แย่มาก ตั้งแต่ย้ายรร.มา เราก็ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรเลย นาฎศิลป์ที่เรารักก็ไม่ได้ทำอีก (เดี๊ยวจะมาเล่าเหตุผลเรื่องนี้ให้ฟังทีหลัง) จนมาม.3 ก็กำลังจะเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เพราะต้องต่อม.4 เหมือนเดิมเลยค่ะ ครั้งนี้เราอยากย้ายรร.เพราะคิดว่า ถ้าเราย้ายเราอาจจะได้กลับมาเป็นเด็กกิจกรรมอีกก็ได้ แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ย้าย เพราะพ่อไม่อยากให้ย้าย (อีกแล้ว) เราก็ไม่ย้ายก็ได้ แต่พอมาม.4 ต้องเลือกสายการเรียนใช่มั้ยคะ ซึ่งเรารู้ตัวเองดีอยู่แล้วว่าเรา ไม่เหมาะกับสายวิทย์ไม่เหมาะเลยย หัวเราไม่ไปทางนั้นเลย คณิตศาสตร์ไม่เคยได้เกินเกรด2.5ซักเทอม (ตั้งแต่ม.1) หนักสุดผ่านคณิตศาสตร์แบบเฉียดมากได้ไป 51คะแนนเต็ม100 คิดว่าเราควรไปทางนั้นมั้ย 555555 แต่พ่ออยากให้เข้าสายวิทย์ เราเองก็ไม่คิดว่าจะติดเลยด้วยซ้ำ แต่ก็เลือกไป ปรากฎว่า เราติดสายวิทย์ค่ะ ตอนแรกก็คิดว่า โอเค เรียนไปเถอะคบไม่อยากเกินความสามารถหรอก พอเราได้มาคิดทบทวนอีกที เราได้คำตอบให้ตัวเองว่า เราไม่ไหวแน่ๆ แต่ด้วยความที่เรารู้ตัวดี รร.มีให้เปลี่ยนสายการเรียนได้ค่ะ เราเลยขอให้แม่พาไปย้ายสายไว้ก่อน (ยังไม่ได้บอกพ่อ)วันที่ไปย้าย ทางฝ่ายวิชาการบอกว่า ห้องญี่ปุ่นคนเต็มแล้ว แต่เราก็บอกไปว่า ขอยื่นเรื่องไว้ก่อนค่ะ ได้ไม่ได้ยังไงค่อยว่ากันทีหลัง แต่ว่าตอนปรับพื้นฐานก็ยังต้องเรียนห้องเดิมไปก่อน ทำให้เรายิ่งชัดเจนว่า เราไม่เหมาะกับสายวิทย์แบบจริงจัง ก็ต้องทนเรียนไปช่วงนั้น เรียกได้ว่า เรียนไปน้ำตาไหลไป พอเปิดเทอมมาเราก็พยายามจะไปห้องวิชาการไปถามทุกวัน ว่าเราได้ย้ายหรือยัง ก็ยังไม่ได้ย้าย คือเราแบบว่าไม่ไหวแล้วจริงๆ ตอนเปิดมาเราเรียนห้องเดิมไปได้ซัก 1อาทิตย์ ก็มีใบรายชื่อในห้องมาให้เขียนอะไรซักอย่าง ปรากฎว่า ชื่อเราในใบรายชื่อห้องเดิมหายไปแล้ว นั่นแหละค่ะ เราดีใจมากๆๆๆ เลยไปถามที่ห้องวิชาการ เค้าบอกว่า ไปเรียนห้องใหม่ได้เลย เหมือนสวรรค์มาโปรด555555 เราเลยย้ายไป เราปรับตัวกับห้องนี้ได้เร็วมาก แค่วันแรกก็คุยได้ทั้งห้องแล้ว (ในขณะที่ห้องเดิม เราแทบไม่รู้จัดใครเลยนอกจากเพื่อนที่เคยเรียนห้องเดียวกันตอนม.ต้น แค่3คนเอง) พอเราได้ย้ายเราก็ต้องขยันมากกว่าคนอื่นหลายเท่า เพราะเค้าเรียนกันไปไกลแล้ว แล้วหน่วยกิตภาษาญี่ปุ่นคือ 3 เพราะฉนั้นเราจะพลาดไม่ได้ มันคือวิชาที่จะทำให้เกรดดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับวิชานี้ เราเอนจอยส์มากที่เรียนสายนี้ เทอมแรกก็ได้เกรด4ภาษาญี่ปุ่นแล้ว เราเลยคิดว่า นี่แหละคือสิ่งที่เราชอบและสนุกไปกับมัน ไม่ใช่ว่า เราไม่พยายามจะเรียนสายวิทยาต่อนะคะ แต่เพราะเรารู้ตัวเองดีอยู่แล้ว ถ้าเราเรียนต่อไปเราก็คงไม่ไหวจริงๆ

-เรื่องแรกจบไปแล้วค่า ยังไม่ค่อยดราม่าอะไรมาก แค่เกี่ยวกับ การต้องเลือกในสิ่งที่เราคิดว่าตัวเองไหวจริงๆ อย่าฝืนกับบางเรื่อง เราจะบอกว่า เรื่องการเรียนยังไม่ค่อยจะดราม่าเท่าไหร่ เดี๊ยวพรุ่งนี้จะมาอัพเดตเรื่องต่อไปนะคะ ยังไงก็มาคอมเม้นแลกเปลี่ยนความคิดกันได้นะคะ-

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่